“หวูไว่ เ้าดูต้นไผ่นั่นแล้วบอกข้าซิ เ้าเห็นอะไร”
เด็กหนุ่มหันไปมองอยู่ชั่วครู่แล้วก็หันมาตอบว่า
“มันคือสิ่งที่ทนทานที่สุด ต่อให้แล้งเพียงไรไผ่ไม่ยอมตาย ส่วนการไหวเอนตามแรงลมของมันคือความนอบน้อม”
ตาเฒ่าลู่ถามต่อไปอีก
“แล้วต้นเหมยที่แตกดอกออกช่ออยู่นั่นเล่า…”
“เท่าที่ข้าเห็นและรู้สึกก็คือ ดอกเหมยเบ่งบานได้ เพราะมีรากติดกับดิน และมีชีวิตอยู่ได้เพราะอาหารจากดินและน้ำ ถ้าไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีแสงแดด ต้นไม้และดอกไม้ก็ไม่มีชีวิตอยู่ได้” เด็กหนุ่มตอบอย่างฉาดฉาน
เฒ่าลู่ยิ้มให้ก่อนอธิบายต่อว่า
“สิ่งที่หล่อเลี้ยงมนุษย์เราก็คือ อาหาร น้ำดื่ม และอากาศ ซึ่งล้วนแต่เป็สิ่งไร้ชีวิตที่หล่อเลี้ยงชีวิต ทุกสิ่งในโลกไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไร้ชีวิตต่างก็ต้องเกื้อกูลกันและกัน ต้องอยู่ร่วมกัน”
“และนี่คือ การมองด้วยจิต ดูด้วยใจ จำไว้” ตาเฒ่าลู่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและหันมามองเด็กหนุ่มด้วยดวงตาเป็ประกาย
“การดูด้วยหัวใจ มองด้วยจิตอันเป็อิสระ มันจะทำให้ทุกส่วนในร่างกายของเ้าว่างเปล่า เ้าจะได้เห็นมากกว่าสิ่งที่มองเห็นด้วยตา เมื่อกายว่างเปล่า ใจของเ้าก็สว่าง”
ฟังคำอธิบายแล้ว เด็กหนุ่มก็ได้แต่พยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
หวูไว่รู้สึกมีอะไรบางอย่างลุกโพลงอยู่ในอก ความอิ่มเอิบบางอย่างแผ่ซ่านทั่วร่างอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะพูดลอย ๆ เหมือนลืมตัวว่า
“ถ้าเป็อย่างนั้น ข้าคิดว่ามนุษย์ก็ต้องดูแลธรรมชาติใช่หรือไม่ เพราะมันเป็ส่วนหนึ่งของชีวิต และเราก็ต้องดูแลและมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยเช่นกัน”
“ใช่… เ้าเด็กโง่” เฒ่าลู่หัวเราะเสียงดัง
“เฒ่าลู่…ท่านเป็ใครกันแน่” เด็กหนุ่มถามอย่างสงสัย
“ข้านะเหรอ…ก็เฒ่าบ้าไง”
พูดจบแล้ว เฒ่าลู่ก็หลับตาลง โดยมีเด็กหนุ่มยืนเกาหัวแกรกอยู่ข้าง ๆ
คนบ้าที่ไหนจะมีความรอบรู้ในสรรพสิ่งลึกซึ้งเยี่ยงนี้เล่า
…………………………………………………………………
“นี่…อากิ”
“ว่าไงละ…เรียว”
“ข้าว่าหวูไว่มันแปลก ๆ ไปนา ว่ามั้ย”
“ฮื่อ…ข้าก็ว่างั้นแหละ”
ขณะนี้ เ้าอ้วนอากิ และเ้าโย่งเรียว ในชุดพลทหารแห่งกองกำลังเมฆขาว กำลังนั่งอยู่บนเนินหญ้าในอุทยานดอกไม้แห่งเกียะหยู เฝ้ามอง หวูไว่ เพื่อนจากหมู่บ้านเซียงอู่นั่งนิ่งอยู่ข้างกอดอกไม้ สายตาเพ่งมองไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างสนอกสนใจ
ถ้าเพ่งมองธรรมดาก็ไม่เท่าไหร่นักหรอก แต่ลองว่านั่งมองโดยไม่ขยับตัว ตาไม่กะพริบ นิ่งเงียบเป็เวลาหลายชั่วยามแล้ว ค่อนข้างจะแปลกไปหน่อย
ยิ่งบางครั้งถึงกับกระซิบพูดกับต้นไม้ก็ยิ่งเพิ่มความประหลาดเข้าไปใหญ่
“หรือว่า…” อยู่ดีๆ เ้าอ้วนอากิก็โพล่งขึ้น ทำเอาเพื่อนคู่หูต้องร้องถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“หรือว่าอะไรวะ…บอกมา”
“คือว่า…”อากิ ว่าเสียงสั่นๆ
“หวูไว่มันอาจจะผิดหวังในความรัก อกหักเพราะไปแอบรักคุณหนูเอียน มันก็เลย…มันก็เลย”
“บ้าไปแล้ว…นะเหรอ” คราวนี้น้ำเสียงของเรียวดูแห้งผาก บ่งบอกอารมณ์ของคนพูดเป็อย่างดี
พูดเสร็จแล้ว ทั้งสองคนก็ถอนหายใจออกมาโดยแรง แล้วส่ายหน้าไปมา
เป็อันว่า นอกจากจะมีเฒ่าลู่เป็เฒ่าบ้าประจำสวนดอกไม้แห่งนี้แล้ว ในขณะนี้ก็ยังเพิ่มเด็กบ้า หวูไว่ ขึ้นมาอีกคนเสียอีก
……………………………………………………….
ขณะที่หวูไว่เดินมาถึงบึงน้ำเล็ก ๆ แห่งนั้น ดวงดาวเกลื่อนกระจายบนท้องฟ้าเต็มไปหมด สายลมเย็นพัดมาอ่อน ๆ ในขณะที่ต้นไผ่ริมทางแกว่งไกวไหวเอนไปมา
“ทำอะไรชักช้านักเล่า…”
เสียงดังมาจากริมบึงน้ำแห่งนั้นนั่นเอง และนั่นเป็เสียงของตาเฒ่าลู่ที่ยืนหันหลังให้กับเขาอยู่ มองเห็นเสื้ออันเก่าคร่ำคร่าของตาเฒ่าสะบัดไปมาตามแรงลม เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าดึกดื่นเช่นนี้ตาเฒ่าทำไมถึงยังไม่นอน และยังนัดแนะให้เขามาพบที่บึงน้ำแห่งนี้เสียอีก
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร เฒ่าลู่ก็นั่งลงกับพื้นใกล้กับบึงน้ำ
“นั่งสิ…”
หวูไว่รีบทำตามอย่างว่าง่าย
แม้ไม่รู้ว่าการนัดหมายครั้งนี้เฒ่าลู่มีจุดประสงค์อะไร แต่เด็กหนุ่มจากเซียงอู่เชื่อว่าไม่ใช่ประสงค์ร้ายแน่ เพราะ่เวลาที่ผ่านมา ตาเฒ่าที่ถูกขนานนามว่าเฒ่าบ้า ถ่ายทอดความคิดหลายอย่างให้กับเขา
ถ้อยคำลึกซึ้งที่เฒ่าลู่ถ่ายทอดให้เขานั้นช่างประหลาดนัก เพราะมันสอดคล้องกับคำสอนที่ลุงสั่งสอนเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“หวูไว่…เ้าไม่เหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นที่ข้ารู้จักมา เ้ารู้ตัวหรือไม่”
ตาเฒ่าพูดโดยสายตาเหม่อมองไปยังบึงน้ำเบื้องหน้า
“ไม่เหมือนเหรอ…”
“เ้าโชคดีมากหวูไว่ ที่เกิดมาในกลุ่มคนที่เข้าใจการอยู่ร่วมระหว่างโลกกับธรรมชาติมาั้แ่เกิด ดำเนินชีวิตตามวิถีธรรมชาติมาโดยตลอด เ้าถูกฝึกให้มีจิตใจสงบ”
“งั้นเหรอ…ไม่มั้ง”
เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าจะตอบอะไรให้ได้ดีไปกว่านั้น และบอกกับตัวเองในใจว่า เฒ่าลู่ เอ๊ย เ้าก็เหมือนกัน เ้าไม่เหมือนผู้เฒ่าคนใดที่ข้าเคยรู้จักมาก่อน ภายใต้เสื้อผ้าเก่าที่ผ่านการปะชุนครั้งแล้วครั้งเล่า และเนื้อตัวขะมุกขะมอมอยู่ตลอดเวลานั้น กลับซุกซ่อนไว้ด้วยความลี้ลับ และความคิดอันละเอียดลึกซึ้งอย่างน่าประหลาด
“บางทีเ้าอาจจะไม่รู้ การนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทำอะไร เฝ้าชมพระอาทิตย์ตกดิน เหม่อมองดวงดาวทอแสงยามค่ำคืน แท้จริงก็คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง มันคือการมองเข้าไปภายในของตัวเอง”
หวู่ไว่ไม่ได้ตอบคำ แต่ภาพของลุงและป้า และชาวบ้านคนอื่นในหมู่บ้านเซียงอู่โผล่ขึ้นมาในห้วงสมองแว่บหนึ่ง
“แต่นี่…เฒ่าลู่ นัดข้าออกมาที่บึงน้ำแห่งนี้ทำไม”
เฒ่าบ้าของชาวเมืองเกียะหยูยกมือชี้ไปที่บึงน้ำแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา
“อะไรกัน พาข้ามาเพื่อดูบึงน้ำแห่งนี้น่ะเหรอ…”
เฒ่าลู่หัวเราะขึ้นมาก่อนจะกล่าวต่ออีกว่า
“เ้าลืมที่ข้าสอนไปแล้วหรือไง อย่าดูหรือมองเห็นอะไรด้วยตาเท่านั้น”
“แต่นี่มัน…”เด็กหนุ่มทักท้วง
“เ้าจงทำจิตให้ผ่องใส มันจะทำให้เ้าสามารถมองเห็นแก่นแท้ของบึงน้ำแห่งนี้ หลับตาสิ”
หวูไว่หลับตาลง
“บอกข้าสิ…เ้าเห็นอะไร”
ไม่ช้าไม่นาน เด็กหนุ่มก็เหมือนตกอยู่ในภวังค์ ลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว มองเห็นแต่บึงน้ำข้างหน้า และยินเสียงกิ่งไผ่ที่แกว่งไกวไปมาเท่านั้น
“ข้าเห็นสายน้ำ และเห็นความสงบของมัน”
“หวูไว่…”เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนเฒ่าลู่มากระซิบอยู่ข้างหู
“ใช่แล้วน้ำคือความสงบ และมันสิ่งที่สร้างความชุ่มชื้นให้กับทุกชีวิต ไม่ชิงดีชิงเด่นกับใคร เข้าได้กับทุกสรรพสิ่ง ไม่ขัดแย้ง และเ้าควรจะทำตัวเหมือนน้ำในบึงนั่น จำไว้”
แล้วหวูไว่ก็ลืมตาขึ้น แต่ภาพที่เห็นก็คือ เฒ่าลู่ยังนั่งอยู่ที่เดิม แล้วเสียงที่ได้ยินข้างหูเล่ามันมาจากที่ไหนกัน
“เรียนรู้จากสายน้ำ…งั้นเหรอ”
“คราวนี้เ้าดูสายน้ำที่มันไหลเอื่อย ๆ ไปนั่นสิ น้ำในบึงมีสิ่งมากมายให้เ้าได้เรียนรู้ มีปลาที่แวกว่าย มีใบไผ่ที่ร่วงหล่น มีความเคลื่อนไหว มันก็เหมือนจิตใจของคนเรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เคลื่อนไหวไปมาอย่างไม่หยุดหยุดยั้ง”
เฒ่าลู่ลุกขึ้นช้าๆ และหันมามองหวูไว่อย่างเงียบงัน
“เ้าต้องเรียนรู้จากดวงดาวบนท้องฟ้านั่นด้วย”
เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำเหมือนละเมอ และเงยหน้ามองดวงดาวที่สุกสกาวอยู่เบื้องบน
“เ้าเห็นดวงดาวเ่าั้หรือไม่ บางดวงก็เปล่งรัศมีเจิดจ้า แต่ดาวบางดวงก็มีแสงริบหรี่ และก็มีทั้งเกาะกันเป็กลุ่มใหญ่ และมีทั้งที่อยู่โดดเดี่ยว”
แล้วมันมีความหมายว่าอะไรกัน-เด็กหนุ่มนึกในใจ
“แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ดวงดาวบนฟากฟ้านั่นล้วนแล้วมีหน้าที่ซึ่งต้องกระทำ มันถูกกำหนดไว้เช่นนั้น แม้แต่ดาวตกนั่น” เฒ่าลู่อธิบาย ในขณะที่ดาวตกดวงหนึ่งที่ส่องแสงอยู่วูบหนึ่งแล้วจางหายไป
“เหมือนคนเราที่มีหน้าที่ซึ่งต้องกระทำใช่มั้ย-เฒ่าลู่” เด็กหนุ่มถาม
ผู้เฒ่าไม่ตอบคำ ชั่วครู่จึงกล่าว
“จำคำข้าไว้ ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว”
“อะไรนะ…”
เฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้ย้ำหนักแน่นอีกว่า
“จงเรียนรู้จากธรรมชาติ”
“หือม์…”หวูไว่ร้องขึ้นมา
“มันคือการเกิดและดับ หยุดนิ่งและเปลี่ยนแปลง”
เด็กหนุ่มนิ่งไป งุนงงและมีแต่คำถาม
“จำไว้หวูไว่ เ้าต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้แห่งความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ต้นไผ่ สายน้ำ และดวงดาว มีคำตอบรอให้เ้าค้นหา”
“อ้อ…”เด็กหนุ่มร้องขึ้นมา
“ทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้นและดำรงอยู่ แต่เ้าก็ไม่ใช่เซียนผู้วิเศษ เ้าไม่อาจซึมซาบ เข้าใจได้อย่างทันทีทันใดหรอก เ้าจะต้องผ่านการใช้ชีวิตให้มากกว่านี้ แล้วเ้าจะพบกับคำตอบที่้า”
เด็กหนุ่มฟังแล้วก็รู้สึกหนาวะเืขึ้นมา ชีวิตทำไมมันถึงได้น่ากลัวเช่นนี้นะ
ตาเฒ่าหัวร่อ
“อย่ากลัวไปเลยเ้าหนู ความเ็ป และความทุกข์ เป็สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องประสบ มันจะทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้น วิถีชีวิตของเ้าั้แ่วัยเด็กเป็เหมือนการบ่มเพาะให้เ้าพร้อมรับมือกับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้ามาหา”
เด็กหนุ่มเกาหัว และร้องออกมาว่า “โธ่เอ๊ย”
“ข้าจำเป็ต้องเตรียมพร้อมด้วยเหรอ เตรียมพร้อมสำหรับอะไรเล่า”
แล้วหวูไว่ก็ได้ยินเสียงเฒ่าลู่ถอนหายใจ
“อย่างน้อยก็เตรียมพร้อมสำหรับพายุใหญ่ที่ใกล้จะมา”
“หา..อะไรนะ พายุใหญ่เหรอ เฒ่าลู่”
“มันคือมหาาที่กำลังใกล้จะปะทุขึ้นในเร็ววันนี้ เ้าเด็กโง่”
เด็กหนุ่มฟังแล้วก็อึ้งไปพักใหญ่ มหาา นี่เขาจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันด้วยหรือ
“แต่มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกที่ความกระหายและอยากได้แผ่ขยายไปเช่นนี้ าเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เชื่อข้าเถอะหวูไว่” เฒ่าลู่ปลอบใจ
“เ้าเองก็เลี่ยงไม่พ้นด้วยเช่นกัน”