บรรยากาศยามเย็นของร้านอาหารย่านนี้มักจะไม่แตกต่างกันมากนักเนื่องจาก่ยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาอสังหาในแถบนี้จากเป็แค่ที่อยู่อาศัยให้กลายมาเป็ออฟฟิตเปิดให้เช่าแก่บริษัทหน้าใหม่ทั้งหลายแถมยังมีโรงเรียน ตลาดและมหาวิทยาลัยที่ตั้งมาแต่เดิมอยู่ไม่ไกลกันด้วย
ผู้คนมากมายจึงมักใช้เวลาหลักเลิกงานเลิกเรียน มาเลือกจับจ่ายทั้งของใช้และอาหารเพื่อเก็บไว้เติมพลัง
เช่นเดียวกับซันและผู้กองที่ตอนนี้กำลังนั่งกินข้าวราดผัดคะน้าหมูกรอบกันคนละจานแต่ดูจากปริมาณข้าวที่พูนสูงขึ้นมาเหมือนเนินเขา เยอะกว่าโต๊ะอื่นๆก็ทำให้รู้ได้ว่า2คนนี้สั่งแบบจานพิเศษ
“เอ้อ ซันเมื่อวานเราเล่าว่ามาจากต่างจังหวัดใช่มั้ย แล้วมาอยู่ที่นี่นานรึยัง” แบร์เริ่มชวนคุยเพื่อจะค่อยๆลากซันเข้าเื่ที่เขา้า
“อืม ก็...เกือบๆเดือนแล้วครับ” ซันเคี้ยวข้าวในปากให้พร่อง “เดี๋ยวอีกเดือนนิดๆผมก็เปิดเรียนแล้วครับ”
แบร์ใช้ส้อมจิ้มหมูกรอบเข้าปากเสียงกัดเข้าหนังฟูกรอบดัง กร๊วม “หรอ...พี่จำได้ว่า เราบอกว่าอยู่ห้อง 313ใช่มั้ย”
ซันพยักหน้าเป็การยอมรับ เพราะตอนนี้ในปากเขาเต็มไปด้วยหมูกรอบกับก้านคะน้า
“แล้วเป็ไงบ้าง อยู่ได้ใช่มั้ยมีอะไรผิดปกติรึปล่าว” แบร์ดึงบทสนทนาให้เข้าใกล้หัวข้อของเขาไปอีกขั้น
ซันจ้องมองผู้กองแล้วเผลอกระพริบตาถี่ๆใส่เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนนอกหอจะกล้าถามคำถามนี้
‘มีครับมีผีจอมบงการอยู่ตัวนึงครับ ชอบออกคำสั่ง ชอบเอาแต่ใจ กินก็เก่งเปลืองเงินผมทุกวันเลยครับ’
แม้ในใจอยากะโคำเหล่านี้ออกมาแต่ถ้าตอบออกไปคงไม่พ้นโดนผู้กองมองว่า ‘บ้า’ กันพอดี
“ไม่มีครับ”
“ไม่มีเลยหรอ” เขาทวนคำตอบของเด็กหนุ่ม
“ไม่ครับ ไม่มีเลยครับ” ซันตีสีหน้าเรียบเฉยกินข้าวต่อไป
แบร์ทำหน้าประหลาดใจกับคำตอบของซันไหนมีแต่คนมาเล่าให้เขาฟังว่าใครก็ตามที่เข้าไปอยู่ในห้องนั้นจะต้องโดนผี (ก็แฟนเขานั่นแหละ)หลอกทุกครั้งไป ไหงเ้าเด็กนี่อยู่แบบปกติได้ แล้วอยู่มาตั้งเกือบเดือนด้วย
“หรอ อืม ก็...ดีแล้ว” แบร์ตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก ทั้งที่จานของซันยังเหลืออีกเกือบครึ่งคงเป็เพราะติดนิสัยกินเร็วมาจากงานของเขาเอง
เขากลืนอาหารคำสุดท้ายลงคอจิบน้ำจากแก้วสเตนเลส แล้วเริ่มเข้าเื่
“คืออย่างนี้นะ ที่พี่มาหาเราวันนี้นอกจากจะฝากเงินไปจ่ายค่าข้าวแล้วน่ะ พี่มีอีกเื่จะรบกวนซันหน่อย”
ซันเงยหน้าจากจานข้าวที่เหลืออีกไม่กี่คำหน้าของเขาแสดงความสงสัยชัดเจนว่าคนธรรมดาที่เป็แค่นักศึกษากพ่วงตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟร้านอาหารข้างทางอย่างเขาจะสามารถช่วยอะไรคุณตำรวจได้
“แฟนพี่เคยอยู่ในห้องนั้นมาก่อนเพิ่งย้ายออกมาได้ 4-5เดือน แล้วเค้าบอกว่าเหมือนจะลืมของไว้ที่นั่นพี่เคยขอเข้าไปหาแล้วแต่เ้าของหอเค้าไม่ให้ ก็...เราย้ายออกมาแล้วอ่ะเนอะ” ผู้กองหนุ่มเล่ายาวถึงสิ่งที่้า
เขารู้ดีว่าไม่ควรเล่าเื่นี้แบบลงรายละเอียดทุกอย่างยิ่งซันตอบมาปกติแบบนี้ นั่นแสดงว่าซันอาจไม่รู้เื่การตายของผู้เช่าคนก่อนและมันคงไม่ดีหากเขาที่เป็ถึงผู้พิทักษ์สันติราษฎร์จะเป็คนปูดเื่นี้ซะเอง
“เป็ของอะไรหรอครับเผื่อเจอเดี๋ยวผมเก็บไว้ให้” ซันเสนอความคิดเห็น
แต่...นั่นสิ จะบอกว่าเป็อะไรดีนะเพราะสิ่งที่เขา้าจริงๆไม่ใช่สิ่งของหรือวัตถุใดๆ แต่เขา้าสร้างสถานการณ์เพื่อให้ได้เข้าไปห้องนั้นเองภายหลังต่างหากเขาจึงแสร้งอธิบาย
“พี่เองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะแต่เค้าบอกว่าอาจจะหล่นอยู่แถวๆตู้เสื้อผ้าหรือโต๊ะทำงานมั้งซันก็ลองหาดูให้หน่อยแล้วกัน เจอไม่เจอยังไงก็บอกพี่...เอ้อ เดี๋ยวเอาเบอร์พี่ไปแอดไลน์ไว้ด้วยก็ได้เบอร์เดียวกันนั่นแหละ”
ซันนั่งบันทึกเบอร์โทรศัพท์ลงในรายชื่อเสร็จพอดีเ้าของร้านก็เดินมาเก็บเงินและแน่นอนว่ามื้อนี้ผู้กองเป็คนเลี้ยง ถึงซันจะเกรงใจอยู่บ้างแต่ก็แอบดีใจที่ได้ประหยัดค่าข้าวไปอีก1มื้อ
“ข้าวกล่องนั้นซื้อไปฝากเพื่อนหรอซัน” แบร์ทักขึ้นเมื่อเห็นว่าก่อนกลับซันได้ขอสั่งข้าวอีก 1กล่อง และมัดปากถุงแ่ากันกลิ่นฟุ้งในรถผู้กอง
“ครับ!?”เขารับคำเชิงคำถาม
“เอ...แต่เมื่อวานบอกว่ามาอยู่คนเดียวนี่”แบร์ทวนความจำถึงเื่ที่คุยบนรถเมื่อคืน
“อ่า...” ซันอึกอักเล็กน้อย สมองกำลังประมวลข้ออ้างทั้งหลายที่นึกขึ้นได้ “เก็บไว้กินเองครับ”
แบร์เหลือบมองเด็กหนุ่มหน้าซื่อจากต่างจังหวัดแล้วหมุนพวงมาลัยเบี่ยงไปเลนขวาเพื่อรอกลับรถ “ใส่ตู้เย็นไว้กินพรุ่งนี้หรอ แต่ห้องนั้นไม่มีไมโครเวฟนี่จะอุ่นยังไงล่ะ”
“ไม่ถึงพรุ่งนี้หรอกครับผมเก็บไว้กินมื้อดึกน่ะครับ” ซันรีบตอบ
ผู้กองยิ้มกว้างหัวเราะลงคอด้วยความเอ็นดู“เออ...กินเก่งดีเนอะ”
‘ใช่ครับ กินเก่งมากกินเก่งกว่าผมเยอะเลยครับ’ ซันได้แต่นึกในใจ
จากนั้นรถก็เลี้ยวโค้งกลับไปอีกฟาก ทิ้งไว้เพียงฝุ่นละอองและควันจางๆที่เกาะกลางถนน
ฉากสีฟ้าสว่างจากเบื้องบนที่อยู่ไกลเกินจะเอื้อมถึงมีกลุ่มเมฆลอยกระจายตัวอยู่ทั่วบางกลุ่มเป็สีขาวบางกลุ่มมีแสงสีเหลืองอำพันของดวงอาทิตย์ทาบทับ
เวลาเจ็ดโมงเช้าอาจเป็่ที่หลายคนเริ่มออกจากบ้านไปทำงานไปเรียน หรือไปติดต่อธุระตามสำนักงานต่างๆ แต่เวลาเจ็ดโมงเช้าของห้อง 313ในวันนี้กลับมีเสียง ตึงตังดังออกมาเป็ระยะๆ
“นี่...ยังจะหาของอะไรนั่นอีกหรอซัน” น้ำเสียงบ่งบอกความเอือมระอาของซิดนี่ย์ที่เห็นว่าซันพยายามหาอะไรสักอย่างในห้องั้แ่กลับมาจากกินข้าวเมื่อเย็นวาน
แอ๊ดดด ปึ๊งงง ครึ่กๆ กึ้งงงง
ซันเปิดตู้เสื้อผ้าดึงลิ้นชักออกมาควานมือเข้าข้างในเป็รอบที่สิบเห็นจะได้ยังไม่นับที่เขาค้นตามโต๊ะหนังสือและเฟอร์นิเจอร์เดิมทุกชิ้นชนิดที่ว่าแทบจะแยกชิ้นส่วนออกมาตรวจดูซะให้ได้
“ก็คุณตำรวจที่ผมเคยเล่าให้ฟังไงที่เค้าเคยช่วยผมวันนั้นอ่ะ พี่เค้าบอกว่าแฟนเค้าเคยอยู่ห้องนี้แล้วตอนย้ายออกไปเหมือนจะลืมของเอาไว้น่ะ” ซันพูดไปขณะที่มือก็ดึงลิ้นชักข้างโต๊ะหนังสือออกมาสำรวจอีกรอบ
ซิดนี่ย์ยืนมองการกระทำของรูมเมทที่ดูเหมือนยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีกเพราะอย่างน้อยในสำนวนก็ยังรู้ว่าสิ่งที่หาคือ ‘เข็ม’ แต่กับซันแล้วเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังหาอะไรอยู่
และเสียงดังโครมครามก็ยิ่งกระตุ้นให้เธอเริ่มมีน้ำโหขึ้นทีละนิดจนอดที่จะเอ่ยปากบ่นไม่ได้
“ตำรวจบ้า! จะรบกวนคนอื่นให้หาของให้แต่กลับไม่บอกว่ามันคืออะไรแล้วใครเค้าจะไปหาเจอล่ะ”
“แต่.....เค้าหล่อนา...” ซันพูดเย้าเผื่ออารมณ์ของซิดนี่ย์จะเย็นลงบ้าง
เขารู้ว่าซิดนี่ย์ชอบคนหน้าตาดีเพราะตอนที่เปิดซีรี่ย์หรืออ่านข่าววงการบันเทิง ผีเ้าของห้องมักจะมาขอดูด้วยและมีหลายครั้งที่เธอแอบกรี๊ดในลำคอบ่อยๆ
“หืม หล่อหรอ” แล้วการเบนประเด็นของซันก็สำเร็จ “แล้ววว...เค้าเป็ตำรวจอยู่แถวนี้หรอ”เธอเริ่มถามข้อมูลจากซันเพิ่มเติม
“ใช่พี่เค้าน่าจะประจำที่สถานีนี้มานานแล้วล่ะ เป็ถึงผู้กองเลยนะ เค้าชื่อ..ผู้กองแบร์”
คงเพราะซันมัวแต่ค้นหาสิ่งของไม่ได้ตั้งใจมองหน้าคู่สนทนาของตัวเองเขาจึงไม่ทันสังเกตุเห็นว่าิญญาในกระจกนั้นมีสีหน้าใ ดวงตาเบิกกว้างแต่กลับปรากฏความฉงนในแววตาของเธอ
‘เขาเป็ใครนะ?ทำไมชื่อนี้ถึงทำให้เรารู้สึกแปลกๆขึ้นมา?’
ถึงแม้ตอนนี้ซิดนี่ย์จะเป็เพียงมวลพลังงานที่ไร้ร่างกายต่างจากมนุษย์ทั่วไปแต่เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้ก็กลับทำให้เธอรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในทรวงอกที่โปร่งใสของเธอ
ซันรู้สึกได้ถึงความเงียบประหลาดที่เข้ามาครอบคลุมจึงหันมองในกระจก“อืม..ว่าไป ซิดนี่ย์ก็เคยอยู่แถวนี้มาก่อนนี่หน่า รู้จักบ้างมั้ยอ่ะ”
ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมามีเพียงแค่การส่ายหน้าเบาๆ แทนคำปฏิเสธเท่านั้น
และแล้วซันก็ยอมแพ้ล้มเลิกการค้นหาในวันนี้ก่อนพอถึงเวลาบ่ายสามโมงเขาก็ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเตรียมออกไปทำงานตามปกติ
“เอ้า ทำไมวันนี้ออกไปเร็วล่ะซัน” ซิดนี่ย์เบี่ยงตัวเองออกนิดนึงเพื่อให้ซันส่องกระจก
ซันดึงปลายเสื้อยืดให้ตึงจะได้ไม่เห็นรอยยับจากการถูกพับอยู่ในตู้เสื้อผ้ามานาน
“ก็เมื่อวันอาทิตย์ผมแทบไม่ได้ช่วยงานเถ้าแก่เลยแถมพอมีเื่ก็ดันทำถุงน้ำตาลแตกไปอีก” เขาปัดใยผ้าออกจากกางเกงยีนส์สีซีดตัวนี้ก็ไม่ได้หยิบมาใส่นานแล้วเหมือนกัน
“วันนี้ก็เลยว่าจะไปช่วยงานที่ร้านเร็วขึ้นหน่อยเอาเงินที่เค้าฝากจ่ายไปให้ แล้วก็ต้องขอโทษที่ไปก่อเื่ยุ่งยากให้ด้วย”
“แต่ว่านะ ฟังๆดูแล้วเธอก็ไม่ได้ผิดอะไรซะหน่อย เถ้าแก่คงไม่โกรธหรอก...มั้ง”
ซันผละจากบานกระจกไปหยิบโทรศัพท์กับกระเป๋าสตางค์บนโต๊ะ“ก็...หวังว่างั้นอ่ะนะ” ก่อนจะส่งยิ้มยกมือขึ้นโบกเบาๆแทนคำลาเพื่อนร่วมห้อง
บ่ายสามโมงครึ่งเป็เวลาที่ซันมาถึงร้านหลังจากขอโทษขอโพยเถ้าแก่เสร็จก็รีบเข้าไปหลังร้านแต่เนื่องจากซันไม่มีทักษะใดๆในการเตรียมวัตถุดิบหั่นผักหั่นเนื้อก็ไม่คล่องแคล่วเถ้าแก่เลยให้เขาไปช่วยล้างผักล้างเนื้อแทน
“นี่อาซัน เวลาจะล้างของสดพวกนี้นะ ลื้อต้องล้างพวกผักใบก่อน” เถ้าแก่เดินมานั่งยองๆข้างซัน “เด็ดออกมาเป็ใบๆแบบนี้แล้วก็เอานิ้วถูๆทีละใบนะนี่..เห็นมั้ย มันโตมาแบบซ้อนๆกันไปเรื่อย มันก็จะห่อพวกเศษดินเศษฝุ่นเอาไว้ข้างในเราต้องล้างออกให้หมดนะ แล้วก็ค่อยเอาพวกผักหัวมาล้างต่อเพราะพวกนี้มันมีเศษดินเกาะเยอะกว่า......”
เถ้าแก่นั่งสอนจนดูว่าซันเริ่มเข้าใจและทำได้จึงยกกระจาดผักที่ล้างสะอาดแล้วไปเตรียมหั่นแล้วปล่อยให้ซันนั่งล้างพวกเนื้อสัตว์ต่อไป
ในตอนเย็นวันนี้ร้านของเฮียเมธก็ยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาสั่งอาหารเช่นเคย ทุกคนในร้านต้องออกมาช่วยที่ด้านหน้าไม่เว้นแม้แต่คนที่มีหน้าที่ล้างจานก็ต้องออกมาช่วยแพ็คอาหารให้เหล่าไรเดอร์ที่มารอรับออเดอร์ไปส่งด้วย
ความโกลาหลนี้ดำเนินมาจนถึงเวลาเกือบสี่ทุ่มผู้คนจึงเริ่มบางตาลงเฮียเมธก็จัดแจงลงมือทำอาหารอีกหนึ่งชุดเพื่อให้ลูกน้องในร้านได้มานั่งกินด้วยกัน
ยำกุนเชียงทอด ต้มมะระตุ๋นเห็ดหอม ผัดผักแขนงหมูกรอบและไข่เจียวหมูสับจานบิ๊กเบิ้มทยอยวางบนโต๊ะตัวสุดท้ายฝั่งขวาช้อน-ส้อมในมือทุกคนพร้อมที่จะพิชิตเป้าหมายตรงหน้าด้วยความหิวบวกกับความเหนื่อยล้าผลลัพธ์ของมันจึงเท่ากับอาหารบนโต๊ะหายเกลี้ยงในพริบตาเหลือเพียงจานเปล่าและน้ำซุปติดก้นถ้วยเท่านั้น
“อาซันอั๊วะแบ่งใส่กล่องให้ลื้อไว้แล้วนะ อย่าลืมเอากลับไปด้วยล่ะ” เถ้าแก่ะโบอกซันก่อนที่เขาจะเดินเอาจานไปเก็บที่หลังร้าน
พนักงานคนอื่นๆกำลังช่วยกันเช็ดโต๊ะ ยกเก้าอี้ขึ้นโต๊ะทำความสะอาดอยู่หน้าร้าน ซันจึงตัดสินใจไปช่วย พี่สินล้างจานอีกแรง
เท่าที่เขารู้พี่สินเป็คนภาคเดียวกันกับเขาแต่คนละจังหวัดคนละโซน พี่สินมาจากอิสานใต้ ลักษณะภายนอกและสำเนียงการพูดจึงแตกต่างจากซันแถมจังหวัดที่พี่สินอยู่ยังมีภาษาเฉพาะไว้ใช้เองอีกด้วย
“มา พี่สิน เดี๋ยวผมช่วยล้าง” รุ่นพี่เขยิบออกให้รุ่นน้องได้เข้ามายืนหน้าอ่างล้างจานสแตนเลสขนาดใหญ่ด้วยกัน
ในบรรดาหน้าที่ที่ต้องทำในร้าน นอกจากรับออเดอร์และเสิร์ฟอาหารแล้วก็คงเป็งานล้างนี่แหละที่ซันได้ทำบ่อยสุดส่วนใหญ่ก็ล้างจานกับพวกอุปกรณ์เครื่องครัว บางวันได้ล้างเยอะจนมือซีดเป็ร่องก็มีแต่เขากลับชอบงานนี้ที่สุด คงเพราะเป็งานที่ไม่ต้องคุยกับคนอื่นไม่ต้องทนรับอารมณ์ลูกค้าเวลาที่รสชาติไม่ถูกปาก ไม่ต้องคอยเข้าห้ามลูกค้าที่อยากกินข้าวต้มร้อนๆแต่ยังมีฤทธิ์แอลกอฮอล์ตกค้างอยู่ในกระแสเื เลยพาลไปหาเื่ทะเลาะกับคนรอบข้างจนทำให้ข้าวของในร้านเสียหาย
แถมความเย็นของสายน้ำยังทำให้รู้สึกสบายใจเสียงของฟองน้ำเวลาถูไปมากับผิวถ้วยจานดังเอี๊ยดอ๊าดก็ฟังเพลินไปอีกแบบ
จนเวลาล่วงมาถึงห้าทุ่มกว่า ความสุนทรีย์ของเขาก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากหน้าร้าน
“พวกกูมาตามหามันมึงก็ไปตามมันมาเซ่”ซันกับพี่สินช่วยกันวางกระทะใบบัวขนาดใหญ่คว่ำบนชั้นวางแล้วเงี่ยหูฟัง
กลุ่มชายวัยรุ่น 4คนยืนอยู่ตรงประตูเหล็กบานพับที่โดนดึงปิดมาได้ฝั่งเดียวหนึ่งในนั้นใช้มือยันประตูอีกฝั่งไม่ให้เลื่อนมาปิดได้และเขาก็คือคนตะคอกเสียงใส่เถ้าแก่เมธ แต่เถ้าแก่ก็พยายามตอบกลับอย่างใจเย็น
“พวกลื้อไม่มีทางได้เจออีหรอกอีกลับบ้านไปนานแล้ว พวกลื้อก็ด้วย รีบๆกลับบ้านไปนอนได้แล้ว”
สองหนุ่มลูกจ้างแอบเฝ้ามองเหตุการณ์จากหลังร้านถึงตอนแรกจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดเื่อะไร แต่ไม่นานความสงสัยของพวกเขาก็ได้กระจ่างเมื่อน้องไนซ์กับพี่วันวิ่งเข้ามาหาทั้งสองคน
“แย่แล้วพี่ซัน พวกมันมาตามหาพี่อ่ะเดี๋ยวพี่ออกประตูหลังไปก่อนนะ” น้องไนซ์พูดด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเห็นได้ชัดว่าเธอใกับความรุนแรงครั้งนี้มาก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ลืมยื่นถุงกล่องข้าวให้ซันแล้วดันหลังของเขาให้รีบหนีออกไป
ประตูหลังร้านที่ในเวลาปกติมักถูกใช้เพื่อขนถุงขยะออกไปทิ้งเท่านั้นแต่ในตอนนี้ที่ถือว่าไม่ปกติอย่างมากก็เป็ตัวช่วยที่ดีอีกทางหนึ่ง
ก่อนซันจะหันหลังออกไปเขาแอบชำเลืองสายตาไปที่คนกลุ่มนั้นและเขาก็ได้เห็นเด็กชายคนหนึ่งแม้จะยืนอยู่ด้านหลังหรือพยายามหลบเร้นสักแค่ไหนเขาก็ยังจำได้นั่นคือใบหน้าของเด็กผู้ชายที่ก่อเหตุล้วงกระเป๋าเมื่อวันก่อน
“ไอ้พวกนี้มันมีกลุ่มมีแก๊งระวังมันจะย้อนมาเอาคืน”เสียงเตือนของพี่ต้นกลับมาดังก้องในมโนของซัน