หนึ่งเดือนต่อมา
วันพุธที่ 9 มิถุนายน2032 เวลาโลกภายนอก 02.37 PM
ปลาอสูรกินดิน (Earth-Eater Fish)
มอนสเตอร์ชนิดนี้เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายกับปลาไหลทะเลแต่มีเกล็ดที่แข็งแรงและเป็นประกายสีเทาอมเขียว บางเกล็ดมีขนาดใหญ่เท่ากับฝ่ามือคนนอกจากนี้ยังมีฟันแหลมคมคล้ายฟันฉลามที่สามารถขยี้หินและสิ่งกีดขวางได้อย่างง่ายดายดวงตาของมันเป็นสีเหลืองสว่าง มีแสงสะท้อนวาววับยามค่ำคืนทำให้มองเห็นในความมืดได้ดี
มีความสามารถในการเคลื่อนที่ใต้ดินชั้นที่ไม่หนาเกินไปด้วยความเร็วสูงโดยใช้หัวที่มีลักษณะเหมือนจอบในการขุดทะลุผ่านดินมันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ใต้ดินใกล้แหล่งน้ำ แต่จะออกมาหาเหยื่อบนพื้นผิวเป็นบางครั้ง
กาโต้ยืนอยู่หน้าเจ้าปลาตัวดังกล่าวที่เพิ่งจับได้ปลาขนาดใหญ่เกือบเท่าคน กาโต้หยิบมีดคมกริบขึ้นมาและเริ่มถอดเกล็ดออกด้วยความชำนาญ
"ถอดเกล็ดผ่าท้องแล้วควักไส้ออกให้หมด แต่ต้องระวังหน่อยอย่าให้ดีของมันแตกจนได้กลิ่นคาว"
เขาแนะนำพลางใช้ปลายมีดแหวกเกล็ดปลาอสูรกินดินอย่างระมัดระวัง
เสียงกรอบของเกล็ดที่ถูกมีดคมตัดผ่านทำให้เรย์และริงโกะมุงดูด้วยความสนใจการถอดเกล็ดออกไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้แรงและทักษะอย่างมากกาโต้ใช้มีดแหวกเกล็ดไปทางด้านข้างอย่างนุ่มนวล แต่มั่นคงก่อนที่จะผ่าท้องปลาออกด้วยการเคลื่อนไหวที่เฉียบขาด เขาค่อย ๆ ควักไส้ออกมาจนได้กลิ่นคาวอ่อน ๆ ของเนื้อปลาที่เริ่มเผยอบอวล
"เอาล่ะเราต้องการไฟที่ร้อนพอสมควร แต่ไม่ถึงกับลุกเป็นเปลว"
กาโต้กล่าวพร้อมหันไปมองริงโกะที่กำลังเตรียมกองไฟริงโกะก่อไฟด้วยท่าทางที่ชำนาญ ใช้ไม้เล็ก ๆ วางเรียงกันให้เป็นรูปตัววีเพื่อให้ไฟลุกโชนในทิศทางที่ต้องการ เธอใช้ก้อนหินเพื่อจัดไฟให้เสถียรก่อนจะหยิบไม้ย่างยาว ๆ และเสียบเนื้อปลาที่ถูกเตรียมไว้อย่างดี
"วางไว้แบบนี้แหละให้ไฟลุกขึ้นไปเผาเนื้อช้า ๆ"
กาโต้แนะนำพร้อมกับวางเนื้อปลาลงบนตะแกรงย่างที่ทำขึ้นจากกิ่งไม้แข็งแรงริงโกะยิ้มบาง ๆ ขณะที่เธอเห็นเนื้อปลาเริ่มสุกน้ำมันจากเนื้อปลาไหลฉ่ำหยดลงใส่เปลวไฟจนเกิดเสียงดังซู่ ๆทำให้ทุกคนในกลุ่มล้อมวงรอบกองไฟเริ่มกลืนน้ำลาย
เสียงไฟปะทุและกลิ่นหอมของเนื้อปลาที่กำลังสุกทำให้บรรยากาศรอบกองไฟเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเองทุกคนมองดูเนื้อปลาที่เริ่มมีสีสวย เนื้อด้านนอกมีสีเหลืองทองเปลือกที่ไหม้เล็กน้อยจากไฟให้กลิ่นหอมที่ลอยมาปะทะจมูก
"คุณกาโต้เหมือนเป็นเชฟมือหนึ่งเลยนะครับ"
เรย์พูดขณะที่มองดูการปรุงอาหารด้วยความทึ่งเขาเพิ่งเคยเห็นการใช้วัตถุดิบจากมอนสเตอร์เพื่อนำมาปรุงอาหารเป็นครั้งแรก
กาโต้ยิ้มบางๆ
"อ่า...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกแต่ก็ต้องรู้วิธีปรุงบ้างล่ะ เมื่อก่อนกลุ่มของฉันก็ช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่ายกันแบบนี้แหละแถมรสชาติของพวกมันก็ไม่เลวด้วย"
เมื่อเนื้อปลาสุกได้ที่กาโต้ใช้มีดตัดเนื้อออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ และแจกจ่ายให้ทุกคน พร้อมกับโหลใส่เครื่องเคียงอย่างแตงกวาดอง
"ลองกินคู่กันดูสิ"
กาโต้กล่าวยิ้มๆ ระหว่างที่เรย์กับริงโกะหยิบเนื้อปลาอันหอมกรุ่นขึ้นมาชิมพร้อมกับคีบแตงกวาดองตามเข้าปาก
‘กรุบ’
"โอ้โห...รสชาติดีมากเลยค่ะ!"
ริงโกะอุทานด้วยความทึ่งขณะที่เคี้ยวเนื้อปลาที่นุ่มละลายในปาก
"มันเหมือนกับเนื้อหมูที่นุ่มนวลแต่มีความมันของปลาเสริมด้วยความกรุบของผักดอง เข้ากันได้ดีจริง ๆ นะคะ"
"ไม่คิดเลยว่าจะเจออาหารแบบนี้กลางดันเจี้ยน...มันอร่อยจริงๆ ครับ"
เรย์คิดว่าเนื้อของมันมีรสหวานและมีความมันสูงมีชั้นไขมันที่หนาซึ่งทำให้เนื้อนุ่มและมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายเนื้อหมูผสมกับปลาแถมแตงกวาดองความจริงแล้วต้องนุ่มเพราะถูกบีบส่วนน้ำออกไปแล้วแต่วินาทีที่กะดลงไปกลับรู้สึกชุ่มฉ่ำ ในซอสดองมีรสชาติของซีอิ๋ว น้ำส้มสายชูดำน้ำตาล
แตงกวาดองความจริงแล้วก็เป็นแค่เครื่องเคียงหมักดองธรรมดา ๆแต่พอกินคู่กับเนื้อของปลาอสูรกินดินกลับรู้สึกถึงรสชาติอันสดชื่นที่แผ่ซ่านในปากอย่างรวดเร็ว เมื่อกัดก็เกิดเสียงกรุบๆ ช่องกรอบนอกนุ่มใน เสียงกรุบอันนุ่มละมุนนั้นคล้ายสามารถส่งผ่านกระดูกขึ้นไปยังสมองของมนุษย์เป็นเสียงที่สร้างความเพลิดเพลินอันแท้จริง
"อืม...เพราะการกินคู่กันทำดาเมจได้รุนแรงมากสินะ"
กาโต้พูดพลางมองนักชิมทั้งสองที่พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งแล้วยื่นตะเกียบไปอีกครั้ง
ความรู้สึกเวลามีคนกินข้าวร่วมโต๊ะกับตอนที่กินคนเดียวนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงยิ่งไปกว่านั้นทั้งทั้งหมดก็มีถ้วยเปล่าในมือ กับแตงกวาดองหนึ่งโหลแค่นั้นเรียบง่ายมาก จนไม่ต้องมัวลังเลว่าเวลายื่นตะเกียบออกไปจะคีบอะไรดี
ทั้งเรียบง่ายและไม่ต้องคิดมากพอใจกับมื้ออาหารครั้งนี้โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยปาก
"ปลาอสูรกินดินเป็นหนึ่งในมอนสเตอร์ที่กินได้และมีรสชาติของเนื้อที่อร่อย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกมันถึงถูกล่าเพื่อเป็นวัตถุดิบอาหารในโลกของเรา"
"ถ้าอย่างนั้น... ก็ควรจะขอบคุณริงโกะสินะที่บังเอิญไปเจอมันเข้า และทำให้เรามีอาหารมื้อนี้"
เรย์กล่าวพร้อมรอยยิ้มมุมปากและทุกคนก็หัวเราะเบา ๆ ร่วมกัน ขณะที่พวกเขานั่งกินอาหารรอบกองไฟ พวกเขาใช้เวลาพักผ่อนระหว่างรอให้พวกกิลด์ใหญ่จัดการกับราชาและรอให้ดันเจี้ยนคลายตัวออก บริเวณที่พวกเขาอยู่มีต้นไม้สูงใหญ่เหมือนหอคอยเก่าแก่แต่ละต้นมีรากที่ยื่นออกมาเหมือนหนวดงูพันกันเป็นพัลวันพื้นดินขรุขระและเต็มไปด้วยหินกรวดเมื่อพวกเขาตั้งแคมป์เล็ก ๆ กันใกล้แม่น้ำสายหนึ่ง
เรย์เริ่มเลื่อนลอยไปเมื่อไฟในกองไฟเริ่มมอดลงเล็กน้อยแสงไฟอุ่น ๆ กระทบใบหน้าของเขา ทำให้เงาที่ทอดออกมาดูยาวขึ้นและทำให้ความคิดในใจของเขาเริ่มทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
เขานึกถึงการฝึกต่อสู้ร่วมกับทีมทั้งการประสานงานและการเรียนรู้สไตล์การต่อสู้ของกันและกัน ในฐานะรุ่นพี่เขาพยายามให้คำแนะนำริงโกะเกี่ยวกับการใช้ศาสตร์องเมียวจิในตำแหน่งสนับสนุนอยู่แนวหลังริงโกะมีพรสวรรค์ในการใช้ยันต์และอาคมธาตุไม้แต่เธอยังขาดความมั่นใจในการวางแผนและการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เร่งด่วนเขาช่วยเธอพัฒนาทักษะเหล่านั้นแนะนำเธอถึงวิธีการใช้เวทมนตร์เพื่อควบคุมและสนับสนุนทีมได้ดียิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกันกาโต้เองก็กำลังพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องเขาพยายามฝึกฝนเวทมนตร์ธาตุดินของเขาเพื่อให้สามารถใช้ในการต่อสู้ระยะประชิดได้มากขึ้นการฝึกกับเรย์หลังจากออกจากดันเจี้ยนเป็นสิ่งที่พวกเขาทำเป็นประจำกาโต้เริ่มเรียนรู้เทคนิคการใช้ทรายและหินในการพลิกแพลงรูปแบบต่าง ๆการฝึกของเขาไม่ใช่แค่การเพิ่มพูนพลังมาโซแต่ยังเป็นการทดสอบความสามารถในการต่อสู้ด้วยวิถีทางที่แปลกใหม่
เรย์ถอนหายใจเบาๆ พลางคิดถึงวิธีฝึกลมปราณ ‘จักรพรรดิ์เจ็ดภพ’ ของตัวเองที่ดูเหมือนจะติดขัดตรงคอขวด เขารู้สึกได้ถึงกำลังภายในที่เพิ่มพูนมากขึ้นกว่าเดิมแต่ยังรู้สึกว่าการฝึกของเขาเป็นไปอย่างเชื่องช้าเกินไปการปลุกอารมณ์ทางเพศเพื่อฝึกวิชานี้ด้วยตัวคนเดียวเป็นเรื่องลำบากความคิดถึงวิธีฝึกฝนที่ดีกว่านี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา
‘จะให้ไปพึ่งอิจิกะทุกครั้งก็คงดูไม่ดี...’
การฝึกวิชาแบบนี้ต้องการความร่วมมือแต่เขาไม่อยากให้มันกลายเป็นภาระหรือเป็นปัญหากับใครความรู้สึกขัดแย้งในใจเขาทำให้เขาต้องหาทางแก้ไขที่ดีกว่านี้ แสงไฟจากกองไฟยังคงส่องแสงวาบวาบ เรย์นั่งนิ่งเงียบขบคิดถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าและวิธีที่เขาต้องพัฒนาตัวเองต่อไปเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองอีกครั้ง
แตงกวาดองในโหลลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
เนื้อปลาอสูรกินดินเสียบไม้ก็แทบไม่เหลือแล้ว
จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงฝีเท้าดึงดูดความสนใจของเรย์ กาโต้ และริงโกะที่กำลังเพลิดเพลินกับมื้ออาหาร
เจ้าของเสียงเป็นชายสี่คนที่กำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตออกมาจากแนวป่าทึบใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเหนื่อยล้า ทันใดนั้น เกรย์ไทฟูนก็พุ่งตามออกมาจากหลังพุ่มไม้หนาขนสีเทาเข้มของมันเปล่งประกายจากเปลวไฟที่ยังคงลุกไหม้อยู่บนตัวจากการถูกโจมตีมันคำรามเสียงดังที่ก้องไปทั่วทั้งดันเจี้ยนความรุนแรงของเสียงนั้นทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย
กลุ่มของเรย์กระจายตัวออกทันทีข้าวของภายในแคมป์เล็ก ๆของพวกเขาถูกพัดกระจัดกระจายด้วยแรงกระแทกของขนาดตัวมอนสเตอร์เกรย์ไทฟูนเป็นมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ พอ ๆ กับรถตู้บรรทุกสินค้า เดินสี่ขามีลักษณะคล้ายกับเสือขาวผสมกับหมาป่าที่มีขนสีเทาเข้ม ขนของมันทั้งหนาและหยาบ
ริงโกะหยิบยันต์ออกมาเชื่อมต่อกับวิญญาณธาตุไม้ใกล้ๆ
“ผูกมัด!”
เธอควบคุมรากไม้ใกล้ๆ ให้พุ่งขึ้นมาจากพื้นราวกับอสรพิษที่เตรียมจะโจมตีเกรย์ไทฟูนกระโดดหลบอย่างว่องไว แต่รากไม้ยังคงติดตามพยายามพันรอบขาของมัน
ขณะที่มอนสเตอร์พยายามหลบการโจมตีจากรากไม้กาโต้ควบคุมหินเล็ก ๆ จากบริเวณโดยรอบ และขว้างใส่เกรย์ไทฟูนเพื่อชะลอการเคลื่อนไหวของมัน
มอนสเตอร์หมุนตัวและยิงกระแสลมอันรุนแรงตอบโต้
เรย์ใช้ดาบฟันกระแสลมที่พุ่งเข้ามาใส่กาโต้อย่างรวดเร็วจนมันสลายหายไปเขาไม่ได้ลงมืออย่างจริงจัง เพียงคอยประคองการต่อสู้ส่วนใหญ่ปล่อยให้ทั้งสองคนแสดงฝีมือ
"กาโต้ซัง! พื้นที่ด้านซ้ายของมันมีต้นไม้ใหญ่ที่หนูติดยันต์เอาไว้อยู่ค่ะ!"
ริงโกะตะโกนบอกพลางใช้ยันต์เพิ่มพลังให้รากไม้ที่พันรอบขาของเกรย์ไทฟูนแต่ก็หยุดมันได้ไม่นาน
กาโต้เข้าใจแผนของริงโกะทันทีเขาเคลื่อนไหวไปทางซ้ายพร้อมกับยิงหินใส่เป้าหมายเป็นชุดเพื่อเรียกร้องความสนใจ
"มาเลยเจ้าอ้วนมาไล่ฉันทางนี้!"
เกรย์ไทฟูนเปล่งกระแสลมออกจากตัวรากไม้ที่พันอยู่ขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนพุ่งตัวตามกาโต้ไปติด ๆ
เมื่อได้ระยะริงโกะควบคุมต้นไม้ใหญ่ให้ขยับกิ่งก้านหนา ๆ เหมือนกำลังจะโอบล้อมมอนสเตอร์เอาไว้เกรย์ไทฟูนกระโจนหลบ แต่ถูกเรย์ที่พุ่งมาฟันใต้ขาทำให้ตัวมันเสียสมดุล ถูกกิ่งไม้รัดแน่นแนบติดต้นไม้
ฝีมือเชิงปฏิบัติของทั้งสามคนนั้นนับว่าก้าวหน้าเป็นอย่างมากประสานงานกันอย่างไร้รอยต่อ
กาโต้เรียกแท่งหินพุ่งเสียบท้องของมันแต่ก็ถูกกำแพงลมป้องกันไว้
ฮูม!!
หินและลมออกแรงต้านกัน พื้นที่รอบ ๆเต็มไปด้วยเศษใบไม้ที่ปลิวว่อนเหมือนพายุหมุนเล็ก ๆ
เรย์ที่อยู่อีกด้านของต้นไม้เก็บดาบเข้าฝักในท่วงท่าอิไอ
‘ดาบสะบั้นปริภูมิ’
เป็นท่าดาบที่เกิดจากการหลอมรวมท่าร่างของเคล็ดวิชาที่สี่ ‘ทำลายทวน’ ด้วยการฟันในแนวระนาบที่สามารถทะลายหรือแยกแยะระหว่างพื้นที่ว่างทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของระยะทางอย่างเฉียบพลัน
‘กริ๊ง—’
ต้นไม้ใหญ่ขาดเป็นสองท่อนไปพร้อมๆ กับหัวของเกรย์ไทฟูนที่อยู่อีกด้านของต้นไม้ ไม่มีเอฟเฟ็กต์อันทรงพลังหรืออะไรหวือหวาตามมาเป็นการฟันอันแสนราบเรียบ เงียบสงบ เพียงทิ้งร่องรอยคมดาบอันสมมาตรไว้บนสิ่งที่ถูกฟัน
“น่าเสียดายนะ ที่เนื้อของเจ้านี่มันไม่ค่อยอร่อยสักเท่าไหร่”
กาโต้ผ่อนลมหายใจ พร้อมกล่าวอย่างติดตลก
เรย์เปิดประตูรถและก้าวลงมายืนอยู่หน้าบ้านหันมามองกาโต้และริงโกะที่ยังนั่งอยู่ในรถ
“แล้วเจอกันใหม่อย่าหักโหมนักล่ะ”
กาโต้เวลาจะเมาท์ใครไม่มีอารัมภบท ตัดเข้าเนื้อเรื่องหลักตรง ๆ เหมือนคนรู้ทันและขยิบตาให้เขาส่วนริงโกะเพียงส่งยิ้มและโบกมือให้
เรย์เผชิญกับเรื่องซุบซิบก็นิ่งเฉยใจเย็นกว่าตอนแรกมาก
“ขอบคุณที่มาส่งครับ”
กาโต้เร่งเครื่องขับรถออกไปจากบริเวณทิ้งให้เรย์ยืนอยู่ท่ามกลางแสงไฟจากถนนที่ส่องแสงเบา ๆ เขาแหงนมองบ้านตรงหน้า
ตัวบ้านหลังนี้มีลักษณะโดดเด่นจากอาคารรอบๆ ด้วยผนังคอนกรีตที่เปลือยเปล่าและกระจกขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งชั้นบนของตัวบ้าน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างชัดเจนในตอนกลางคืน แสงไฟจากภายในบ้านส่องผ่านกระจกใสออกมาดูเหมือนกล่องแสงที่ลอยอยู่ในอากาศ
บริเวณด้านล่างของตัวบ้านมีพื้นที่จอดรถส่วนตัวซึ่งตอนนี้มีรถ SUV สีดำจอดอยู่หนึ่งคันพื้นที่จอดรถเชื่อมต่อกับทางเข้าหลักของบ้าน ซึ่งเป็นประตูเหล็กขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอย่างเรียบง่ายอยู่บนผนังคอนกรีต
เรย์ยืนอยู่ที่ทางเข้าบ้าน มองไปรอบๆ บริเวณ บรรยากาศเงียบสงบและเต็มไปด้วยความเย็นสบายของยามค่ำคืน ผู้คนบางตามีเพียงแค่คู่รักวัยรุ่นที่เดินผ่านไปบนถนนสายเล็ก ๆ ด้านหน้า และเสียงเพลงเบา ๆจากร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ในละแวกใกล้เคียงที่เปิดรับแขกยามดึก
เรย์เดินไปที่ประตูบ้านและกำลังจะกดกริ่งทันใดนั้นเสียงจากอินเตอร์คอมก็ดังขึ้น เสียงที่ฟังดูคุ้นเคยกล่าวกับเขาว่าให้เข้ามาได้เลยเรย์หันไปมองที่กล้องวงจรปิดที่ติดอยู่บนผนังประตูพร้อมกับได้ยินเสียงกลไกปลดล็อกประตูดังขึ้น
“รบกวนด้วยครับ”
ประตูเปิดออกอย่างนุ่มนวลเผยให้เห็นทางเดินที่นำไปสู่ห้องนั่งเล่นภายในบ้านเรย์ก้าวเข้าไปในบ้านอย่างระมัดระวัง ปิดประตูตามหลังเขาเสียงของพื้นกระจกที่รับน้ำหนักเท้าของเขาดังเบา ๆเขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากภายในบ้าน และความเงียบสงบที่อบอวลอยู่ในอากาศ
"แหม วันนี้ไม่มีใครกลับบ้านพอดีนายนี่โทรมาได้จังหวะจริงนะ"
อิจิกะที่อยู่ในชุดสปอร์ตบราและกางเกงในลายทางตัวจ้อย เดินออกมาต้อนรับพร้อมกับขยิบตาโปรยเสน่ห์

เรย์เดินตามอิจิกะไปที่ชั้นสองของบ้านเธอก้าวไปด้วยท่วงท่าที่ดูสบาย ๆ เสียงรองเท้าแตะเบา ๆกระทบกับพื้นไม้ของบันไดเป็นจังหวะนัยน์ตาของเรย์สอดส่องไปที่ภาพถ่ายครอบครัวที่แขวนอยู่ตามผนังรอยยิ้มและท่าทางในรูปภาพเหล่านั้นบ่งบอกถึงความอบอุ่นและความสนุกสนานในครอบครัวของเธอภาพของเด็กหญิงอิจิกะที่ยิ้มแย้มแจ่มใสตั้งแต่ยังเล็กจนถึงวัยรุ่นปรากฏในกรอบรูปหลายใบที่มีการตกแต่งอย่างประณีต
เมื่อถึงชั้นสองอิจิกะหันกลับมามองเรย์พร้อมรอยยิ้มขี้เล่นที่มุมปาก
“ปกติฉันไม่เคยพาผู้ชายคนไหนเข้าบ้านมาก่อน นี่ถือเป็นคนแรกนะรู้ไหม”
เธอกล่าวอย่างแฝงนัย
“ถือว่าเป็นเกียรติที่ได้รับการยอมรับครับคุณหนู”
เรย์กล่าวด้วยความสุภาพเกินจำเป็นอย่างแกล้งทำ
อิจิกะพาเขามาถึงห้องส่วนตัวของเธอประตูเปิดออก เผยให้เห็นห้องที่ตกแต่งด้วยสไตล์ที่ทันสมัยแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวผนังห้องทาสีเข้ม บริเวณหนึ่งของห้องมีเตียงอยู่ชั้นสองที่ตั้งอยู่ติดผนังซึ่งประดับด้วยไฟสีม่วงอ่อนๆ ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูเซ็กซี่และลึกลับในขณะที่อีกมุมหนึ่งของห้องมีชั้นวางหนังสือที่เต็มไปด้วยหนังสือและของสะสมมีโต๊ะทำงานขนาดใหญ่พร้อมเก้าอี้ที่ดูสะดวกสบายตั้งอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่เปิดให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองโตเกียวที่ส่องแสงระยิบระยับยามค่ำคืน
โทรทัศน์แบบแขวนผนังถูกเปิดไว้กำลังฉายซีรีส์รักโรแมนติกยอดนิยมที่สุดในตอนนี้
บนโต๊ะตัวเตี้ยมีแต่กล่องอาหารแบบซื้อกลับบ้านวางเต็มไปหมดทั้งกุ้งเครย์ฟิชอบหม่าล่า ปูขนทอดกรอบ ยำแตงกวากระเทียม เนื้อกริฟฟอนปิ้งมื้อดึกใกล้ ๆ กันมีเบียร์วางอยู่หลายประป๋อง ซึ่งถูกเปิดไปหมดแล้ว
อิจิกะเดินไปที่โต๊ะทำงานและหยุดยืนพิงโต๊ะอย่างสบายๆ เธอกอดอกหน้าระเรื่อขึ้นสี ยืนอย่างมีท่าทางท้าทายเล็กน้อย
“วันนี้อยากให้ฉันช่วยนายฝึกไอ้วิชากำลังภายในแปลก ๆ นั่นเหมือนเดิมงั้นเหรอ”
เธอถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์
เรย์สังเกตเห็นแสงไฟจากหน้าต่างที่ตกกระทบบนเส้นผมของเธอทำให้เธอดูเหมือนเจ้าหญิงที่มีแสงออร่าล้อมรอบแต่ถึงอย่างนั้นเขารู้ดีว่าเธอเป็นคนที่ร่าเริง ขี้แกล้ง และหัวร้อนง่าย
“ใช่แล้ววันนี้อาจต้องขอรบกวนเธออีกสักครั้ง”
อิจิกะหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าใกล้เขา
“นายนี่ลามกจริงๆ ...แต่ก็นะ ฉันช่วยนายได้เสมอ เพราะเราเป็นเพื่อน... กันนี่นา”
บรรยากาศในห้องเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเข้มข้นขึ้นเรย์รู้สึกถึงพลังงานที่เพิ่มขึ้นรอบ ๆ ตัวเขาขณะที่อิจิกะเริ่มที่จะปลุกความรู้สึกของเขาด้วยการใช้กำลังภายในที่เธอชำนาญ
ตัวเขาที่กำลังจะถอดเสื้อผ้าออกถูกหยุดไว้ด้วยมืออันนุ่มนวลของอิจิกะ เขาได้กลิ่นกลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำหอมที่อิจิกะใช้ประจำ
"ไม่เอาน่า ให้ฉันทำเองสิ"
มือเล็ก ๆ เริ่มค่อยๆปลดกระดุมเสื้อของเรย์ทีละเม็ด มือของเธอลูบไล้ไปตามแผ่นอกของเขา ทำให้รู้สึกถึงสัมผัสที่ร้อนแรงและนุ่มนวลในเวลาเดียวกัน
เมื่อเสื้อถูกถอดออกอิจิกะยังคงใช้มือของเธอลูบไล้ลงไปที่หน้าท้องของเรย์เธอมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย
"วันนี้ฉันจะทำให้นายทนไม่ไหวเอง"
เธอพูดขณะปลดสายเข็มขัดของเขาออก
เรย์ปิดตาลง หายใจลึกกำหนดจิตรวมศูนย์ไปยังจักระที่หนึ่งการโคจรลมปราณในแบบวิธีลับเฉพาะแบบกุลฑาริณีเริ่มต้นขึ้นเขารู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย พยายามรักษาสมาธิให้มั่นคง
อิจิกะที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างหน้าเขาเริ่มต้นการกระตุ้นอย่างหนัก เธอใช้ลิ้นเลียไปรอบ ๆ แก่นกายที่กำลังผงาดง้ำค้ำโลก
"ทนไหวหรือเปล่าหรือนายอยากจะหลั่งออกมาตอนนี้เลย?"
เรย์พยายามที่จะคงสมาธิแต่การกระตุ้นของอิจิกะนั้นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆปากและมือของเธอเคลื่อนไหวอย่างเชี่ยวชาญ ทำให้ร่างกายของเขารู้สึกตึงเครียดเขาต้องอดทนอดกลั้น สกัดกั้นการหลั่งน้ำกาม
"จะทนได้นานแค่ไหนนะ... อร่ามม—"
เธอเร่งการกระตุ้นมากขึ้นผ่านเรียวลิ้นความท้าทายในสายตาของเธอทำให้เรย์รู้ว่าเธอกำลังเพลิดเพลินกับการทดสอบความอดทนของเขา
เรย์รู้สึกถึงพลังที่ก่อตัวขึ้นในจักระที่หนึ่งการโคจรลมปราณเริ่มหมุนวนรอบตัวเขาความร้อนที่เพิ่มขึ้นในร่างกายและความรู้สึกกระตุ้นจากอิจิกะทำให้เขาต้องดึงสติกลับมาอย่างเต็มที่เขาไม่สามารถที่จะพลาดได้ การฝึกฝนของเขาอยู่บนขอบเหว ความสำเร็จหรือความล้มเหลวอยู่แค่ปลายจมูก
เส้นรายอักขระสีม่วงอมดำบนร่างกายเริ่มปรากฏขึ้นจางๆ พร้อมกับไอร้อนบางเบา
"ดูเหมือนว่านายจะอดทนได้ดีกว่าเดิมเสียอีกนะชายจอมลามกคนเดิมของฉันหายไปไหนแล้ว...”
อิจิกะถอนเรียวปากออกเมื่อเริ่มรู้สึกเมื่อยดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมหลั่งออกมาง่าย ๆ ผิดกับครั้งแรก ๆ ที่เขาให้เธอช่วยอิจิกะเร่งข้อมือเร็วขึ้น
“ลองคิดดูสิ ถ้านายยอมปล่อยมันออกมาตอนนี้ แล้วปล่อยให้มันล้มเหลวนายก็จะได้ฟัดกับฉันบนเตียงตรงนั้นเร็วขึ้นกว่าเดิมนะ... ไม่ดีเหรอ"
แต่เรย์ยังมั่นคงกำหนดจิตไปยังการโคจรลมปราณให้เดินลมย้อนทวนผ่านจักระและภาวนาตั้งมั่นกับตัวเองไว้จะอดทน สมาธิไม่แตกซ่านไปได้ตลอดรอดฝั่ง