ยอดมารดาหัวใจทระนง

    ตอนที่ 45 : ไส้กรอก


    ความรักอะไรกันน่ารำคาญ เป็นเพื่อนกันดีๆ ไม่ได้หรือไง? จนตอนนี้หนิงเยี่ยนยังไม่เข้าใจว่าจางเถี่ยจู้ชอบเธอตรงไหน?

     

    เมื่อกลับไปถึงบ้าน หนิงเยี่ยนรีบต้มยาให้อู๋เป่าฉือ ต้มเสร็จก็ยกหน้าที่ให้เจ้าหนูน้อยเป็นคนพาอู๋เป่าฉือกินยา เธอเดินไปที่ลานบ้านเอาเตาปิ้งย่างมาจุดไฟ ตอนนี้ที่บ้านไม่มีถ่านหิน หนิงเยี่ยนจึงใช้ถ่านไม้แทน

     

    ถ่านไม้ทำจากไม้สนที่เก็บมาจากภูเขา เมื่อนำไปจุดไฟก็จะมีกลิ่นจาง ๆ ของไม้สน เหมาะมากที่จะเอามาทำเมนูปิ้งย่าง

     

    เธอนำเนื้อที่หั่นไว้เสียบไม้ไผ่ วางลงไปบนตะแกรงย่าง ทาเครื่องปรุงรสลงไป เมื่อได้กลิ่นเผ็ดที่ไม่ใช่แบบต้นตำรับ หนิงเยี่ยนจึงคิดถึงพริกอีกครั้ง ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกพ่อค้า*ชาวหูจะมีพริกไหม น่าเสียดายที่พ่อค้าชาวหูไม่เข้ามาในเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้

     

    (*ชาวหู’ เป็นคำที่ชาวจีนฮั่น ใช้เรียกอนารยชนทางตอนเหนือแผ่นดินจีนอย่างรวมๆ)

     

    ย่างเนื้อเสียบไม้แล้ว หนิงเยี่ยนเข้าไปหยิบผักในครัวมาเสียบไม้ด้วย แล้ววางลงไปบนตะแกรงย่างพร้อมกับเห็ด จากนั้นเธอจึงเดินเข้าไปดูอู๋เป่าฉือ

     

    อู๋เป่าฉือเจ็บหน้าผากขึ้นมาอีกแล้ว กินอาหารเผ็ดไม่ได้ หนิงเยี่ยนมองหน้าผากของอู๋เป่าฉือ แล้วแอบทอดถอนใจ บ้านเล็ก ๆ ของเธอหลังนี้มีคนป่วยมาไม่เว้นแต่ละวัน

     

    เมื่อตอนข้ามภพมาใหม่ ๆ หน้าผากของเธอเองก็ได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นเป็นสวีชื่อ จากนั้นก็ไปพาลู่หานจางที่ได้รับบาดเจ็บลงมาจากภูเขา ตอนนี้ก็เป็นอู๋เป่าฉือ ที่อู๋หวยซานพลั้งมือตีจนได้รับบาดเจ็บ นอกจากลู่หานจางแล้ว คนอื่นต่างได้รับบาดเจ็บที่หน้าผากทั้งหมด หรือว่าเธอจะมีวาสนากับบาดแผลบนหน้าผากกันนะ?

     

    พอคิดได้แบบนี้ หนิงเยี่ยนเอาสองมือกอดตัวเองไว้แล้วสั่นหงึก ๆ ดูเหมือนว่าเรื่องร้านปิ้งย่างคงต้องล่าช้าลงหน่อย รีบทำหมวกกันน็อกไว้ก่อนจะดีกว่า เพราะดูจากความสัมพันธ์ของตัวอย่างและสถิติแล้ว หนิงเยี่ยนคิดว่าใส่หมวกกันน็อกออกนอกบ้านน่าจะปลอดภัยกว่า

     

    “รีบหายนะ หายเจ็บแล้วค่อยมากินด้วยกัน”

     

    ในมือของเจ้าหนูโหย่วหยูถือเนื้อย่างไว้ 1 ไม้ เขากัดลงไปหนึ่งคำน้ำมันก็ชุ่มปากไปหมด ขณะที่พูดปากก็มันแพล็บ อู๋เป่าฉือไม่พูดอะไร เขากินโจ๊กในชามอย่างเงียบ ๆ

    ......

    ......

     

    ไม่กี่วันต่อมา แผลบนหน้าผากของอู๋เป่าฉือเริ่มตกสะเก็ด ทักษะการปิ้งย่างของหนิงเยี่ยนก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนเฉียนชื่อนั้นแวะมาหาลูกเป็นครั้งคราว พูดกับอู๋เป่าฉือไม่กี่ประโยคก็กลับไป ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอกำลังยุ่งเรื่องอะไร

     

    เช้าตรู่ของวันนี้ หนิงเยี่ยนเปลี่ยนเสื้อผ้า ถือเอาถุงเงินไปด้วย เธอบอกให้หนิงโหย่วหยูดูแลบ้านให้ดี หลังจากนั้นจึงออกไปนอกหมู่บ้าน

     

    ร้านอาหารของตระกูลป๋ายในเมือง เพราะมีอาหารจานใหม่ให้บริการ ทำให้ธุรกิจดีขึ้นมาก หนิงเยี่ยนไปหาโจวเฉวียนก่อน เธออยากคุยเรื่องการซื้อขายปลาหมึกกับเขา ตามที่อยู่ที่แม่นมป๋ายให้มา เธอก็หาที่อยู่ของโจวเฉวียนพบ ยืนอยู่ที่หน้าปากซอยเล็ก ๆ มองดูเห็นกองกำลังทหารอยู่ด้านหน้า เธอจึงเงียบเสียงลง

     

    “คนต่อไป คนต่อไป นายท่านโจวของเรายุ่งมาก ไม่ใช่ว่าใครจะเข้าพบได้”

     

    “….”

     

    หนิงเยี่ยนเห็นคนต่อแถวอยู่ข้างหน้าในมือถือกระเป๋าเงินอยู่

     

    “นายท่านโจวของเรามาจากเฉวียนโจว รู้ไหมเฉวียนโจวคือที่ไหน เฉวียนโจวคือที่ที่มีแต่ของดี พวกเจ้าคิดว่ามีแต่ความล้าหลัง พวกป่าเถื่อนหมานอี๋ โรคพิษต่าง ๆ นั่นมันร้อยปีมาแล้ว ตอนนี้มีสำนักสอน มีปัญญาชนแล้วด้วย”

     

    หนิงเยี่ยนหมุนตัวหลบออกมา เดิมทีเธอคิดว่าโจวเฉวียนเป็นคนฉลาด มาเห็นตอนนี้ดันเป็นแบบนี้ไปเสียแล้ว เพราะโจวเฉวียนทำแบบนี้ คนส่วนใหญ่จึงรู้ว่าวัตถุดิบของผัดปลาหมึกคือปลาหมึกที่มาจากทะเลเฉวียนโจว แต่อาหารทะเลไม่ได้มีแค่ฝูเจี้ยน เมืองชายฝั่งทะเลอย่างหลู่ตง หรือเจียงหนานก็มี ต้นทุนการขนส่งจากหลู่ตงนั้นถูกกว่าฝูเจี้ยนเสียอีก

     

    สำหรับสูตรการทำอาหารก็มีมากมาย หาส่วนผสม วัตถุดิบ แล้วคิดวิธีปรุงอาหารให้อร่อยนั้นง่ายกว่าเอาอาหารอร่อย ๆ มาดูว่ามีวัตถุดิบอะไร แล้วตามหาวิธีปรุง

     

    วิธีทำอาหารอร่อย ๆ ก็มีแค่ ต้ม ผัด แกง ทอด ไม่กี่วิธีนี้ ทดลองหลาย ๆ ครั้งก็จะพบวิธีเอง

     

    ธุรกิจของตระกูลป๋ายเพราะมีอาหารจานใหม่จึงฟื้นตัวกลับมา ส่วนจะฟื้นกลับมาได้นานแค่ไหนก็ต้องอยู่ที่คุณนายรองแล้ว

     

    หนิงเยี่ยนเดินออกมาจากซอยเล็ก ๆ เธอตามหาคนกลางที่มีชื่อเสียงดีพอสมควร แล้วบอกความต้องการสถานที่จัดหน้าร้านขายสินค้า เธอจึงถูกนำทางพาไปยังหัวมุมของตลาดทางทิศตะวันออก คนกลางคนนั้นเปิดร้านที่ใส่กุญแจอยู่แล้วเดินเข้าไป

     

    “เดิมทีร้านนี้เคยขายซาลาเปา คนแวะเวียนมาเยอะทีเดียว ที่ตั้งทำเลดี อยู่ที่หัวมุม หน้าประตูตั้งโต๊ะได้ 2-3 ที่ หากไม่ใช่เพราะลูกชายของสองสามีภรรยาคู่นั้นติดยา คงไม่ขายร้านนี้”

     

    “ขายซาลาเปา? งั้นพวกเตาอบอะไรพวกนั้นต้องยังมีครบน่ะสิ”

     

    “ครบเลยล่ะ ไปดูในครัวก่อนไหมล่ะ?”

     

    “ดีเลย”

     

    หนิงเยี่ยนเดินตามคนกลางเข้าไปในห้องครัว ในนั้นมีหม้อสามใบ ใบแรกใช้สำหรับต้มน้ำหวาน อีกสองใบมีไว้ใส่เข่งนึ่งซาลาเปา

     

    พื้นที่ครัวเองก็ไม่เล็ก คน 3-4 คนทำงานในครัวได้ไม่เบียดเสียด

     

    “จริงสิ พวกโต๊ะเก้าอี้ เจ้าของเก่ายกให้ญาติไปแล้วล่ะ ถ้าหากจะใช้ เจ้าต้องเตรียมมาเองนะ”

     

    เมื่อคนกลางเห็นหนิงเยี่ยนพึงพอใจ จึงเริ่มพูดเรื่องอื่นที่จำเป็นต้องบอก

     

    หลังจากดูร้านขายของตรงหัวมุมแล้ว คนกลางยังพาหนิงเยี่ยนไปดูอีก 3 ที่ คนผ่านไปมาน้อยมาก พื้นที่ห้องครัวเองก็เล็กแล้วยังมีสถานบันเทิงเปิดที่หน้าร้าน เมื่อเปรียบเทียบแล้ว สุดท้ายเธอจึงเลือกร้านตรงหัวมุมร้านแรกที่ไปดู

     

    คนกลางจึงพาหนิงเยี่ยนไปพบเจ้าของเดิม

     

    หลังจากลงนามในโฉนด คนกลางก็นำโฉนดไปที่อำเภอเพื่อรับตราประทับ ผ่านระเบียบขั้นตอนและจ่ายเงิน 50 ตำลึง หนิงเยี่ยนก็กลายเป็นเจ้าของใหม่ของร้านแห่งนั้น

     

    “แม่นางหนิง ถ้าหากยังต้องการอย่างอื่น ก็ไปหาข้าได้ที่ซอยฝูหรง บ้านเซินจื้อฮ่าว”

     

    “ได้”

     

    มองดูคนกลางขายร้านที่หุบยิ้มไม่ได้ หนิงเยี่ยนก็รู้ทันทีว่าการขายครั้งนี้ คนกลางคนนั้นคงได้ค่าเสียเวลาไปมากโข เงิน 50 ตำลึงเพื่อซื้อร้านขายซาลาเปาถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่มากทีเดียว แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ ถ้าหากเป็นที่ปักกิ่ง 50 ตำลึงคงจะซื้อได้แค่ที่แคบ ๆ ตารางเมตรเดียว....

     

    หนิงเยี่ยนถือโฉนดแล้วเดินไปที่ร้านขายของ เปลี่ยนกลอนประตูเป็นอันใหม่ ตรวจดูโดยละเอียดอีกครั้ง เธอพบช่างไม้ที่มีชื่อเสียงอยู่คนหนึ่งจึงสั่งสินค้าไป เดินผ่านร้านขายเนื้อของตระกูลจาง เห็นไส้หมูถูกโยนใส่ตะกร้าไว้ หนิงเยี่ยนจึงหยุดแล้วเดินเข้าไปถาม

     

    “ไส้อ่อนขายยังไง?”

     

    “แม่นางหนิงจะซื้อสิ่งนี้หรือ สิ่งนี้เอาไปทำอาหารยากมาก ยุ่งยากมาก”

     

    “ไม่เป็นไร”

     

    หนิงเยี่ยนมองไส้ที่กองอยู่ก็คิดถึงไส้กรอกขึ้นมา ไส้กรอกเป็นของดี ไม่ว่าจะย่างกินหรือผัดกินก็อร่อยสุด ๆ

     

    “แม่นางหนิงจะเอาทั้งหมดเลยไหม?”

     

    “เอาแค่ไส้อ่อน”

     

    พอฟังที่คนขายเนื้อถาม หนิงเยี่ยนจึงรีบส่ายหัว กระเพาะและลำไส้ของหมูกินได้ คนส่วนใหญ่ก็รู้ แต่ราคาของกระเพาะและลำไส้ถูกมาก เพราะเอาไปทำอาหารได้ลำบาก

     

    นอกจากจะเป็นคนที่ชอบกินเครื่องใน คนธรรมดายอมซื้อเนื้อมัน ๆ สักกิโลยังดีกว่า จะได้ไม่ต้องไปจัดการพวกเศษซากที่ยุ่งยากพวกนั้น

     

    เมื่อชั่งน้ำหนักไส้แล้ว หนิงเยี่ยนต้องการเนื้อติดมันอีก 1 กิโล เนื้อแดงอีก 1 กิโล พอได้ของครบถ้วนเธอก็ถือเนื้อไปที่ร้านขายเป็ดย่างที่อยู่แผงข้าง ๆ

     

    “ไส้เป็ดขายยังไง?”

     

    “อะไรนะ?”

     

    เถ้าแก่ร้านเป็ดย่างคิดว่าตัวเองฟังผิดไป นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาขอซื้อไส้เป็ด ไอ้ของสิ่งนั้นสกปรกจะตาย ไม่เหมือนไส้หมูด้วยที่จะเอาไปล้าง แล้วเอาไปทำอาหารได้

     

    “ไส้เป็ดขายยังไง? ท่านขายเป็ดย่าง ไส้เป็ดปกติเอาไปทิ้งไม่ใช่เหรอ ข้าซื้อเอง ท่านอย่าเอาเปรียบข้าแล้วกัน”

     

    “ไม่เอาเปรียบ ๆ งั้นเอาแบบนี้ ขายให้ถูกกว่าไส้หมูครึ่งหนึ่งเป็นไง?”

     

    “ก็ได้ ก็ได้”

     

    หนิงเยี่ยนไม่ชอบต่อรองราคา พอเถ้าแก่ร้านเป็ดย่างบอกราคามา เธอจึงตอบตกลงไปทันที เมื่อซื้อของเกือบทุกอย่างแล้ว หนิงเยี่ยนก็เดินออกไปที่ประตูเมือง

     

    เพิ่งเดินไปถึงที่ประตูเมือง หนิงเยี่ยนมองเห็นหนิงหว่านสวมกระโปรงปักเย็บลายดอกไม้ยืนอยู่ข้างผู้ชายคนหนึ่ง ใบหน้าที่งดงามของเธอมีรอยยิ้ม

     

    หนิงหว่านหยิบเอาดอกไม้ผ้าไหมดอกหนึ่งมาจากร้านขายของ เด็กรับใช้ที่ตามหลังชายคนนั้นจึงรีบจ่ายเงิน เสื้อผ้าที่เด็กรับใช้คนนั้นใส่ดูคุ้นตามาก ครั้งที่แล้วไปจวนตระกูลป๋าย คนรับใช้ที่จวนตระกูลป๋ายเองก็สวมเสื้อผ้าคล้าย ๆ แบบนั้น ผู้ชายข้าง ๆ หนิงหว่านเป็นใคร หนิงเยี่ยนพอเดาออกแล้วล่ะ จู่ปู้ที่อายุน้อยที่สุดของถงเซียน เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับนายอำเภอจึงได้รับตำแหน่งใหม่ ว่ากันว่านายอำเภอคนนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเขาอีกด้วย

     

    ..............

     

    คล้ายกับเรื่องยอดมารดาหัวใจทระนง ที่คุณอ่าน