การต่อสู้ระหว่างคนกับพยัคฆ์ร้ายเป็นไปอย่างดุเดือดคบเพลิงบนลานประลองดับไปสองดวง ทำให้มุมนั้นยิ่งมืดสลัวลงไปอีกอันซิ่วเอ๋อร์จึงมองเห็นรายละเอียดไม่ชัดเจนนัก
ภายใต้แสงสลัวรางบนลานประลองคบเพลิงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดสาดแสงเงาทาบทับร่างพยัคฆ์ร้าย
พยัคฆ์ร้ายตัวนี้มีสัญชาตญาณเฉียบแหลมมันหันกายย่างสามขุมด้วยท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม ค่อยๆย่างเท้าเข้าหาบุรุษที่ล้มอยู่บนพื้น เมื่อเข้าใกล้มันก็กระโจนเข้าใส่หมายจะปลิดชีพอีกครั้ง
สถานการณ์ช่างอันตรายยิ่งนักทว่านักสู้นิรนามผู้นี้ก็ไม่ใช่ไร้ฝีมือเสียทีเดียว เขาหลบหลีกการโจมตีได้แต่พยัคฆ์ร้ายก็ยังคงตามติด สถานการณ์จึงดูทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่งในที่สุดพยัคฆ์ร้ายก็ต้อนนักสู้นิรนามจนมุมชิดกรงเหล็กพยัคฆ์ร้ายคำรามก้าวเข้าใกล้อีกครั้ง นักสู้นิรนามถอยร่นเข้าไปในกรงเหล็กไร้ซึ่งทางหนี
ผู้ชมบนอัฒจรรย์ต่างกลั้นหายใจจับจ้องไปยังภายในลานประลองอย่างไม่วางตา นักสู้ผู้นี้สวมหน้ากากเหล็กสีดำสนิทเปล่งประกายเย็นเยียบภายใต้แสงไฟ ดวงตาคมกริบจ้องมองพยัคฆ์ร้ายที่ย่างเข้ามาใกล้ริมฝีปากภายใต้หน้ากากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอันแปลกประหลาด
พยัคฆ์ร้ายคำรามเสียงกึกก้องกระโจนเข้าใส่อย่างดุดัน ทันใดนั้นก็บังเกิดเสียงคำรามดังสนั่นผู้คนต่างพากันหลับตาลง ไม่อยากเห็นภาพอันนองเลือด แต่เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งกลับพบว่านักสู้ในกรงเหล็กยังคงปลอดภัยดีส่วนพยัคฆ์ร้ายนั้นกลับยื่นหัวเข้าไปในกรงได้เพียงครึ่งเดียวเพราะประตูเหล็กถูกนักสู้ผู้นั้นยึดจับไว้แน่นหนาพยัคฆ์ร้ายจึงไม่อาจเข้ามาได้แม้แต่น้อย
นักสู้นิรนามจึงได้ทีเงื้อกำปั้นซัดกระหน่ำเข้าใส่ไม่ยั้งผู้ชมที่เพิ่งหายใจทั่วท้องจึงพร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์กึกก้องเมื่อเห็นพยัคฆ์ร้ายถูกนักสู้ผู้นั้นซ้อมจนหมอบราบคาพื้น แทบจะสิ้นแรงคำรามแล้วผู้ดูแลลานประลองจึงรีบร้อนสั่งให้ยุติการต่อสู้
"ผู้ชนะในยกนี้คือ นักสู้นิรนาม!"
ผู้ตัดสินรีบร้อนเปิดประตูเหล็กประกาศชัยชนะของนักสู้นิรนาม จากนั้นจึงเรียกคนสองสามคนมาช่วยกันมัดพยัคฆ์ร้ายเมื่อนักสู้นิรนามเดินออกมาแล้ว พวกเขาก็นำพยัคฆ์ร้ายใส่กรงเหล็กแล้วเข็นออกไป
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจจึงถามผู้ดูแลอู๋ที่อยู่ข้างกาย "ผู้ดูแลอู๋พยัคฆ์ร้ายยังไม่ตายเลยนี่เจ้าคะ เหตุใดจึงถูกนำตัวออกไปเสียแล้ว? ข้าได้ยินมาว่าการประลองสัตว์ร้ายนั้นโหดเหี้ยมยิ่งนักมักจะมีการบาดเจ็บล้มตายอยู่เสมอ"
"การล้มตายในลานประลองนั้นมีอยู่บ้างแต่ก็เป็นครั้งคราวไป ส่วนใหญ่แล้วเราจะพยายามควบคุมสถานการณ์ให้ได้มากที่สุดทางลานประลองจะพยายามรักษานักสู้ไว้ ส่วนการตายของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่นั้นมีน้อยเพราะกว่าที่เราจะจับพยัคฆ์ร้ายลายพาดกลอนตัวโตเช่นนี้มาได้ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายหากถูกตีตายง่ายๆ เช่นนี้แล้วจะไม่น่าเสียดายหรอกหรือ?"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ฟังก็เงียบงันไปในยุคสมัยอันวุ่นวายเช่นนี้ ชีวิตคนช่างไร้ค่ายิ่งนักในสายตาของคนจากสนามประลองแห่งนี้ ชีวิตคนดูเหมือนจะด้อยค่ากว่าสัตว์ร้ายเสียอีก
ผู้ดูแลอู๋ทำท่าครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า"วันนี้ นักสู้ผู้นี้มีฝีมือไม่เลวทีเดียวมีทั้งความกล้าหาญและไหวพริบ เดี๋ยวพอเปิดยกใหม่ ข้าคงต้องลงพนันข้างเขาเสียแล้ว"
อันซิ่วเอ๋อร์ตอบกลับไปอย่างไม่ใส่ใจว่า"ก็ใครใช้ให้ท่านลงพนันข้างเสือเล่าเจ้าคะคราวนี้คงเสียเงินไปสิบตำลึงแล้วกระมัง"
"เงินทองเป็นของนอกกาย มีได้ก็หมดได้"ผู้ดูแลอู๋รู้สึกเจ็บปวดในใจยิ่งนัก แต่ก็ต้องแสร้งทำท่าไม่แยแสการประลองสัตว์ร้ายนั้นยากจะคาดเดา มักมีความไม่แน่นอนอยู่เสมอใครจะรู้ว่านักสู้นิรนามผู้นี้จะสามารถเอาชนะพยัคฆ์ร้ายได้จริงๆ
อันซิ่วเอ๋อร์เห็นสีหน้าเหมือนกลืนเลือดบนใบหน้ากลมๆของเขา ก็รู้สึกขบขัน อดไม่ได้ที่จะกล่าวเย้าว่า "นักสู้ผู้นี้ชนะไปแล้วยกหนึ่ง คงต้องพักผ่อนแล้วกระมังท่านจะลงเดิมพันตอนนี้คงสายไปแล้วเจ้าค่ะ"
ผู้ดูแลอู๋หัวเราะในลำคอ แล้วกล่าวว่า"ข้าบอกท่านแล้วไม่ใช่หรือ อันซิ่วเอ๋อร์วันนี้เป็นการประลองใหญ่ประจำเดือนของลานประลองเรา เป็นการประลองแบบต่อเนื่องหากเขาไม่แพ้ ก็ต้องสู้ต่อไปเรื่อยๆ"
"หา? เช่นนั้นนักสู้ผู้นี้จะไม่แย่หรือเจ้าคะ?สักวันเขาต้องแพ้อยู่ดี" อันซิ่วเอ๋อร์กล่าว"เขาถอนตัวไม่ได้หรือเจ้าคะ?"
"ไม่ได้แน่นอนเหมือนกับการกัดจิ้งหรีดของพวกท่านเมื่อตอนกลางวันนั่นแหละ จะถอนตัวกลางคันไม่ได้"ผู้ดูแลอู๋กำลังพูดอยู่นั้น ก็เห็นพนักงานที่รับลงพนันเดินผ่านมาจึงรีบกวักมือเรียกให้เข้ามา ส่งตั๋วเงินให้แผ่นหนึ่งแล้วกล่าวว่า "ข้าจะลงพนันว่านักสู้นิรนามผู้นี้เป็นฝ่ายชนะ"
"รับทราบขอรับ" พนักงานผู้นั้นร้องบอกเสียงดัง จากนั้นก็ส่งหลักฐานให้ผู้ดูแลอู๋พร้อมกับแจ้งว่า "ลงพนันนักสู้นิรนามชนะอัตราจ่ายหนึ่งต่อหนึ่ง ลงพนันนักสู้จี๋ลี่ที่จะลงสนาม อัตราจ่ายหนึ่งต่อสอง"
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ลงพนันแต่ก็คอยสังเกตอยู่ตลอด พบว่าคนที่ลงพนันว่านักสู้นิรนามผู้นี้จะชนะมีมากกว่าครึ่งนางจึงแอบหวังในใจว่าเขาจะสามารถคว้าชัยชนะต่อไปได้
การเดินสำรวจลานประลองในวันนี้ทำให้ความคิดของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเดิมที่นางคิดว่าการหาเงินนั้นยากเย็นแสนเข็ญแต่ในวันนี้ผู้คนที่ลงพนันกลับใช้เงินราวกับเศษกระดาษลานประลองแห่งนี้ช่างเป็นบ่อทองคำที่ผลาญเงินทองโดยแท้
แม้แต่อันเถี่ยมู่ก็ยังต้านทานความเย้ายวนนี้ไม่ไหวในยกที่แล้วเขาโชคดี แทงว่านักสู้นิรนามจะชนะ ได้เงินรางวัลมาสองตำลึงคราวนี้เขาจึงนำเงินรางวัลสองตำลึงนั้นลงไปทั้งหมดเก็บเพียงเงินต้นทุนหนึ่งตำลึงไว้กับตัว
"พี่รองท่านอย่ามัวเมากับการพนันนะเจ้าคะ" อันซิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วเตือนนางกลัวว่าอันเถี่ยมู่จะได้ลิ้มรสความหวานของการชนะ แล้วจะถลำลึกจนยากจะถอนตัว
"น้องหญิง เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าข้าแค่เล่นสนุกๆ เท่านั้น" อันเถี่ยมู่ยังคงยิ้มแหยๆแล้วหันกลับไปตั้งใจดูการต่อสู้ในสนาม
"ไอ๊โย!" ทันใดนั้นเขาก็อุทานออกมาตบเข่าฉาดใหญ่ แล้วกล่าวว่า "นักสู้จี๋ลี่ผู้นี้ช่างกำยำล่ำสันนัก!"
อันซิ่วเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นจึงมองเข้าไปในลานประลองเห็นว่านักสู้จี๋ลี่ที่ทุกคนต่างรอคอยในที่สุดก็ปรากฏกายรูปร่างของเขาราวกับภูเขาขนาดย่อม เวลาเดิน ลานประลองราวกับจะสั่นสะเทือนไปด้วย
"จะชนะได้อย่างไรกัน?" อันซิ่วเอ๋อร์ตะลึงงัน นักสู้นิรนามผู้นี้เดิมก็นับว่ารูปร่างกำยำแล้วแต่เมื่อเทียบกับนักสู้จี๋ลี่ ก็ราวกับเด็กน้อยข้างยักษ์นักสู้จี๋ลี่ผู้นี้สูงใหญ่ผิดมนุษย์ ไม่เหมือนชาวต้าฉีเลยแม้แต่น้อย
"นี่มันคนเถื่อนนี่นา?" ผู้ดูแลอู๋มองดูนักสู้จี๋ลี่ที่ปรากฏกายในสนาม ก็อ้าปากค้างพูดไม่ออกครู่หนึ่งจึงสบถออกมาว่า "ไอ้พวกสนามประลองเวรนี่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมบอกใบ้อะไรสักคำ คราวนี้สิบตำลึงของข้าคงต้องเสียเปล่าอีกแล้ว"
"ท่านกำลังจะบอกว่าจี๋ลี่ผู้นี้เก่งกาจมากหรือเจ้าคะ?" อันซิ่วเอ๋อร์ใจเต้นรัวรีบหันไปถาม
"แน่นอนอยู่แล้ว" ผู้ดูแลอู๋พยักหน้า แล้วกล่าวว่า "นักสู้จี๋ลี่ผู้นี้ไม่ใช่ชาวต้าฉีของเราอย่างแน่นอนไม่ต้องพูดถึงฝีมือ แค่รูปร่างของเขาเจ้าคิดว่านักสู้นิรนามผู้นี้จะเป็นคู่ต่อสู้ได้หรือ?"
อันซิ่วเอ๋อร์ส่ายหน้าในใจก็อดเป็นห่วงนักสู้นิรนามผู้นี้ขึ้นมาไม่ได้ทว่านักสู้นิรนามที่ทุกคนเป็นห่วงกลับไม่ได้แสดงอาการยินดียินร้ายอันใดเขายืนอยู่บนลานประลองอย่างมั่นคง แผ่นหลังตั้งตรง ไม่อวดดีไม่อ่อนน้อมแม้ว่านักสู้จี๋ลี่ที่อยู่ตรงข้ามจะดูราวกับภูเขาขนาดย่อมที่กำลังเคลื่อนเข้ามาเขาก็ยังคงสงบนิ่งไม่ไหวติง
อันซิ่วเอ๋อร์พิจารณานักสู้นิรนามผู้นี้นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเคยพบเจอเขาที่ไหนมาก่อนแต่คงไม่ใช่อันเถี่ยสือ
ความรู้สึกเช่นนี้คอยวนเวียนอยู่ในใจไม่หายนางจึงเริ่มกระซิบถามอันเถี่ยมู่ "พี่รองท่านรู้สึกหรือไม่ว่านักสู้นิรนามผู้นี้ดูคุ้นหน้าคุ้นตา?"
อันเถี่ยมู่ยังไม่ทันได้ตอบผู้ดูแลอู๋ที่อยู่ข้างๆ ก็สอดขึ้นมาว่า "ย่อมต้องรู้สึกคุ้นเคยอยู่แล้วสิลองถามเหล่าแม่นางคุณหนูทั้งหลายในลานประลองดูมีใครบ้างที่ไม่รู้สึกว่านักสู้ผู้นี้คุ้นหน้า?"
"ไม่ใช่แบบนั้นเจ้าค่ะข้ารู้สึกว่าเขาคุ้นหน้าจริงๆ" อันซิ่วเอ๋อร์รู้ว่าผู้ดูแลอู๋หมายถึงอะไรรีบแก้ต่าง
"เอาเถอะน่า เอาเถอะน่าสถานการณ์ตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงเจ้าเลยแม้แต่ข้าเองก็ยังรู้สึกว่านักสู้นิรนามในลานประลองนั้นคุ้นหน้าคุ้นตาใครบ้างไม่อยากเป็นบุรุษอกสามศอก ที่องอาจหาญกล้าเช่นนี้!ตอนนี้เขาคือตัวแทนของชายชาตรีแห่งต้าฉีของเรา" ผู้ดูแลอู๋เห็นนักสู้นิรนามซัดหมัดเข้าใส่นักสู้จี๋ลี่อย่างแรงพูดไปพลางใบหน้าก็ซีดเผือดไปพลาง
"ใช่แล้ว น้องหญิง ผู้ดูแลอู๋พูดถูกนักสู้นิรนามผู้นี้ก็ทำให้ข้ารู้สึกคุ้นเคยเช่นกันแต่ข้าจะไปรู้จักคนเก่งกาจปานนี้ได้อย่างไรกัน" อันเถี่ยมู่ก็กล่าวอย่างจนปัญญาเขารู้สึกว่าคำพูดของผู้ดูแลอู๋มีเหตุผล
"พี่รองไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อยเจ้าค่ะ" อันซิ่วเอ๋อร์เลิกคิ้วกล่าวแย้ง "ท่านรู้จักคนเก่งกาจเช่นนี้แน่นอนอย่างเช่น...น้องเขยของท่านไงเจ้าคะ"
เดิมทีนางแค่อยากจะพูดเพื่อยกย่องจางเจิ้นอันไปด้วยแต่พูดมาถึงตรงนี้ นางก็พลันราวกับตระหนักถึงบางสิ่งได้ ร้องอุทานออกมาเบาๆ ว่า"หรือว่าจะเป็นท่านพี่?"
ผู้ดูแลอู๋ที่อยู่ข้างๆ ยังคงเหน็บแนมว่า"คุณหนูอัน ช่างคิดช่างฝันเก่งจริงๆ"
อันเถี่ยมู่กลับพยักหน้าอย่างครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า"ดูจากรูปร่างก็คล้ายเขามากอยู่ เพียงแต่เขาสวมหน้ากากจึงไม่กล้าฟันธง"
"ใช่เขาแน่นอน!" อันซิ่วเอ๋อร์ร้องเสียงแหลมต่ำๆ นางมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม สามีของนางนางไม่มีทางจำผิด
"ทำอย่างไรดี? ทำอย่างไรดี?"
เมื่อตระหนักว่าคนที่อยู่เบื้องล่างอาจเป็นจางเจิ้นอันจริงๆนางก็ยิ่งร้อนรน กระวนกระวายใจมากขึ้น ดวงตาจับจ้องไปยังลานประลองไม่วางตาหัวใจราวกับถูกบีบรัดแน่น
"ไม่ต้องกังวลแม้ว่าจะเป็นน้องเขยจริง ก็ใช่ว่าเขาจะต้องแพ้นักสู้จี๋ลี่ในครั้งนี้เสียหน่อย"อันเถี่ยมู่ปลอบใจอย่างแผ่วเบา
"ข้ารู้ว่าเขาอาจจะไม่แพ้ครั้งนี้แต่แล้วครั้งหน้าล่ะ? สักวันเขาต้องแพ้อยู่ดี!" อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงร้อนรนใจอย่างยิ่งหันไปจ้องมองผู้ดูแลอู๋อย่างเอาเป็นเอาตาย "ผู้ดูแลอู๋ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่า การต่อสู้ในคืนนี้ จะต้องสู้ทั้งหมดกี่ยก?"
ดวงตากลมโตเป็นประกายของนางในตอนนี้ยิ่งดูฉ่ำเยิ้ม ราวกับน้ำตาจะเอ่อล้นออกมาอยู่รอมร่อน้ำเสียงของนางสั่นเครือ ดวงตาแสดงความร้อนรนอย่างชัดเจนผู้ดูแลอู๋ไม่อาจปฏิเสธคำถามของนางได้ จึงเผลอตอบไปว่า"เก้ายก"
"หา? เก้ายกเชียวหรือมากมายเพียงนี้? เช่นนั้นนอกจากยกนี้ท่านพี่ก็ต้องสู้อีกถึงเจ็ดครั้งน่ะสิ?" อันซิ่วเอ๋อร์ร้อนใจจนแทบสิ้นสตินางทำอะไรไม่ถูก หันไปมองอันเถี่ยมู่
"พี่รอง ท่านบอกข้าทีเขาจะต้องตายเหมือนจิ้งหรีดของเราหรือไม่? เขามาสมัครเป็นนักสู้บ้าๆแบบนี้ได้อย่างไร? นี่มันอันตรายถึงชีวิตเขาไม่รู้หรืออย่างไรกัน?"
อันเถี่ยมู่ถูกอันซิ่วเอ๋อร์ถามย้ำๆ ติดๆกันจนงุนงง ทำได้เพียงเบิกตากว้าง ไม่รู้จะตอบอย่างไร
โชคดีที่อันซิ่วเอ๋อร์เพียงต้องการหาใครสักคนระบายความในใจเท่านั้นไม่ได้ต้องการคำตอบใดๆ จากปากของเขาจริงๆ ผู้ดูแลอู๋เห็นท่าทางร้อนรนของนางก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "เจ้าไม่ต้องกังวลหรอกหากมีการจัดกิจกรรมเช่นนี้ โดยทั่วไปแล้วนักสู้ที่ปรากฏตัวคนแรกมักจะสู้ไม่ถึงยกสุดท้ายหรอก"