พระเ้าศรีมหาราชซึ่งทอดพระเนตรโดยตลอดรับสั่งชมเชยในตัวองค์ชายอัศวเมฆทั้งความองอาจในการประคองคันธนูขึ้นง้าวและการพิเคราะห์ลักษณะธนู พระเ้าฤทธิเทวารับสั่งตอบว่าเป็เพราะได้อาจารย์ดีคือขุนพลสิงหล
ขุนพลสิงหลซึ่งบัดนี้ขึ้นมานั่งเฝ้าถวายงานใกล้ชิดในปะรำที่ประทับจึงกราบทูลว่า..เป็เพราะองค์ชายทรงใฝ่พระทัยศึกษา ทำให้ทรงพระปรีชาสามารถ หาใช่เพราะได้อาจารย์ดีไม่
คำกราบบังคมทูลสร้างความปิติชื่นชมแด่องค์เหนือหัวทั้งสองพระองค์
“ท่านช่างโชคดีนัก จากที่เราเห็นผู้เข้าประลองในวันนี้ก็พอจะประเมินได้ว่าท่านมีทหารหาญอยู่มากมายกองทัพของท่านต้องเข้มแข็งที่สุดในบรรดา ๑๒ เมืองเป็แน่” พระเ้าศรีมหาราชรับสั่งขึ้นด้วยพระทัยเบิกบาน
“พระองค์ทรงยกย่องทหารของหม่อมฉันมากเกินไปแล้วหากมีข้าศึกมาจริงคงต้องรวมพลังทั้ง ๑๒ เมือง มีทัพเมืองนครศรีธรรมราชเป็แกนนำจึงจะเข้มแข็งจนไม่มีผู้ใดชนะได้”ตรัสแล้วทั้งสองพระองค์ต่างทรงพระสรวลด้วยความสำราญพระหฤทัย
ขณะนั้นมีเสียงผู้ชมะโขับไล่เ้าทิพให้ออกจากการแข่งขันทั้งเสียงหัวเราะเย้ยหยันต่อชายหนุ่มที่มิได้กระทำสิ่งใดเลยนอกจากยืนนิ่งเงียบงันดั่งคนเขลา
พระเ้าศรีมหาราชจึงตรัสขึ้นว่า
“ลักษณะของเ้าทิพเหมาะที่จะเป็ช่างฝีมือก่อนหน้าเมื่อสักครู่ดูไปคล้ายนายช่างพินิจพิเคราะห์วัสดุและโครงสร้างของคันธนูแต่ตอนนี้จะให้วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพคงกระทำได้ยาก”
“คงจะจริงอย่างที่พระองค์รับสั่งหม่อมฉันได้ยินมาว่าเ้าทิพอยู่ที่เมืองนครฯ ศึกษาแต่งานช่างงานศิลป์จากตาของเขาแต่งานสร้างธนูประดิษฐ์อาวุธคงจักไม่ได้เรียนรู้”
“บุตรของท่านคนนี้ไม่เคยจับต้องอาวุธไหนเลยจะเคยสร้างอาวุธ.. แต่ถ้าเป็งานช่างงานศิลป์ ถึงอายุจะน้อยแต่ฝีมือเข้าขั้นครู..หากไม่ใช่เพราะเป็บุตรของท่าน แต่เป็คนทั่วไปที่เข้ารับราชการในกรมวัง วันหนึ่งคงจะได้เป็นายกองช่างหลวงสืบต่อจากตาของเขาเป็แน่”
ตำแหน่งสูงสุดของช่างหลวงคือนายกองช่างหลวงสังกัดกรมวัง การจะขึ้นสู่ตำแหน่งนี้ต้องเป็ผู้มีฝีมือเหนือช่างทั้งปวง
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยที่ไม่สามารถห้ามปรามเ้าทิพได้ทำให้การประลองในครั้งนี้ไม่เป็ที่สำราญพระหฤทัยของพระองค์”
พระเ้าเมืองนครฯ ผู้เป็ใหญ่เหนืออาณาจักรสิบสองนักษัตรทรงหันพระพักตร์มายังพระเ้าปตานีมิได้มีพระอาการขุ่นข้องหมองพระทัยแต่อย่างใด
“ท่านอย่าได้รับสั่งเช่นนั้น..การที่เ้าทิพไม่อยู่ในที่ของเขา คงจะไปห้ามปรามไม่ได้ ด้วยข้อกำหนดและธรรมเนียมที่เ้าตัวยกมาอ้าง..เราเพียงกังวลว่าในการประลองยิงธนู เขาคงไม่าเ็เป็อันตราย”
ที่ของเขา.. สำหรับองค์พระประมุขแห่งแคว้นตามพรลิงค์แล้วทรงหมายถึง.. งานช่างงานศิลป์
“หม่อมฉันเองก็ตระหนักว่าเขาไม่รู้วิชาการสู้รบจึงเป็ห่วง..สุดท้ายก็เป็สภาพที่ไม่น่าดูเช่นนี้”
ฝ่ายพระราชธิดาวิสาณีซึ่งประทับอยู่เบื้องข้างพระราชบิดาทรงรู้สึกสลดพระทัยที่เห็นชายคนรักไปยืนอยู่กลางลานประลองแต่กลับดูแปลกแตกต่างทั้งการแต่งกายและการ “ไม่มี” ส่วนร่วมกับกลุ่มผู้เข้าประลอง ครั้นทรงคำนึงถึงตอนแข่งขันยิงธนูอาจจะได้รับาเ็เป็อันตรายยิ่งหวาดหวั่นในพระทัย...
--------------------------------------------------
ไม่นานธนูบนแคร่กลางก็ว่างเปล่าธนูที่ไม่้าถูกคัดแยกไปวางกองไว้บนแคร่ด้านทิศตะวันตกจำนวน ๑๑ คันและธนูที่ได้รับคัดเลือกนำไปวางกองอยู่บนแคร่ด้านทิศตะวันออกจำนวน ๗ คัน ยังเหลืออีก๒ คันซึ่งอยู่ในหัตถ์ซ้ายและขวาขององค์ชายอัศวเมฆ
“๒ คันนี้คันแรกที่อยู่ในมือขวาของเรา น้ำหนักเบาเหมาะมือ สามารถขึ้นธนูได้รวดเร็วแต่กำลังยิงจะด้อยไปสักนิด.. ส่วนคันสีดำที่อยู่ในมือข้างซ้าย น้ำหนักจะมากสักนิดตอนง้างขึ้นธนูกินแรงมากแต่แรงดีดของสายหนังรุนแรงนัก พวกท่านเห็นว่าอย่างไร”องค์ชายอัศวเมฆรับสั่งถามความเห็นจากทุกคน
“กระหม่อมว่า ธนูคันแรกเบาย่อมง่ายและเร็วในการง้าวขึ้นธนูเหมาะแก่การยิงที่ต้องใช้ความรวดเร็ว พระเ้าค่ะ” อาโปผู้ช่วยนายกองเรือกราบทูลเสนอ
“กระหม่อมก็เห็นด้วย คันที่หนักต้องใช้เวลาโก่งง้างและกินแรง แม้เพียงชั่วพริบตาที่เสียไปก็สำคัญมากสำหรับการประลองในลักษณะของวันนี้อีกอย่างการยิงเข้าเป้า เพียงเล็งให้ถูกต้องตรงทิศทางก็เป็อันใช้ได้ไม่จำเป็ต้องใช้ความรุนแรงของลูกธนูแต่ประการใด พระเ้าค่ะ” ปาหัตผู้ช่วยหัวหน้ากองพระตำรวจ กราบทูลเห็นพ้องในความคิด
ผู้เข้าแข่งขันหลายคนต่างพยักหน้าแสดงกิริยายอมรับ
“เราก็คิดเหมือนท่านทั้งสองท่านอื่นมีใครจะค้านหรือไม่” รับสั่งถามเพื่อสรุป และทรงกวาดสายพระเนตรไปโดยรอบครั้นทอดพระเนตรเห็นเ้าทิพซึ่งยืนนิ่งมิได้ส่งเสียงใดมาตลอดแม้จะทรงหยันอยู่ในพระทัยว่าเ้าทิพหามีความรู้เื่อาวุธใดไม่ แต่ทรงปรารถนาจะประจานให้ได้อายต่อหน้าผู้ชมทั้งหลายก่อนเสร็จสิ้นขั้นตอนการเลือกธนูจึงรับสั่งด้วยเสียงอันดังไปทางเ้าทิพว่า
“เ้าทิพล่ะ เสนอตนเข้าร่วมประลองพอจะดูเป็บ้างไหมว่าธนูสองคันนี้ต่างกันอย่างไรเผื่อจะเป็ประโยชน์ในการคัดเลือกคันธนูสุดท้าย..” พลางทรงหัวเราะ รับสั่งกระทุ้งต่อไปว่า“เ้ารู้ไหม เกิดตัวเ้าจับสลากเป็ผู้เข้าสนามประลองคนสุดท้าย เ้าคงต้องใช้ธนูคันใดคันหนึ่งที่อยู่ในมือเราเป็แน่..ว่าอย่างไร ช่วยเลือกหน่อยสิ”
ผู้ชมทั้งหลายบนอัฒจันทร์เมื่อได้ยินดังนั้นอดหัวเราะชอบใจตามไปด้วยไม่ได้ต่างคิดว่าท่าทางเงียบงันขลาดเขลาของชายหนุ่มแต่เสแสร้งทำเป็นิ่งอมภูมิ คราวนี้คงถูกบังคับให้เปิดปากและน่าจะมีเื่ขำสนุกๆ หลุดออกมาเป็แน่
ชายหนุ่มขบกรามจนเป็สัน ชี้นิ้วไปทางคันธนูสีดำในหัตถ์ข้างซ้ายกราบทูลขึ้นสั้นๆ
“กระหม่อมขอเลือกธนูคันสีดำพระเ้าค่ะ”
สิ้นเสียงเ้าทิพผู้คนทั้งสนามพากันหัวเราะออกมา ต่างนึกขันในความไม่ประสาเื่อาวุธของชายหนุ่ม
“ไหนช่วยบอกเหตุผลให้พวกเรา.. ผู้อ่อนด้อยในเื่อาวุธ..ได้รับรู้เหตุผลอันพิสดารในเื่นี้หน่อยสิ” เป็รับสั่งที่เรียกเสียงหัวเราะจากบรรดาผู้เข้าแข่งขันและจากผู้ชมรอบสนามให้กระหึ่มดังประสานกันขึ้นอีกครั้ง
เ้าทิพได้แต่นิ่งเงียบ ไม่อยากจะกราบทูลสิ่งใดอีกแล้ว
ขุนพลธรณินที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆเดินเข้ามาพร้อมยกชูมือทั้งสองข้างขึ้นเป็เชิงปรามเสียงรอบสนามให้สงบลง
“พวกท่านได้คัดเลือกธนูที่จะใช้ประลองทั้ง๘ คันเสร็จแล้วหรือไม่”
องค์ชายอัศวเมฆทรงรับหน้าแทนผู้เข้าแข่งทั้งหมดว่า
“พวกเราคัดได้ ๗ คันที่มีลักษณะสมบูรณ์เหลือเพียงเลือกคันที่ ๘ ปรากฏว่าทั้งสองคันที่กำลังพิจารณาต่างมีข้อตำหนิทั้งหมดเห็นว่าควรเลือกคันแรกในมือขวาของเรา มีเพียงเ้าทิพที่เห็นแย้งว่าให้เลือกคันสีดำในมือซ้ายของเราตอนนี้กำลังรอเ้าทิพให้ชี้แจงเหตุผลอยู่”
ขุนพลธรณินพิจารณาในใจว่าเ้าทิพไม่มีความรู้ส่วนองค์ชายอัศวเมฆเพียงทรงกระทำไปเพื่อให้เ้าทิพละอายขายหน้า จึงกล่าวตัดบทว่า
“ถ้าพวกท่านทั้งเจ็ดมีความเห็นสอดคล้องกันก็เอาตามนั้นเถิด ถือเป็เสียงส่วนใหญ่.. หากเ้าทิพไม่สะดวกใจจะยกเหตุผลก็ให้ตัดไปเสีย”
“กระทำเช่นนั้นคงไม่ดีหรอกท่านขุนพลในเมื่อเ้าทิพกล้ากล่าวว่าคันธนูสีดำในมือซ้ายของเราดีกว่าอีกคันในมือขวาก็ควรต้องรับฟังถึงเหตุผลให้เป็ที่ยุติ จึงจะถือว่าถูกต้องเหมาะสม.. ใช่หรือไม่ท่านทั้งหลาย”พลางขอเสียงสนับสนุนจากผู้เข้าแข่งขันทุกคน พลันก็มีเสียงของผู้ชมโห่ร้องเห็นด้วยกับดำริขององค์ชาย