แม้การประลองระหว่างแอเรียสและสเวนจะจบลงไปแล้ว แต่เสียงวิจารณ์ของเหล่าผู้คนยังคงไม่จบลง แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ผู้ชนะกลับไม่ได้เป็นที่สนใจเท่ากับผู้ที่พ่ายแพ้เสียงพูดคุยและสายตาของผู้คนต่างมุ่งเป้าไปที่สเวน การที่เผ่าลูกครึ่งอสูรสามารถเข้าร่วมการประลองนั้นนับเป็นเรื่องที่เหล่าผู้คนไม่ยอมรับนัก
“ นี่มันผิดกฎการประลองไม่ใช่รึไง เหตุใดพวกลูกครึ่งอสูรจึงมาเข้าร่วมการประลองได้ล่ะ?! หากไม่ใช่เพราะมันเป็นสัตว์อสูรที่ชั่วร้ายลูกชายข้าก็คงไม่พ่ายแพ้ให้กับมัน ถึงยังไงข้าไม่ยอมรับเรื่องนี้ !! “
เสียงจากหญิงร่างอ้วนคนที่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง สีหน้าของนางในเวลานี้ดูไม่ค่อยน่าดูนัก มือของนางทุบไปกับเก้าอี้ที่นั่งอยู่ด้วยความหงุดหงิด ดูเหมือนว่าลูกชายนางจะเป็นหนึ่งในคนที่เคยพ่ายแพ้ให้กับสเวนจึงทำให้นางเองไม่ค่อยพอใจในเรื่องนี้นัก
“ ข้าก็เห็นด้วย สัตว์อสูรชั้นต่ำไม่ควรที่จะมาเข้าร่วมงานประลองของมนุษย์เช่นนี้!! “
เสียงสมทบจากชายร่างอ้วนอีกหนึ่งคนที่นั่งอยู่ข้างๆผู้หญิงร่างอ้วนที่กำลังทำสีหน้าหงุดหงิดราวกับพึ่งโดนก็อบลินขโมยของรักของหวงไป ความจริงแล้วทั้งสองคนเป็นสามีภรรยากัน เมื่อเห็นช่องทางที่จะทำให้บุตรของพวกมันมีโอกาสได้แก้ตัวในงานประลองใหม่อีกครั้งพวกมันจึงไม่ชักช้าที่จะรีบคว้าโอกาสนั้นเอาไว้ในมือ
แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีส่วนได้เสียในงานประลองเหมือนกับสามีภรรยาคู่นี้แต่ก็มีหลายคนที่เห็นด้วยกับทั้งคู่ ทุกวันนี้แม้จะมีเผ่าลูกครึ่งอสูรปะปนอยู่กับเหล่าผู้คนในเมืองเบอเนียร์และเป็นที่ยอมรับของชาวเมืองบางส่วน แต่สำหรับหลายคนก็ยังไม่ให้การยอมรับในเผ่าลูกครึ่งอสูรนัก เด็กหลายคนถูกสั่งสอนจากบิดามาราดามาว่าเผ่าลูกครึ่งอสูรนั้นถือกำเนิดมาจากหญิงสาวที่หลงเดินทางไปในศาสตร์เวทมนตร์อันชั่วร้ายที่สมสู่กับปีศาจร้ายจนกำเนิดเป็นเผ่าลูกครึ่งอสูรขึ้นมา บ้างก็ว่าเผ่าลูกครึ่งอสูรคือสัตว์อสูรเป็นเพียงสัตว์ป่าที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ก็เพียงเท่านั้น การที่เผ่าลูกครึ่งอสูรมาเข้าร่วมการประลองเช่นนี้เลยทำให้หลายคนรู้สึกไม่พอใจนัก
“ เงียบเสียงลงได้แล้ว! “
เสียงทุ้มดังมาจากด้านหนึ่งที่นั่งชมการประลอง แม้จะไม่ใช่การตะโกนแต่มันกลับดังมากพอที่จะทำให้ทุกคนได้ยิน เสียงนั้นแฝงออกมาด้วยพลังเวทจางๆที่สามารถสัมผัสถึงระดับพลังของผู้เปล่งวาจาได้ว่ามันเป็นระดับที่มากพอจะสะกดข่มทุกคนในที่นี้ลงได้ ทุกสายตาต่างจ้องมองไปยังที่มาของเสียงนั้นเป็นตาเดียวกัน
“ เรื่องของสเวนที่เป็นลูกครึ่งอสูรนั้น ข้าพิจารณาดูแล้วไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรในเมื่อเขาก็ถือเป็นชาวเมืองเบอเนียร์คนหนึ่ง และข้าขอประกาศว่านับแต่นี้เป็นต้นไปเผ่าลูกครึ่งอสูรทุกคนในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้สามารถเข้าร่วมงานประลองที่ตระกูลฮาร์เกนจัดขึ้นได้ ..หากผู้ใดยังมีเรื่องขัดข้องใจก็จงกล่าวขึ้นมา “
เสียงนั้นหาใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเสียงที่ดังมาจากดยุคโคเว่นนั่นเอง ในเมื่อตระกูลฮาร์เกนเป็นเจ้าภาพจัดงานประลองนี้ขึ้นมาดยุคโคเว่นจึงเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในเรื่องกฎของงานประลอง คำประกาศของดยุคโคเว่นสร้างเสียงฮือฮาได้พอสมควร เพราะต่อไปก็คงจะมีลูกครึ่งอสูรคนอื่นที่สมัครเข้าร่วมการประลองอย่างแน่นอน และครั้งหน้าพวกเขาคงไม่ต้องปกปิดตัวตนอีกต่อไป
แม้จะยังมีเสียงบ่นพึมพำจากบางคนที่ค่อยถูกใจกับเรื่องที่ดยุคโคเว่นประกาศออกมานัก หลายคนรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยยุติธรรม หลายคนก็ไม่ค่อยพอใจที่ลูกครึ่งอสูรมีสิทธิเท่าเทียมกับมนุษย์ แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะเอ่ยปากคัดค้านออกไป ในที่สุดบรรยากาศงานประลองก็กลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
“ พวกมนุษย์นี่มันช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่ารังเกียจไม่มีเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ดูถูกเผ่าพันธุ์อื่นว่าต้อยต่ำกว่าแล้วตีค่าตัวเองไว้สูงส่ง สุดท้ายก็ไม่ต่างจากเหล่าแมลงไร้ค่า ไปกันเถอะแอนซิล "
เสียงเล็กๆที่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาจากหญิงสาวคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเขียวเข้ม นางปกปิดใบหน้าเอาไว้ด้วยฮู้ดคลุมศีรษะทำให้ไม่อาจจะมองเห็นใบหน้าของนางได้ชัดเจนนัก สายตาของนางกวาดมองไปยังเหล่าผู้คนรอบๆด้วยความชิงชังก่อนที่จะลุกยืนขึ้นด้วยสีหน้าที่ไม่พอใจนัก
“ เจ้าจะไม่อยู่ดูงานประลองให้จบรึ ไหนว่าเจ้าหนูนั่นดูน่าสนใจดียังไงล่ะ “
เสียงทุ้มต่ำดังมาจากชายร่างสูงที่ถูกเรียกว่าแอนซิล เขาสวมเสื้อคลุมสีเขียวเข้มเช่นกันกับหญิงสาว ใบหน้าของชายผู้นี้ถูกปกปิดเอาไว้ด้วยฮู้ดคลุมศีรษะเช่นเดียวกันกับหญิงหญิงที่พึ่งลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ ข้าดูมามากจนเกินพอแล้ว ดูความน่ารังเกียจและความโสมมของเหล่าพวกมนุษย์โสโครกเหล่านี้ รีบไปกันเถอะยังมีภารกิจที่พวกเราต้องไปทำอยู่ ข้าไม่อยากจะพลั้งมือสังหารพวกมันก่อนที่วันนั้นจะมาถึง“
นางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดก่อนที่จะเดินจากไปโดยไม่ได้หันหน้ามามองแอนซิลอีก ชายร่างสูงได้แต่ส่ายหัวพร้อมถอนหายใจออกมาแล้วรีบเดินติดตามนางไป
หลังจากทั้งสองเดินหายลับออกไปแล้ว ความวุ่นวายเล็กๆก็เริ่มเกิดขึ้น หลายคนที่นั่งอยู่บริเวณนั้นกลับจ้องมองรอบข้างด้วยความสับสน หลายคนคล้ายกับคนที่พึ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาในยามเช้า และมีบางคนที่ยังคงตกอยู่ในภวังค์สายตามองไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอยราวกับสติของมันไม่ได้มีอยู่เลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนเวลานี้จะมีสายลมอันดำมืดได้พัดผ่านเข้ามาในเมืองเบอเนียร์แห่งนี้เสียแล้ว
ณ เวทีประลอง การประลองคู่ต่อเป็นการต่อสู้ระหว่างสเวนและลูเซียส การต่อสู้เป็นไปด้วยความดุเดือด การประลองความรวดเร็วระหว่างลูกครึ่งอสูรหมาป่ากับผู้ใช้เวทวายุต่างเป็นไปด้วยความสู่สี เสียงคมดาบที่ปะทะกันดังอยู่บนเวทีประลอง แต่ดูเหมือนด้วยความต่างชั้นของอาวุธในมือจะเป็นตัวแปรสำคัญในการต่อสู้ ทุกครั้งที่ปะทะกันใบดาบของสเวนกลับเกิดรอยร้าวขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็ถึงจุดที่สเวนเพลี่ยงพล้ำเมื่อดาบในมือของเขาถูกฟันจนหักลง
“ เจ้าแพ้แล้ว “
ลูเซียสเอ่ยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเล็กๆอย่างผู้มีชัย คมดาบสีเงินจ่อไปทีลำคอของสเวน สุดท้ายชัยชนะก็ตกอยู่ในมือของลูเซียส มัลเลอร์
ตอนนี้ลูเซียสคือผู้ที่ครอบครองสถิติเช่นเดียวกับแอเรียส เขาคือผู้ที่ยังไม่เคยได้รับความพ่ายแพ้แม้แต่ครั้งเดียวเลยในงานประลองครั้งนี้ ความจริงแล้วด้วยการที่เขาเอาชนะศัตรูติดต่อกันมาโดยตลอดเช่นนี้ เขาควรจะเป็นดวงดาวที่โดดเด่นในงานประลองครั้งนี้ แต่ดูเหมือนแสงของดวงดาวดวงนี้จะถูกกลบทับด้วยแสงอันเจิดจ้าของแอเรียสไปเสียแล้ว แม้จะรู้สึกขัดใจอยู่เล็กๆแต่ลูเซียสก็กลับไม่ได้โกรธเคืองใดๆเลยแม้แต่น้อย ในหัวของเขากลับมีแต่ความรู้สึกตื่นเต้นเสียมากกว่า ลูเซียสนั้นแม้จะมีนิสัยรักในความสนุกแต่เขาก็ชื่นชอบในศาสตร์แห่งการต่อสู้เช่นกัน แม้หลายคนจะมองว่าเขาเป็นเพียงคุณชายเจ้าสำราญที่เอาแต่เล่นสนุกกับอิสตรีไปวันๆแต่ความจริงแล้วเขากลับฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เบื้องหลังความแข็งแกร่งและชื่อเสียงของเขานั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแต่อย่างใด
ในที่สุดการประลองที่ผู้คนต่างรอคอยก็มาถึง นี่เป็นการต่อสู้ที่จะตัดสินว่าใครจะเป็นที่หนึ่งในงานประลองครั้งนี้ ทั้งแอเรียสและลูเซียสต่างเป็นผู้ที่ครอบครองสถิติที่ไม่เคยพ่ายแพ้ให้กับใครมาก่อนในงานประลองในครั้งนี้ และนี่จะเป็นศึกตัดสินว่าใครกันแน่จะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง
เสียงให้กำลังใจของเหล่าผู้ชมรอบงานประลองต่างดังกระหึ่มกึกก้องไปทั่วงานประลอง มันดังจนแทบจะกลบเสียงของร็อกโก้ที่ประกาศขานชื่อของแอเรียสและลูเซียสไปเลยด้วยซ้ำ เสียงตะโกนระหว่างผู้ที่ชื่นชอบแอเรียสและฝั่งผู้ที่ชื่นชอบลูเซียสต่างส่งเสียงดังแข่งกันราวกับพวกมันลงไปแข่งขันด้วยตนเองเลยก็ว่าได้ หลายคนเริ่มมีการพนันขันต่อกันเกิดขึ้น
“ เจ้าอยากจะพักสักครู่หรือไม่ เจ้าพึ่งสู้มาใหม่ๆข้าไม่อยากจะเอาเปรียบ “
แอเรียสเอ่ยขณะจ้องมองไปยังใบหน้าของลูเซียสที่มีเหงื่อหยดเล็กๆติดอยู่บนใบหน้าอันงดงามราวอิสตรีนั่น เพียงมองดูก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายยังเหน็ดเหนื่อยกับการต่อสู้เมื่อครู่ที่ผ่านมา เขาเองไม่อยากจะได้ชื่อว่าเอาเปรียบผู้อื่นจนมากเกินไป
“ ขอบคุณสำหรับน้ำใจ ถ้าเช่นนั้นข้าขอเวลาสักครู่ก็แล้วกัน “
ลูเซียสยิ้มรับในความมีน้ำใจของแอเรียสก่อนเริ่มฟื้นฟูพลังเวทในร่าง แม้ภายนอกจะดูผ่อนคลายแต่ภายในใจก็หาได้มีความประมาทใดๆไม่ สายตาของเขายังคงสอดส่องไปยังแอเรียสอย่างไม่ค่อยไว้ใจนัก เขาไม่ได้เหมือนกับอามันโด้ที่จะต่อสู้โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง การต่อสู้กับคนที่มีระดับพลังเหนือกว่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และหากต่อสู้แบบไม่คิดหน้าคิดหลังก็คงจะตกอยู่ในความพ่ายแพ้แบบไม่ต้องสงสัย เขาเองไม่รู้ว่าแอเรียสจะซุกซ่อนแผนการอะไรไว้บ้างรึเปล่า
หลังจากผ่านไปไม่ถึงห้านาทีในที่สุดลูเซียสก็ค่อยลุกยืนขึ้น พลังเวทในร่างฟื้นฟูกลับมาจนเกือบจะคล้ายในยามปกติแล้ว เขาจ้องมองไปทางแอเรียสด้วยความสงสัยเล็กๆ ความจริงแล้วเขาค่อนข้างรู้สึกเหมือนเคยพบเจอกับแอเรียสอยู่ที่ไหนมาก่อน นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขารู้สึกสนใจในตัวแอเรียส เพียงแต่เขากลับนึกไม่ออกว่าเคยพบเจอแอเรียสมาจากที่ไหน แต่หากเขารู้ว่าแอเรียสคือเด็กหนุ่มคนเดียวกันกับที่เคยหาเรื่องคาซัสด้วยการประมูลดาบอสูรมายาแข่งกับคาซัสไปแบบไม่ไว้หน้าคงสร้างความตกตะลึงให้กับเขาไม่น้อย
“ มองหน้าข้าทำไมรึ หรือว่าเจ้าอยากจะขอเวลาพักอีกสักครู่ ถ้าเช่นนั้นก็เชิญเลยตามสบายเวลาข้ามีเหลือเฟือ“
แอเรียสที่เห็นลูเซียสจ้องมองมาทางเขาจึงเข้าใจผิดว่าลูเซียสอยากจะพักต่ออีกสักครู่ เขาผายมือออกราวกับบอกแก่ลูเซียสว่าสามารถพักผ่อนอีกได้ตามใจเลย
เมื่อร็อกโก้ได้ยินคำพูดของแอเรียสเขาก็จ้องเขม็งไปทางแอเรียสด้วยดวงตาข้างเดียวดวงนั้น เขาแทบอยากจะจับแอเรียสโยนลงมาจากเวทีประลองให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยด้วยซ้ำ ‘ เวลาเหลือเฟือบิดาเจ้าสิ นี่งานประลองนะไม่ใช่ห้องนอนพวกเจ้านะที่จะมาเชื้อเชิญให้ผู้อื่นพักผ่อนได้ตามสบาย‘
“ ไม่ใช่หรอกเพียงแต่ข้ารู้สึกคุ้นหน้าเจ้าก็เพียงเท่านั้น จริงสิ..เจ้าช่วยรับฟังคำขอของข้าหน่อยจะได้หรือไม่? “
ลูเซียสเอ่ยตอบ
“ คำขออะไร หากจะให้ข้าช่วยออมมือให้เจ้าก็คงไม่มีปัญหาอะไรเพราะข้าเองก็ไม่ได้เอาจริงอยู่แล้ว“
แอเรียสเอ่ยตอบพร้อมยิ้มเล็กๆที่มุมปาก
“ เปล่าหรอก ข้าเองอยากจะขอให้เจ้าเอาจริงโดยการใช้อาวุธในการต่อสู้กับข้าก็เพียงเท่านั้น“
ลูเซียสเอ่ยตอบอีกครั้ง ดูเหมือนคำตอบของลูเซียสดูเหมือนจะสร้างความแปลกใจให้กับแอเรียสอยู่เล็กน้อย หากให้เลือกต่อสู้ระหว่างศัตรูที่ไร้อาวุธกับศัตรูที่ถืออาวุธอยู่ในมือ คำตอบของคนส่วนใหญ่ก็คงไม่พ้นเลือกต่อสู้กับศัตรูที่ไร้อาวุธ แต่ดูเหมือนคำตอบของเด็กหนุ่มตรงหน้าแอเรียสจะแตกต่างออกไป
“ ในเมื่อเจ้าต้องการเช่นนั้นก็ย่อมได้ ..แต่เจ้าเองก็ช่วยถอดแหวนที่เจ้าสวมใส่อยู่ออกได้หรือไม่“
แอเรียสนำมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ ก่อนจะยิ้มที่มุมปากอย่างมีเจ้าเล่ห์แล้วหันไปมองที่นิ้วชี้ข้างขวาของลูเซียสที่สวมใส่แหวนโลหะวงหนึ่งเอาไว้