พระชายาฟางซินรู้สึกใเมื่อรู้จากนางกำนัลสาวว่าท่านอ๋องทรงทราบเื่ที่ซูปี้พาตัวเหม่ยหลินมาจากหมู่บ้านหนิงอันเพื่อเตรียมส่งให้เป็เครื่องบรรณาการ ทั้งๆที่พยายามให้เื่นี้ดำเนินไปอย่างเงียบๆ แต่แม่ทัพหวางชุนเทียนช่างหูไวตาไวแถมยังกล้าที่จะทูลขอนางจากท่านอ๋องโดยตรง
นางกำนัลสาวซึ่งเป็คนของพระชายาเล่าสิ่งที่ได้ยินมาให้ฟังอย่างต่อเนื่อง
“ท่านอ๋องยังรับปากกับท่านแม่ทัพหวางว่าจะสั่งละเว้นนางไม่ให้เป็สตรีบรรณาการด้วยเพคะ”
ก่อนหน้านี้พระชายาเคยคิดเอาไว้ว่าหากหวางชุนเทียนเอ่ยขอจากนางด้วยตนเอง นางก็จะปฏิเสธและจะถือโอกาสส่งตัวเหม่ยหลินไปแคว้นม่งอู๋ก่อนกำหนดแต่ตอนนี้ท่านอ๋องทรงทราบเื่เสียแล้วทำให้นางไม่กล้าทำสิ่งที่คิดไว้
“เอาเถิดหากท่านอ๋องประทานนางให้เป็คนในจวนสกุลหวางอย่างน้อยองค์ชายรองก็ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายได้” พระชายาฟางซินคิดในแง่ดี
“แต่ว่า...” นางกำนัลสาวเอ่ยคำสั้นๆออกมา
“ยังมีเื่อันใดอีกเ้าเล่ามาให้หมด”
“หม่อมฉันได้ยินองค์ชายรองกล่าวถึงเื่นี้กับขันทีดูเหมือนองค์ชายรองก็สนใจนางเช่นกัน”
“อะไรนะ องค์ชายรองก็ทรงทราบเื่งั้นรึ?”
“เพคะองค์ชายรองก็เข้าเฝ้าท่านอ๋องหลังจากที่ท่านแม่ทัพออกจากห้องทรงงาน”
แน่นอนว่าพระชายาอยากรู้ว่าองค์ชายรองได้พูดสิ่งใดกับท่านอ๋องแต่นางกำนัลก็ไม่อาจรู้ได้เพราะองค์ชายรองให้ขันทีคนสนิทเป็ผู้เข้าถวายการรับใช้เพียงคนเดียวเท่านั้น
“หากองค์ชายรองกล้าที่จะเอ่ยขอตัวนางต่อหน้าผู้เข้าร่วมพิธีที่มีตั้งมากมายข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”
ท่าทางที่นิ่งสงบมาพักใหญ่เปลี่ยนเป็เกรี้ยวกราดอย่างเห็นได้ชัดจนนางกำนัลซูปี้ที่ยืนข้างกายมาตลอดหันไปทูลบางอย่างที่ทำให้พระชายานิ่งสงบลงอีกครั้ง
บ่ายวันนั้นเสี่ยวถิงเพื่อนร่วมห้องของเหม่ยหลินถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าพระชายา หญิงสาวทั้งรู้สึกใและแปลกใจในคำสั่งของพระชายาเป็อย่างมาก
“จะให้หม่อมฉันสลับตัวกับเหม่ยหลิน...จะเป็ไปได้หรือเพคะ!”
“เื่ที่ข้าสั่งย่อมมีทางเป็ไปได้หากเื่นี้สำเร็จ นอกจากเ้าจะได้ของกำนัลมากมายจากข้าแล้วท่านอ๋องจะประทานตัวเ้าให้คอยรับใช้ใกล้ชิดท่านแม่ทัพหวางชุนเทียนในจวนสกุลหวางไม่ดีหรือ?”
“แต่ว่าท่านแม่ทัพหวางจะเชื่อได้อย่างไรว่าหม่อมฉันคือเหม่ยหลิน”
พระชายาหันไปมองหน้านางกำนัลซูปี้ให้เป็ผู้อธิบายในสิ่งที่เสี่ยวถิงกังวลใจ
“เท่าที่ข้ารู้มาแม่ทัพหวางเคยเห็นหน้าเหม่ยหลินเพียงครั้งเดียวหากเ้าเปลี่ยนทรงผมและแต่งกายให้คล้ายนางมากที่สุดแถมยังมีสิ่งยืนยันตัวตนว่าเป็เหม่ยหลินย่อมหลอกตาท่านแม่ทัพและทุกคนได้”
“สิ่งยืนยันตัวตันคืออะไรหรือเ้าคะ” เสี่ยวถิงหน้านิ่วคิ้วขมวดหันไปถามนางกำนัลซูปี้นึกไม่ออกว่าจะทำให้แม่ทัพเชื่อได้อย่างไร
“ตราหยกสัญลักษณ์ของแม่ทัพหวางชุนเทียนอย่างไรเล่า”นางกำนัลผู้นี้แอบรู้มาว่าเหม่ยหลินพกตราหยกสำคัญติดตัวไว้ตลอดเวลาจึงคิดแผนการสลับตัวอันแยบยลนี้ขึ้นมา
“หมายความว่า จะให้ข้าขโมยตราหยกของเหม่ยหลินหรือเ้าคะ!” นางเบิกตากว้างนึกขึ้นได้ทันทีตราหยกที่กล่าวถึงเป็ชิ้นเดียวกับที่ได้เห็นในคืนนั้นเป็แน่
พระชายาฟางซินหัวเราะเบาๆ “ถูกต้องแล้วเสี่ยวถิง...คนฉลาดเยี่ยงเ้าข้าคิดว่าคงเอาตัวรอดได้ไม่ยาก”
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” เสี่ยวถิงตอบรับพระชายาด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ตอนนี้นางเริ่มเข้าใจแล้วว่าโอกาสที่จะเป็หญิงชั้นสูงในจวนของบุรุษที่สูงศักดิ์ไม่ได้มีเพียงการเป็เครื่องบรรณาการที่แคว้นม่งอู๋เท่านั้นเพราะหญิงต่างแคว้นเช่นนางก็คงเป็ได้เพียงอนุของชนชั้นสูงในจวนใดจวนหนึ่งแต่ในเมื่อมีโอกาสได้เป็ฮูหยินเอกของแม่ทัพหนุ่มที่ยังโสดเหตุใดต้องรีรอให้โอกาสนี้หลุดลอยไปด้วยเล่า!
แม้ว่าแผนการอันแยบยลที่สร้างขึ้นนี้ดูเหมือนจะสำเร็จได้ไม่ยากแต่ในวังหลวงยังมีอีกผู้หนึ่งที่ยืนยันตัวตนของหญิงนามว่าเหม่ยหลิน เขาคนนั้นคือจิตรกรหลวงซุนถงฉี…
ในค่ำคืนที่แสนสงบ ชายชุดดำลอบเข้ามาภายในเรือนของซุนถงฉีสิ่งที่ชายผู้นั้นกระทำต่อซุนถงฉีคือการพ่นผงพิษใส่ที่ใบหน้าจนทำให้จิตรกรวัยกลางคนได้รับาเ็ที่ดวงตา
เช้าวันต่อมา ภรรยาของซุนถงฉีได้แต่คอยปลอบใจอยู่ข้างๆนางรับยาจากหมอและเดินไปส่งที่หน้าประตูบ้าน ปล่อยให้สามีนั่งอยู่เงียบๆที่โต๊ะกลางบ้านซุนถงฉีได้แต่คิดถึงคำพูดของหมอที่ได้รักษาอาการของเขาในวันนี้
“ผงพิษชนิดนี้มิได้มีพิษร้ายแรง ท่านต้องกินยารักษาอาการนี้อีกประมาณหนึ่งเดือนข้ารับรองว่าดวงตาของท่านจะกลับมามองเห็นได้ใหม่อีกครั้งอย่างแน่นอน”
“หนึ่งเดือน!หากข้าหายไม่ทันวันพิธี แล้วจะเป็พยานให้หญิงผู้นั้นได้อย่างไร”
ซุนถงฉียกมือััผ้าสีขาวพันรอบดวงตาด้วยความรู้สึกสับสนเหตุใดจึงมีคนร้ายลอบเข้ามาทำร้ายเขาถึงในเรือนเช่นนี้!
อยู่ๆวันนี้นางกำนัลซูปี้ก็อนุญาตให้หญิงสาวทุกคนไปเที่ยวในตัวเมืองหลวงได้ เหม่ยหลินที่เตรียมตัวเสร็จนานแล้วมองเสี่ยวถิงในชุดสวยหวานนั่งหวีผมอยู่หน้ากระจกการแต่งหน้าแต่งตัวของเสี่ยวถิงแตกต่างไปจากทุกวันจนเหม่ยหลินแปลกใจปกติแล้วนางชอบทำให้ตัวเองเป็จุดเด่นด้วยเสื้อผ้าสีสดกับทรงผมม้วนไปม้วนมา ไหนจะปิ่นปักผมราคาแพงส่วนใบหน้าก็มักฉาบด้วยเครื่องประทินโฉมมากมายอยู่เสมอ แต่ขณะนี้เครื่องประทินโฉมบนใบหน้าดูเบาบางลงริมฝีปากจากที่เคยทาบด้วยชาดสีแดงสด กลับเปลี่ยนใช้สีชมพูอมส้มจนเหมือนกลายเป็คนละคนอดคิดไม่ได้ว่าแต่งตัวแบบนี้ก็สวยดีหรอกนะแต่รู้สึกดูไม่เหมาะกับนางเลย
“มีเื่อะไรน่าขันงั้นรึข้าดูไม่งามหรืออย่างไร”
“รูปลักษณ์ในวันนี้เหมือนไม่ใช่เ้าเลยปกติข้าเห็นว่าเ้าแต่งตัวเปรี้ยวเซ็กซี่กว่านี้มาก”
“เปรี้ยวเซ็กซี่?” เสี่ยวถิงได้แต่มองหน้าเหม่ยหลินแบบงงๆ “เ้าหาว่าข้าน่ารังเกียจเช่นนั้นรึ!”
“เปล่านะ” หญิงสาวส่ายหน้าดิก“ข้าหมายถึงปกติเ้ามักจะแต่งกายสวยน่ามองต่างหาก”
“ฮึๆ หากหมายความเช่นนั้นจริง ก็เป็อย่างที่เ้าว่า”เสี่ยวถิงที่หลงในความงามของตัวเองเห็นด้วยในคำกล่าวนั้น
สายตามองค้อนเมื่อสักครู่หันกลับมามองตัวเองในกระจกอีกครั้งพลันคิดว่าการแต่งกายให้คล้ายกับเหม่ยหลินดูน่าเบื่อเกินไปสำหรับเสี่ยวถิง ทุกสิ่งบนร่างกายช่างไม่เหมาะกับตนเองเสียเลยนางต้องทนกับใบหน้าจืดชืด เครื่องประดับติดกายก็มีเพียงไม่กี่ชิ้น เสื้อผ้าสีไม่สดสวยทั้งหมดนี้ก็เพื่อแผนการใหญ่ที่จะดำเนินไปในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
“เอาล่ะ รีบออกไปกันเถิด”เสี่ยวถิงหันมาออกปากเร่งเร้า
หางตาของนางมองบริเวณผ้ามัดเอวของร่างที่เดินนำหน้าก้าวออกจากห้องไปก่อนนางคาดหวังว่าจะขโมยตราหยกที่เหม่ยหลินพกติดตัวตลอดเวลานั้นให้จงได้!
บนถนนกลางเมืองหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมาย เหม่ยหลินและเสี่ยวถิงอยู่ท่ามกลางร้านค้าสองข้างทางที่ทอดยาวพ่อค้าแม่ค้าแต่ละฝั่งต่างออกปากเชิญชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้าของตนเองแม้ดูชุลมุนวุ่นวายแต่บรรยากาศช่างดูตื่นตาตื่นใจสำหรับหญิงสาวยุคดิจิตอลอย่างเหม่ยหลินหญิงสาวเดินหยิบจับข้าวของแปลกตาเ่าั้อย่างเพลิดเพลิน
เสี่ยวถิงยุยงให้เหม่ยหลินซื้อของมากมายจนมือทั้งสองข้างของหญิงสาวไม่ว่างอีกต่อไป
“พอแล้วนะเสี่ยวถิงข้าถือไม่ไหวแล้ว”
“ซื้อไปเถิดข้าเห็นว่าเ้าไม่ค่อยมีข้าวของเครื่องใช้ติดตัวมาเลย เดี๋ยวข้าช่วยถือเอง”
ในขณะที่ทั้งสองยืนอยู่หน้าร้านขายเครื่องประดับอยู่ๆก็มีหญิงชายท่าทางแปลกๆสองคนเดินมาชนเหม่ยหลินเข้าอย่างจังจนข้าวของกระจายตกพื้นหญิงสาวมัวแต่ก้มเก็บข้าวของจนไม่ทันระวังว่ามีมือของมิจฉาชีพหญิงล้วงหยิบตราหยกที่อยู่ในผ้าคาดเอวของเธอ
“เอ๊ะ!อะไรกันเนี่ย...ขโมยของงั้นรึ” เหม่ยหลินคว้ามือหญิงผู้นี้ไว้แต่ก็ไม่ทันกับที่ของตราหยกได้ถูกสลับมือไปสู่มิจฉาชีพชายที่มาด้วยกันเรียบร้อยแล้ว
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เอาของๆข้าคืนมา!”หญิงสาวะโขึ้นมาเมื่อเห็นชายผู้นั้นวิ่งหนีเตลิดไปอย่างรวดเร็ว
“เหม่ยหลินอย่าตามไปเลยอันตรายเกินไป” เสี่ยวถิงรั้งเหม่ยหลินที่พยายามลุกขึ้นวิ่งตามแต่เหม่ยหลินกลับปัดมือนางออกแล้ววิ่งตามขโมยไปโดยไม่สนใจเสี่ยวถิงที่ลอบยิ้มอย่างสะใจนางคิดว่าอย่างไงก็ตามไม่ทันหรอก!
เหตุการณ์ชุลมุนที่หน้าร้านขายเครื่องประดับรวมทั้งเสียงะโของหญิงสาวดังลอดเข้าไปภายในรถม้าของแม่ทัพหวางชุนเทียนปกติเขาจะไม่เลือกเส้นทางนี้เป็ทางกลับจวนเพราะเห็นว่าบนถนนจะพลุกพล่านเกินไปแต่วันนี้มีความรู้สึกบางอย่าง อยู่ๆเขาอยากทำในสิ่งที่แตกต่างกว่าทุกวัน
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น เสียงดังเอะอะนั้นคืออะไร” แม่ทัพหนุ่มถามผู้บังคับรถม้าอยู่ภายนอก
“ได้ยินว่ามีขโมยขอรับ ดูเหมือนกำลังวิ่งมาทางนี้แล้วขอรับ”
หวางชุนเทียนเปิดหน้าต่างด้านข้างเพื่อมองดูเหตุการณ์ภายนอกเขาชะโงกหน้าออกจากตัวรถจนได้เห็นชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นมุ่งหน้ามายังทิศทางนี้จริงดังที่ผู้บังคับรถม้าบอกแต่ก่อนที่จะถึงตำแหน่งที่ตัวรถม้าเคลื่อนอยู่ ร่างนั้นกลับเลี้ยวเข้าไปในถนนเส้นเล็กที่ขนาบข้างด้วยกำแพงสูง
แต่ยังเห็นว่ามีร่างหญิงสาวเ้าของเสียงเอะอะนั้นวิ่งตามใกล้เข้ามาอีกหนึ่งคน
ดวงตาของหวางชุนเทียนเบิกกว้างหลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของนางชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งร่างนั้นเลี้ยวเข้าไปยังถนนเส้นเดียวกันกับขโมย
“หยุดรถเดี๋ยวนี้!” ร่างสูงใหญ่ลุกจากที่นั่งเปิดผ้าหน้ารถแล้วพุ่งตัวออกจากรถม้าทันที
เหม่ยหลินวิ่งเลี้ยวเข้ามาสู่ถนนเส้นเล็กและแคบเพื่อตามขโมยผู้นั้นแม้จะเหลือบเห็นกองไม้วางซ้อนอย่างไม่เป็ระเบียบอยู่ข้างกำแพงจวนจะถล่มลงมาแต่สายตาของเธอตอนนี้สนใจและเพ่งมองร่างของขโมยที่อยู่ไกลออกไปทุกทีมากกว่าหญิงสาวมุ่งมั่นจะวิ่งตามจับชายผู้นั้นให้ได้จึงไม่ทันระวัง เท้าของเธอสะดุดกับไม้ท่อนยาวที่วางอยู่กับพื้นปลายไม้ท่อนนั้นเคลื่อนไปสะกิดไม้มากมายที่วางขนานก่อตัวสูงอยู่ข้างกำแพงจนกองไม้้าไหวตัวยวบยาบ
เมื่อไม้ทำท่าจะเทลงมาสู่เบื้องล่างหญิงสาวใสุดขีด ได้แต่ยืนขาแข็งไม่อาจก้าวขาต่อไปได้
“ว้าย!!.....” เสียงกรีดร้องแหลมเล็กดังขึ้น
เพียงชั่วพริบตาก่อนที่เศษไม้หลายชิ้นจะร่วงหล่นมาทับร่างหญิงสาวบุรุษที่วิ่งเข้าประชิดด้านหลังได้รั้งร่างบางกระชากเข้าสู่อ้อมกอดของเขาได้ทันท่วงที
“โครม!!....” เหม่ยหลินตัวเกร็งหลับตาปี๋ไปชั่วขณะจนกระทั่งสิ้นเสียงความเคลื่อนไหว
“เ้าาเ็หรือไม่” เสียงทุ้มเอ่ยแ่เบาอยู่ข้างใบหูเล็กด้านหลังทำให้หญิงสาวเปิดเปลือกตาขึ้น ภาพตรงหน้าคือกองไม้ที่กลิ้งทับกันอยู่บนพื้นอ้อมกอดจากทางด้านหลังของเ้าของเสียงทุ้มนั้นยังไม่ยอมปล่อย
หวางชุนเทียนเองก็รู้สึกใไม่น้อยไปกว่าเหม่ยหลินเช่นกันหากเขาไม่ตัดสินใจวิ่งตามเข้ามาคว้าตัวหญิงสาวไว้ไม่รู้ว่าหญิงผู้นี้จะาเ็จากกองไม้อันตรายนี้มากขนาดไหน
“ปละ...ปล่อยข้าก่อนเถิดเ้าค่ะ ข้าไม่เป็ไรแล้ว…” หญิงสาวเอ่ยขึ้นในขณะที่หัวใจของเธอเต้นรัวด้วยความใใบหน้าก้มต่ำมองดูอ้อมแขนแข็งแรงที่ช่วยรั้งให้เธอพ้นภัย
น้ำเสียงของหญิงสาวทำให้แม่ทัพหนุ่มได้สติเขาคลายอ้อมแขนแล้วผละตัวออกจากร่างบางทันที