เนินสูงโล่งเตียนมองเห็นทิวทัศน์ทั่วไปทั้งเขตเมืองซินเอี๋ย เล่าปี่นั่งรอการมาของทัพโจโฉอย่างสงบตามคำของกุญซือจอมฉลาดที่ข้ามภพข้ามชาติมาร่วมอยู่ด้วยในกองทัพ นายทัพคนอื่นมีหน้าที่รับผิดชอบกันโดยทั่วไปตามแผน ศึกครั้งนี้ไม่มีใครดื้นด้านไม่รับฟังคำสั่ง ทั้งนี้ก็เพราะยอมรับในปัญญาของผู้ออกอุบาย ไม่นานขงเบ้งก็ลากสังขารเดินขึ้นมาถึงที่เล่าปี่อย่างเหนื่อยหอม ผิดกันกับเย่อิงที่ดูไม่มีอาการเลยแม้แต่น้อย ยังย่างเดินอย่างสุภาพดั่งหงส์ขาวย่ำธรณี
"ท่านขงเบ้ง พวกเราไม่ลงไปช่วยจะดีหรือท่าน" เล่าปี่ร้อนใจยิ่งนัก ด้วยคราวนี้กองทัพข้าศึกมีมากจะประมาณนับเอาไม่ได้
"เราอยู่ที่นี่เห็นภาพโดยรวม สามารถส่งสัญญาณให้ฝ่ายเราได้อย่างทันท่วงที จะบุกหรือถอยก็มองเห็นอย่างเด็ดขาด หากแม้ว่าจะเกิดการพลาดพลั้งก็เข้าสนับสนุนได้ทันต่อเหตุการณ์ อยู่ดูจากที่สูงแบบนี้ถือว่าถูกต้องแล้วท่านเล่าปี่" ผมบอกออกไปแบบนั้น ซึ่งก็ตรงตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็การรบในปัจจุบันหรือในอดีต ไม่ว่าจะรบกันที่ไหน บนโลกหรือนอกอวกาศ การได้เห็นภาพรวมทั้งหมด การได้รู้ข่าวสารทั้งหมดย่อมหมายถึงความได้เปรียบและชัยชนะ
เย่อิงนิ่งฟังอยู่ แววตาที่มองตรงมาปลื้มปีติ ช่างดูสมกับเป็ยอดกุญซือขึ้นมาบ้างแล้ว ผิดกับชายคนก่อนที่เคยลนลานอยู่ในกระท่อมป่าไผ่ ไม่เหมือนคนแปลกหน้าที่เอาแต่ร่ำร้องหาทางกลับบ้านอย่างเดียว คงเพราะผ่านเหตุเป็ตายมาหลายครั้ง
คนเราเมื่อเห็นความตายของผู้อื่น ย่อมเห็นแค่ใบไม้หล่น
คนเราเมื่อเห็นความตายของตัวเอง ย่อมเห็นดั่งต้นไม้นั้นโค่นหักลง
เคาทูซึ่งมาในกองทัพของโจโฉมีทหารสามพันนายซึ่งยกมาเป็กองสอดแนมนั้น ครั้นถึงทุ่งฉบวยโผก็พบเข้ากับกองทัพของบิฮองและเล่าฮอง เคาทูมีนิสัยห้าวหาญไม่กลัวตาย ร่างกายใหญ่โต ทั้งยังเคร่งครัดซื่อสัตย์ แต่ก่อนสมัยโจรโพกผ้าเหลืองอาละวาดเคาทูก็สร้างผลงานไว้ไม่น้อยหน้าขุนทัพคนอื่น ผ่านความเป็ความตายนับครั้งไม่ถ้วน ว่ากันถึงกำลังกายและวรยุทธ์มิแคล้วหากรบกับกวนอู เตียวหุย คงยืดเยื้อเสียเวลาพอสมควร
เคาทูพอเห็นนายทัพทั้งสองของเล่าปี่ก็เร่งทหารรุดหน้าเข้าหวังจะปะทะจู่โจม บิฮองและเล่าฮองรับคำสั่งมาก็เคร่งครัดตามคำขงเบ้ง ให้ทหารสลับเปลี่ยนกองซ้ายเป็ขวา เปลี่ยนกองขวาเป็ซ้ายสับสนกันอยู่ เคาทูมิชาญปัญญาเห็นอย่างนั้นก็ห้ามทหารเอาไว้ แล้วสั่งว่าจะเข้ารบตอนนี้ยังมิได้ เห็นทีขงเบ้งคงจะซุ่มกำลังเอาไว้หลายกอง จึงรีบกลับมาแจ้งบอกแก่ โจหยินและโจหอง
โจหยินผู้เชี่ยวชาญพิชัยาจึงว่า "ที่ขงเบ้งทำอย่างนี้ก็เป็กลล่อลวงเท่านั้น ท่านรู้มิเท่าทันก็เลยใ ไม่ต้องกลัวไป ท่านรีบยกกำลังขึ้นไปเถิด ข้าจะยกทหารหนุนตามไป"
"ถ้าท่านโจหยินว่าอย่างนั้น ข้าเองก็มั่นใจขึ้นมาก มิหวั่นสิ่งใดอีก" เคาทูรับคำก็ยกทหารออกมาอีกครั้งหนึ่ง พอถึงชายทุ่งเวลาก็พลบค่ำลงพอดีเห็นพวกทหารของบิฮองเล่าฮองยกหนีเข้าไปในป่าจนหมดจึงจัดแจงทหารจะให้เข้าค้น พวกทหารเชิดหอกออกหน้า เกราะธนูตามหลัง จัดขบวนทัพใหม่เพื่อตามติดเข้าไป
พอดีตอนนั้นได้ยินเสียงคนอื้ออึงอยู่บนเขาจึงแหงนหน้าขึ้นไปดู เห็นเล่าปี่ ขงเบ้ง กางร่มห่มฉัตรกั้นสัปทน เสพสุราร้องเพลงอยู่ด้วยกันก็โกรธจัด ด่าว่าอ้ายพวกสามานเห็นตนเป็พวกละครงิ้วกลางป่า มิให้เกียรติเืนักรบ นั่งกินดื่มดูตนเองต้องอุบายอยู่บนที่สูง ขับทหารพากันขึ้นไปหวังจะจับตัวขงเบ้งมาชำแหละเสียให้หายคับแค้น
"ท่านขงเบ้งๆ เคาทูนั้นฝีมือร้ายนัก เกรงว่าหากมันขึ้นมาถึงพวกเราได้ ท่านและข้าคงไม่มีชีวิตรอดกลับไป" เล่าปี่ออกอาการกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ท่านเล่าปี่ไม่ต้องเป็ห่วง ข้าสั่งทหารเตรียมการเอาไว้หมดแล้ว"
กลอุบายนั้นเน้นการล่อหลอก เมื่อหลอกไปครั้งหนึ่งแล้วฝ่ายถูกหลอกย่อมคิดว่าไม่มีครั้งที่สอง เมื่อถูกหลอกครั้งที่สองแล้วย่อมคิดว่าไม่มีครั้งที่สาม ผู้ฉลาดวางอุบายแท้จริงเป็แค่จอมโกหกที่ไม่ยอมเฉลยความจริงออกมาเท่านั้น
หินขนาดใหญ่ก้อนเกือบเท่าเอวนับร้อยก้อนถูกตระเตรียมเอาไว้นานกว่าสามวัน ใช้แรงงานไม่ไม่น้อยในการฉุดลากขึ้นมาไว้ข้างบนนี้ เมื่อทหารเคาทูยกมาได้ระดับขงเบ้งก็สั่งทหารทั้งปวงกลิ้งก้อนศิลาลงมา ๔ุกทหารเคาทูาเ็ล้มตายเป็อันมาก
คนเราเมื่อขึ้นไม่ได้ก็ลงมา
เคาทูเห็นอย่างนั้นจึงสั่งถอยร่นอย่างรวดเร็ว พอดีได้ยินเสียงอื้อึงด้านหลังเขาคิดจะยกทหารอ้อมออกไปรบอีก โจหยินที่ยกมาหนุนนั้นเห็นเหตุการณ์เข้าจึงสั่งห้ามเอาไว้ก่อน
"เคาทูจงหยุดก่อน เวลานี้ค่ำมืดแล้ว ขงเบ้งก็มากเล่ห์คงจะเตรียมกองทหารซุ่มเอาไว้ หากผลีผลามเข้าไปจะอันตราย พวกเรารีบยกทัพเข้าไปในเมืองซินเอี๋ยก่อน พักทหารให้หายเหนื่อยสักคืนหนึ่ง ค่อยออกติดตามพวกเล่าปี่ขงเบ้ง" โจหยินสั่งการเด็ดขาด สมแล้วที่เป็นายทัพมากฝีมือเหล่าทหารเคารพมีวินัย
เมื่อเคาทูได้รับคำสั่งอย่างนั้นแล้วก็จำใจต้องติดตามโจหยินเข้าเมืองซินเอี๋ยไป ข่าวการหนีไปของกองทหารเล่าปี่ถูกกองสอดแนมของฝ่ายโจโฉล่วงรู้จนหมดสิ้น โจโฉคาดการเอาไว้ว่าเล่าปี่มิอาจจะตั้งทัพสู้กับตนได้ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกกองทัพของเล่าปี่มีน้อยกองทัพของตนมีมาก การเข้าปะทะกันซึ่งหน้าถือเป็เื่เหลวไหล ประการที่สองหากคิดจะตั้งรับ เมืองซินเอี๋ยนั้นเล็กเกินไป ทำได้แค่ยื้อความตายเอาไว้เท่านั้น ประการที่สามเสบียงของเล่าปี่มิเอื้ออำนวยให้ทำศึกแบบตั้งรับ ดังนั้นการถอยหนีทิ้งเมืองจึงสมควรแล้วที่จะกระทำ
ผู้ฉลาดย่อมรู้จักรักชีวิต การห้าวหาญผิดเวลา ผู้คนจะนินทาภายหลังเอาได้
กองทหารของโจหยินเมื่อมาถึงเชิงกำแพงประตูเมืองซินเอี๋ยเห็นประตูเมืองทั้งสี่เปิดโล่งอยู่ มิได้เห็นผู้คนเลยแม้แต่สักหนึ่งชีวิต โจหยินก็มีความยินดีนักจึงยกพลเข้าไปในเมือง โจหองผู้เป็น้องร่วมสายเืยิ้มร่าอย่างผู้ชนะหันมาหาพี่ชาย
"ท่านพี่โจหยิน ครั้นนี้ท่านโจโฉคาดการไว้แม่นยำนัก เล่าปี่ ขงเบ้ง คงจะจวนตัวเข้าจึงทิ้งเมืองเสีย พาครอบครัวอพยพหนีหายไปจนหมดสิ้น พวกเราพักทหารกันในเมืองนี้เสียสักหนึ่งคืนเถิด พรุ่งนี้ตะวันขึ้นค่อยออกตามไปล้อมจับเอาก็ย่อมทัน
"ดี งั้นเราพี่น้องไปพักกันที่จวนของเ้าเล่าปี่ ส่วนพวกทหารให้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามเรือนต่างๆ เลือกเอาแล้วแต่ชอบ" โจหยินสั่งการออกไป พวกทหารรับคำสั่งอย่างนั้นก็เร่งปฏิบัติตาม พากันเรี่ยรายเข้าอาศัยเสียแทบทุกเรือน หลังละคนสองคน ทำการหุงหาอาหารกินจนอิ่มแน่น ไม่ช้านานก็พากันหลับลงด้วยความเหนื่อยอ่อนอันสะสมมาั้แ่เริ่มออกเดินทาง
แสงและเงานั้นย่อมเคียงคู่กันแต่แตกต่างกัน รอยยิ้มฉีกฉายอยู่บนใบหน้า เมืองฮูโต๋นั้นเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากั้แ่โจโฉลากองค์ฮ่องเต้มากักขังเอาไว้ ซุนฮกนั้นบัดนี้เฝ้าเมืองอยู่กับกองทหารกองหนึ่ง ถึงจะไม่มากเท่าไหร่แต่ก็มากพอต่อการป้องกันเมืองหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นมา โจโฉไว้ใจเขามากและมากเกินไป
หอหลวงโอ่อ่าตั้งตระหง่านกลางนครหลวง เสาไม้ใหญ่กว่าร้อยต้นแบกน้ำหนักหลังคาเอาไว้ เหมือนฮ่องเต้นทรงงานแบกรับความทุกข์ยากของราษประชา แต่ทว่ากลียุคสร้างประชาให้ต้องมาแบกรับทุกข์ของฮ่องเต้ ซุนฮก ซุนฮิว นำทหารขึ้นมากองหนึ่งเข้าสังหารองครักษ์ที่เฝ้าห้องบรรทมอยู่ เืสาดผนังที่ไหลก็ย้อยนองลงมาจนเลอะพื้น พวกขันทีนางในใหวาดกลัวกรีดร้องออกมา ซุนฮิวสั่งการจัดการฆ่าทิ้งเสียเพื่อมิให้ปริปากพูดสิ่งใดได้อีก
"ท่านอา องค์ฮ่องเต้อยู่ด้านใน" ซุนฮิวสั่งมือเปิดประตูตำหนักก้าวข้ามศพองครักษ์นำซุนฮกเข้าไปยังห้องบรรทม
สายตานิ่งเฉยเ็า พระเ้าเหี้ยนเต้นั่งรอคนทั้งสองอยู่นานแล้ว ซุนฮกและซุนฮิว สองคนนั้นเป็ผู้ภักดีต่อราชวงค์ฮั่นแท้จริง เมื่อสบโอกาสงาม โจโฉพาเหล่าทหารออกทัพทางไกล ทั้งในพระนครก็ล้วนเหลือแต่คนของตนที่คัดสรรจัดเตรียมไว้เพื่อการนี้ ก่อนหน้านั้นพระเ้าเหี้ยนเต้นัดแนะกัยซุนฮกให้จัดเตรียมทหารที่ไว้ใจได้ หมั่นเพิ่มพูนกำลังจัดตั้งกองทัพแล้วรอคอยโอกาส
"เ้ามาช้ากว่าที่ข้าคิดเอาไว้นะ" เหี้ยนเต้ยกตัวขึ้นยืน กระชับชุดทรงสวมให้แน่น เผยความสง่าของฮ่องเต้ออกมา
"หม่อมฉันขอประทานอภัย เพื่อให้ไม่ให้โจโฉเกิดระแวงสงสัย กระหม่อมจึงยืดเวลาก่อการออกไปเล็กน้อยพระเ้าข้า" ซุนฮกคุกเข่าคารวะให้แก่คนผู้ซึ่งตนภักดี ซินฮิวเห็นผู้เป็อากระทำเช่นนั้นก็น้อมทำตามอย่างไม่ขัดเขิน
"ดี ท่านรอบคอบสมกับที่ข้าไว้ใจ" เหี้ยนเต้ก้าวเดินออกไป มองเห็นร่างไร้ิญญาของพวกองครักษ์ที่โจโฉจัดเตรียมมาให้แล้วยิ้มเยาะออกมา แท้จริงคนพวกนี้มิได้มาเพื่อรักษาความปลอดภัยให้ตน มันเพียงเฝ้ามิให้ตนกระทำสิ่งใด มิให้ออกเดินไปไหนหรือพบพูดคุยกับผู้ใด ล้อมขังตนเอาไว้ในตำหนักโอ่อ่าที่เสมือนคุกนี้เอาไว้เท่านั้น
นับั้แ่ฮ่องเต้มาอยู่ที่นี่ โจโฉจับตาดูทุกย่างก้าว ไม่ว่าจะนั่งนอนเดินหรือพบเจอกับใคร แม้ในยามหลับโจโฉก็ยังตามติดไปถึงในความฝัน มีครั้งหนึ่งหลังงานเลี้ยงฉลองชัยจากสมรภูมิกับลิโป๊ เหี้ยนเต้โยนผ้ายาวขึ้นมัดกับขื่อขึ้นเอาคอพาดไว้หวังส่งตัวเองไปยังแดนสุขาวดี ความทุรนทุรายก่อนตายช่างสุดแสนทรมานอย่างถึงที่สุดแต่แค่ครู่เดียวทุกอย่างก็อันตรธานหายไปจนสิ้น
"พวกเ้าสั่งคนลั่นกลองได้" เหี้ยนเต้สั่งการ นายทหารทำตามคำสั่งอย่างเร่งด่วน เพียงเสี้ยวเดียวที่เขาให้สัญญาณเสียงกลองชัยก็ร้องลั่นดังขึ้นตึงตัง ปลุกขุนนางและประชาชนรอบราชวังให้ตื่นขึ้นในยามวิกาล กองทหารเข้าปิดล้อมทั่วทั้งเขตแดน นายประตูสั่งปิดกั้นเขตกำแพงแน่นทั้งนอกใน ผู้คนลือกันไปทั่วทุกทิศ ผู้มีอำนาจเกี่ยวกับราชการเร่งผลัดผ้ามาเข้าประชุมอย่างเร่งด่วน
ซุนฮกอัญเชิญองค์ฮ่องเต้ขึ้นนั่งบัลลังก์กษัตริย์ ชุดคลุมัสยายออกราวเทพจับปลาย ขุนนางเริ่มกรูเข้ามาจนเกือบเต็มโถงใหญ่ คนเหล่านี้เป็ข้ารารบริพารเก่าแก่ั้แ่ฮ่องเต้องค์ก่อน บ้างก็เป็ลูกหลานของผู้ภักดี มีบ้างที่เป็ปากเสียงของอุปราชโจโฉ ซุนฮิวสั่งจับตัวพรรคพวกนั้นไว้จนหมดสิ้น เหี้ยนเต้ให้เอาไปปะาเสียเจ็ดชั่วโคตรจนสิ้นวงค์ตระกูลสืบต่อ
"พวกเ้ามีความจงรักภักดีต่อข้า ข้าย่อมมีรางวัลให้ นับั้แ่วันนี้ไปข้าพ้นจากอำนาจของโจโฉแล้วอย่างสิ้นเชิง" พระเ้าเหี้ยนเต้ปูนบำเหน็จรางวัลให้ทุกคนตามรางชื่อที่ซุนฮกเสนอขึ้นมา คนเหล่านี้ได้เห็นจดหมายเืที่ส่งออกมาจากวังเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ร่วมลงนานเพื่อกำจัดโจรทรราชโจโฉและปกป้ององค์ฮ่องเต้ เมื่อครั้นสบโอกาสทองก็ก่อการขึ้นจนสำเร็จในบัดนี้
"ท่านซุนฮก ทหารที่มีอยู่ตอนนี้มีมากน้อยสักเพียงใด หากโจโฉยกกลับมาจะต้านทานเอาไว้ได้หรือไม่" เหี้ยนเต้ถาม
"ทหารฝ่ายเรามีเพียงสิบหมื่น ทหารฝ่ายโจโฉมีร้อยหมื่น หากปะทะกันตรงๆ มิอาจจะสู้ชนะ หากปิดกั้นประตูเมืองโจโฉก็จะล้อมพวกเราไว้จนถึงแก่ความพ่ายแพ้พระเ้าข้า" ซุนฮกอธิบายสถานการณ์น้อยย่อมแพ้มาก
"น่ากังวลยิ่งนัก" เหี้ยนเต้กล่าวออกมา สายตายังปรี่แววกล้าหาญทั้งยังสงบเย็นเยือก ดูแตกต่างกับเมื่อก่อนอย่างสิ้นเชิง
"ขอพระองค์อย่างได้เป็ห่วง กระหม่อมเตรียมแผนการรับมือเื่นี้เอาไว้แล้ว" ซุนฮกผู้มีปัญญาไม่น้อยหน้าปราชญ์คนใดในแผ่นดินกล่าว