ตอนที่ 9 พันธะสัญญาเสร็จสมบูรณ์
เวลา 15.20 น. แสงแดดเริ่มคล้อยต่ำลงทุกที หัวหน้าทีมกู้ภัยไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่าอีกต่อไป เขารีบออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“เราไม่มีเวลาแล้ว แดดจะหมดเสียก่อน! แบ่งกำลังเป็สองทีมทันที ทีมละสองคน ผูกเชือกเซฟตี้ขั้นสูงสุด ทีมหนึ่งเข้าโพรงล่างที่มีกระแสน้ำไหลทะลัก ทีมสองเข้าถ้ำใต้น้ำ้า ลุย!”
นักประดาน้ำทั้งสี่ชีวิตรับคำสั่งและดำดิ่งกลับลงไปทันที ร่างของพวกเขาแทรกตัวผ่านม่านสาหร่ายและกองหินที่เพิ่งถูกทลายออก ก่อนจะแยกย้ายกันก้าวเข้าสู่ปากทางเข้าลึกลับทั้งสองช่องทาง แสงจากไฟฉายใต้น้ำส่องสว่างแหวกความมืดมิดคืบคลานลึกเข้าไปตามเส้นทางคดเคี้ยวอย่างเชื่องช้า
ในเวลาเดียวกัน ภายในภวังค์จิตสำนึกอันอบอุ่นและเงียบสงัด
ริวยังคงยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดหลังจากภาพมายาสามมิติของโลกโบราณสลายไป คำพูดสุดท้ายของชายปีกสี่ข้างที่บอกว่าให้เขาหาคำตอบเื่การล่มสลายใน “โลกอันต่ำต้อย” ใบนี้ยังคงวนเวียนอยู่ ในหัวของเด็กชายวัยสิบขวบเริ่มกลับมาประมวลผลอย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง แม้จะยังมึนงงกับเื่เผ่าพันธุ์เทพหรือปีศาจ แต่ไหวพริบประสาเด็กฉลาดเกินวัยทำให้เขานึกขึ้นมาได้ว่าเขายังไม่รู้จักชื่อของบุคคลตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ
“เออ... คือว่า” ริวยกมือเกาหัวแกรก พลางมองสบตาคู่คมเฉยชาคู่ตระการตานั้น
“คุยกันตั้งนานแล้ว คุณบอกว่าคุณไม่ใช่คนบนโลกนี้ แต่คุณยังไม่ได้บอกผมเลยนะว่าคุณชื่ออะไร? จะให้ผมเรียกคุณว่ายังไงล่ะครับ?”
ชายปีกสี่ข้างทอดสายตามองลงมายังเด็กชาย ท่าทางทะนงตนและหยิ่งยโสฉายชัดผ่านแผ่นหลังที่เหยียดตรงและปีกที่ขยับไหวเบาๆ เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิทและตรงไปตรงมาไม่มีอ้อมค้อม
“นามของข้าคือ แอสเทริออน”
ริวเลิกคิ้วขึ้นทันทีเมื่อได้ยิน เด็กชายขมวดคิ้วมุ่นพลางบ่นพึมพำออกมาอย่างไม่เกรงใจตามประสาเด็ก “แอส-เท-ริ-ออน... โห ชื่อคุณเรียกยากจัง ยาวเกินไปด้วย ยุคปี 2000 ไม่มีใครเขาเรียกชื่อยาวแบบนี้หรอกครับ เอาเป็ว่าผมขอเรียกคุณสั้นๆ ว่า ‘แอส’ ก็แล้วกันนะ ง่ายดี!”
คำพูดล้อเลียนแถมยังตัดย่อชื่ออันศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพันธุ์เทพชั้นสูงทำเอาใบหน้าเฉยชาของแอสเทเรียนกระตุกขึ้นมาเล็กน้อย แววตาดุจริ้วแสงสีทองหรี่ลงด้วยความหยิ่งทะนง
“เ้าเด็กต่ำต้อย... นามของข้าคือแอสเทริออน เ้าไม่มีสิทธิ์มา—”
ทว่าก่อนที่เทพหนุ่มผู้ไร้กายเนื้อจะทันได้สั่งสอนความสามหาวของเด็กชาย ร่างของเขากลับชะงักกึก ปีกทั้งสี่ข้างกางพรวดออกทันที แววตาที่เคยเฉยชาแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด ดวงจิตของเขาััได้ถึงแรงสั่นะเืของคลื่นความร้อนและแสงไฟฉายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ร่างจริงของริวที่นอนสลบไสลอยู่ภายนอกโพรงถ้ำ
“หมดเวลาล้อเล่นแล้ว เ้าหนู” แอสเทริออนเอ่ยเสียงเข้ม แผ่ไอพลังงานกดดันจนภวังค์รอบด้านเริ่มตึงเครียด
“ข้าััได้ถึงสิ่งมีชีวิตภายนอก... มีคนกำลังบุกรุกเข้ามาใกล้ร่างเนื้อของเ้าแล้ว ข้าจะรีบคุยเื่การทำพันธสัญญากับเ้า ณ ตอนนี้!”
เขาลอยตัวต่ำลงมาจนระดับสายตาอยู่ตรงหน้าของริวพอดี แววตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กชาย พร้อมกับเอ่ยถึงกฎตายตัวของการผูกมัดดวงจิตที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
“ฟังให้ดี พันธสัญญาระหว่างข้าและเ้า มีกฎตายตัวอยู่คือ—”
ภวังค์จิตที่เคยว่างเปล่าและมืดมิด บัดนี้กลับอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย ราวกับมีแสงสลัวๆ ส่องประกายจากภายในตัวริวเอง
หลังจากหยอกล้อเรียกชื่อกันพักใหญ่—โดยที่แอสเทริออนทำหน้าเบื่อหน่ายทุกครั้งที่ริวพูดติดตลกว่า “แอส” เหมือนชื่อหมาเพื่อนบ้าน—
บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป แอสเทริออนหยุดพูดกะทันหัน ปีกทั้งสี่ข้างที่เคยขยายแผ่กว้างหุบเข้าหาลำตัวอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมคายหันเหไปทางอื่นราวกับกำลังฟังเสียงที่ริวไม่ได้ยิน
“...มีคนค้นพบทางเข้าแล้ว” ชายปีกขาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“พวกมนุษย์กำลังหาทางลงมา เ้าคงได้อยู่คนเดียวอีกไม่นาน” ริวชะงักเล็กน้อย
“น้าหลิน... ทีมกู้ภัยสินะครับ”
“ถูกต้อง” แอสเทริออนหันกลับมามองเด็กชายตรงหน้า
“ดังนั้นเรามีเวลาไม่มากนัก ก่อนที่เ้าจะถูกดึงออกจากภวังค์นี้ เื่ที่ข้าจะพูดต่อไป—เ้าต้องจำให้ขึ้นใจ”
เขายกมือข้างหนึ่งขึ้น นิ้วเรียวเรียวยาวขีดเป็เส้นแสงสีขาวลอยอยู่ในความมืด ตัวอักษรประหลาดที่ริวอ่านไม่ออกผุดขึ้นเป็แถว
“นี่คือ ‘พันธะสัญญา’ ระหว่างเราสองคน เ้าอาจเรียกว่าข้อตกลงก็ได้”
แอสเทริออนท่องเงื่อนไขด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดุดัน ไม่มีการปรุงแต่ง:
“ฝั่งเ้า—มนุษย์ชื่อริว—ข้าสัญญาดังนี้:
หนึ่ง ข้าจะไม่ควบคุมจิตใจหรือแทรกแซงการกระทำใดๆ ของกายเนื้อและจิติญญาเ้า
สอง ข้าจะไม่ดูดอายุขัยของมนุษย์ผู้เป็กายเนื้อและจิติญญาหลัก
สาม ข้าจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตทุกตัวบนโลกเดิมของข้า หากเ้าพบเข้า”
เขาหยุดไปครู่ ให้ริวซึมซับ ก่อนจะพูดต่อ
“ฝั่งข้า—แอสเทริออน แห่งเผ่าเทพ—เ้ามีหน้าที่ดังนี้:
หนึ่ง สัญญาแห่งมรดก ิญญาต้องเข้ากันได้... เ้าผ่านข้อนี้แล้ว
สอง สัญญาแห่งคำสัตย์ ค้นหาความจริงของการล่มสลายของโลกข้า และต้นตอของเหตุการณ์นั้น
สาม สัญญาแห่งการเติบโต เ้าต้องฝึกฝนพัฒนาตนเองเพื่อปลดผนึกพลังทีละขั้น ที่จริงเ้าใช้ได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์... แต่ร่างกายเ้าตอนนี้รับไม่ไหวแน่นอน จึงต้องค่อยเป็ค่อยไป
สี่ สัญญาแห่งชีวิต หากเ้าใช้พลังเกินขีดจำกัดที่ปลดล็อคแล้ว เ้าจะสูญเสียอายุขัย—ใช้เกินนาทีเ้าก็จะสูญเสียอายุขัย1เดือน”
ริวฟังแล้วขบคิดอย่างหนัก “นาทีละเดือน? แพงมากเลยนะครับ!”
“ก็บอกแล้วว่าให้ใช้เท่าที่ร่างกายรับไหว” แอสเทริออนทำหน้าเบื่อ
“เ้าคิดว่าข้าอยากให้เ้าตายเร็วๆ งั้นหรือ? ถ้าเ้าตาย ข้าก็หายไปด้วย”
เขายื่นมือขวาเข้าหาเด็กชาย ฝ่ามือเรืองแสงสีทองจางๆ
“หากเ้ายอมรับเงื่อนไข... ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรเสียเปรียบเ้าเลย นอกจากเ้าใช้พลังเกินลิมิตเอง... ก็จับมือข้า แล้วเ้าจะได้รับพลังอันยิ่งใหญ่”
ริวมองมือที่ยื่นมา สมองที่ฉลาดเกินวัยทำงานเร็ว
'ถ้าไม่รับ... ก็คงไม่รอดจากถ้ำนี้อยู่ดี แถมสิ่งที่แอสเล่า... โลกอีกใบ สี่เผ่าพันธุ์ า... มันน่าตื่นเต้นจะตายไป'
เด็กชายสูดหายใจลึก ก่อนจะยื่นมือเล็กๆ ของตัวเองไปวางบนฝ่ามือของอดีตเทพ
“ตกลงครับ ผมยอมรับพันธะสัญญานี้”
วิ้งงงงงง!
แสงสีทองขาวพวยพุ่งจากศูนย์กลางฝ่ามือทั้งสอง กระแสพลังงานร้อนแรงแล่นผ่านเส้นเืในร่างของริว ไม่เ็ป—แต่มันร้อนและทรงพลังราวกับไฟที่ถูกสูบเข้าไปเก็บไว้ในแกนกลางจิติญญา
เมื่อแสงจางลง ริวรู้สึกถึง ‘บางอย่าง’ ในหัวของเขา มันไม่ใช่เสียง หรือภาพ แต่มันคือความรู้สึกราวกับมีห้องอีกห้องหนึ่งในสมองที่เคยปิดตาย ถูกไขกุญแจแล้ว
แอสเทริออนถอนมือกลับ ใบหน้าไร้อารมณ์เหมือนเดิม แต่แววตาของเขาดู... ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“เสร็จแล้ว จากนี้เ้ากับข้าต้องพึ่งพากันแล้วนะ” ภายนอกภวังค์ เสียงน้ำถูกกวนอย่างรุนแรง แสงไฟฉายส่องลอดเข้ามาในโพรงถ้ำผ่านทางน้ำ...
“ตื่นได้แล้ว” แอสเทริออนพูดเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะเริ่มเบลอ
“โลกภายนอกกำลังเรียกหาเ้า”
เสียงน้ำกระเพื่อมด้านนอกถ้ำเริ่มเปลี่ยนจังหวะ จากเดิมที่เคยเป็จังหวะสม่ำเสมอ กลับเริ่มแรงขึ้นเป็ระยะ
ร่างของริวที่กำลังจะฟื้นคืนสติ ััได้ถึงความสั่นะเืเบาๆ ที่ก้นหินที่ตนนอนอยู่
“วอค! พบตัวแล้วครับ พบตัวเด็กแล้ว!”
เสียงของนักประดาน้ำคนหนึ่งดังขึ้นอย่างชัดเจนผ่านหน้ากากดำน้ำ เสียงสะท้อนก้องไปทั่วโพรงถ้ำเล็กๆ แสงไฟฉายกำลังสูงสาดส่องไปมา จนในที่สุดก็พุ่งมาหยุดที่ร่างของเด็กชายวัยสิบขวบที่นอนตะแคงอยู่บนแผ่นหินเรียบ
“ริว! เราเจอเขาแล้ว!”
อีกคนรีบว่ายน้ำเข้ามาใกล้ มือที่สวมถุงมือยางค่อยๆ แตะที่ข้อมือของริวเพื่อเช็คชีพจร พร้อมกับกดวิทยุสื่อสารแจ้งข้อมูลขึ้นไปยังเบื้องบนทันที
เบื้องบน ณ ลานหินริมผา
“พบแล้วครับหัวหน้า! เด็กชายริว ยังมีชีพจร! กำลังตรวจสอบอาการเบื้องต้น!”
เสียงประกาศผ่านวิทยุทำเอาทุกคนที่ยืนลุ้นอยู่บนขอบผาต้องเบิกตากว้าง น้าหลินที่กำลังกอดเข่าสั่นด้วยความหวาดกลัวตลอดทั้งคืน สะดุ้งสุดตัวลุกพรวด
“ริว...ริวยังมีชีวิต? ริวยังอยู่! ได้ยินไหม...ได้ยินไหม!” เธอะโด้วยเสียงแหบแห้ง น้ำตาไหลรินเป็ทางโดยไม่รู้ตัว
ชาวบ้านที่มาคอยให้กำลังใจพากันส่งเสียงเฮโล่งอกกันยกใหญ่ บางคนถึงกับยกมือขึ้นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน
หัวหน้าทีมกู้ภัยคว้าวิทยุมาพูดด้วยน้ำเสียงเร่งด่วนทว่าสุขุม
“ทีมหนึ่ง ฟังนะ! ให้ตรวจสอบสัญญาณชีพและอาการาเ็ของเด็กให้ละเอียดก่อน ถ้าสภาพไม่พร้อมห้ามดึงขึ้นมาเด็ดขาด! ขอรายงานสภาพโดยรวมด้วย!”