ตอนที่ 7
เหยื่อ
“เ้าเป็ใครกัน”นายหญิงซูเยว่เซียงยามได้เห็นแขกผู้ไม่ได้รับเชิญก็มีท่าทีระมัดระวังขึ้นอย่างเห็นได้ชัดพลังิญญาที่นางปล่อยออกมาจากร่างรวมทั้งจิตสังหารนั้นไม่ธรรมดาเลย เห็นได้ชัดว่านางไม่ใช่ผู้ฝึกฝนพลังิญญาชั้นปลายแถวเหมือนคนที่บุกเข้ามาในบ้านสกุลซูเมื่อครั้งก่อน
“ข้าถามว่าเ้าเป็ใครเหตุใดถึงบุกเข้ามาในบ้านของข้า”หญิงสาวคนนั้นไม่ยอมตอบคำถามแต่กลับเดินเข้ามาหานายหญิงซูเยว่เซียงด้วยท่าทีนิ่งเงียบราวกับกำลังจดจ่ออยู่กับอะไรบางอย่างจนไม่สนใจว่าใครจะถามคำถามหรือพูดคุยอะไรกับนางเลยแม้แต่น้อย
โครม!
เห็นท่าทีของผู้บุกรุกนายหญิงซูเยว่เซียงพลันเหวี่ยงร่างของชุนหยางออกไปกระแทกกับกำแพงห้องฝึกฝนก่อนจะตั้งท่าเตรียมพร้อมต่อสู้เพราะไม่ว่าจะดูอย่างไรหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากนางนั้นย่อมไม่ได้มาดีเป็แน่น่าเสียดายที่นายหญิงซูเยว่เซียงก่อเื่เอาไว้ไม่น้อยก็เลยไม่ทราบว่าหญิงสาวผู้นี้้ามาแก้แค้นเื่อะไรแต่หากคิดว่านายหญิงอย่างนางจะยอมให้เอาชีวิตไปได้ง่ายๆก็นับว่าดูถูกนางเกินไปแล้ว
ฟุบ!!
นายหญิงซูเยว่เซียงตั้งท่าฝ่ามือเตรียมจะต่อสู้กับหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากได้ไม่นานอยู่ๆร่างของหญิงสาวผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาหานายหญิงซูเยว่เซียงอย่างรวดเร็วราวกับเป็การเคลื่อนไหวของเงาพรายกว่านายหญิงซูเยว่เซียงจะรู้ตัวว่านางเข้ามาประชิดขนาดนี้กระบี่ของนางก็เกือบจะเข้าถึงลำคอของตนแล้ว
เคร๊ง!!
พริบตาก่อนที่กระบี่จะเข้าถึงลำคอของนายหญิงซูเยว่เซียงนายหญิงพลันยกกำไลข้อมือขึ้นมารับกระบี่เอาไว้อย่างทันท่วงทีก่อนจะใช้ฝ่ามืออีกข้างโจมตีสวนกลับไปทางหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากเพียงแต่การปะทะกันครั้งนี้นายหญิงซูเยว่เซียงเสียเปรียบเป็อย่างมากเพราะนอกจากฝ่ามือที่ซัดออกไปจะไม่โดนแล้วกำไลข้อมือที่ยกขึ้นปกป้องลำคอก็แตกกระจายไม่เหลือชิ้นดีแถมกำไลหยกที่ซื้อมาด้วยราคาแพงลิบก็ไม่อาจปกป้องข้อมือของนางเอาไว้ได้ทั้งหมดถึงจะลดความเสียหายลงได้แต่ก็โดนกระบี่ของอีกฝ่ายกรีดผิวเป็รอยยามเสียแล้ว
“เ้า...” าแตรงข้อมือไม่ได้หนักมากแต่ยามเห็นผิวพรรณที่ดูแลมาเป็อย่างดีโดนกรีดเป็รอยนายหญิงซูเยว่เซียงกลับโมโหจนเืขึ้นหน้าพริบตานั้นพลังิญญาของนายหญิงซูเยว่เซียงกลับเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างน่าหวาดกลัวทำเอาแม้แต่หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากก็ยังมีท่าทีใเพราะไม่คิดว่าพลังิญญาของนายหญิงซูเยว่เซียงนั้นจะมีมากมายมหาศาลขนาดนี้แต่ยิ่งนายหญิงซูเยว่เซียงมีพลังิญญามากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้จิตสังหารของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นนั่นเพราะระดับพลังของผู้ฝึกฝนวิชามารราคะก็คือตัวแปรที่แสดงให้เห็นว่ามันผู้นั้นใช้ชีวิตของผู้อื่นฝึกฝนพลังของตนเองไปมากมายเพียงไรนั่นเอง
“เ้าบังอาจทำให้ข้ามีรอยแผล...”นายหญิงซูเยว่เซียงเปลี่ยนท่วงท่าจากท่าฝ่ามือธรรมดาเป็การกางกรงเล็บออกมาแทนยามนางใช้พลังิญญาเพื่อเกร็งฝ่ามือปลายเล็บของนางที่แต่เดิมตกแต่งอย่างสวยงามด้วยสีสันอ่อนละมุนกลับแปลเปลี่ยนเป็สีดำสนิทพร้อมทั้งแปลเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็กรงเล็บที่ดูแหลมคมราวกับกรงเล็บของสัตว์ล่าเนื้อที่ดุร้าย
เคร๊งๆๆๆ!!
ยามนายหญิงซูเยว่เซียงใช้กรงเล็บสีดำสนิทนั้นไล่โจมตีอีกฝ่ายเสียงกรงเล็บของนางที่ปะทะเข้ากับกระบี่นั้นราวกับเสียงของโลหะกระทบกันไม่มีผิดท่วงท่าของนายหญิงซูเยว่เซียงนั้นรวดเร็วและดุดันจนทำให้กระบวนท่าของหญิงสาวผู้สวมหน้ากากเริ่มทุลักทุเลขึ้นเรื่อยๆ
ฉั๊ว!!
การเคลื่อนไหวของนายหญิงยิ่งมายิ่งดุดันกรงเล็บที่เหวี่ยงออกไปเฉือนโดนข้อมือของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากเข้าอย่างจังราวกับนายหญิง้าจะล้างแค้นที่บังอาจทำให้ข้อมือของนางเกิดรอยแผลเพียงแต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อกลับเกิดขึ้นเบื้องหน้านายหญิงซูเยว่เซียงเข้าจนได้เพราะทันทีที่กรงเล็บของนายหญิงซูเยว่เซียงเฉือนเข้าที่ข้อมือของหญิงสาวคนนั้นอยู่ๆรอยแผลบนข้อมือของนางก็สมานตัวจนหายสนิทในพริบตาทำเอาคนภายในห้องต่างก็ตกตะลึงกับภาพที่เห็นเป็อย่างมาก
“เ้า..เป็ตัวอะไรกัน”นายหญิงซูเยว่เซียงงุนงงเป็อย่างมาก ถึงจะเคยได้ยินว่ามีผู้ฝึกฝนพลังิญญาบางคนใช้วิชาทำให้ร่างกายแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าได้แต่ไม่เคยได้ยินเลยว่าจะมีวิชาที่ทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้รวดเร็วเช่นนี้ด้วย
เคร๊ง!!
ไม่มีคำตอบจากหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากกระต่ายขาวเช่นเดิมนางทำเพียงใช้กระบี่โจมตีสวนกลับนายหญิงซูเยว่เซียงอีกครั้งกระบี่ของนางรวดเร็วเสียยิ่งกว่ากรงเล็บของนายหญิงซูเยว่เซียงเสียอีกแต่กำลังของนางกลับดูด้อยกว่านายหญิงไม่น้อยยามกรงเล็บปะทะกับกระบี่มักจะเป็ฝ่ายกระบี่เสมอที่เสียการควบคุมและไม่อาจร่ายกระบวนท่าต่อได้
ฉั๊ว!!
เพียงแต่ประสบการณ์ต่อสู้ของหญิงสาวผู้สวมหน้ากากก็ดูเหมือนจะสั่งสมมาไม่น้อยปะทะกับกรงเล็บของนายหญิงอย่างเสียเปรียบได้เพียงพักเดียวนางก็เหมือนจะจดจำกระบวนท่าของนายหญิงได้เสียทียิ่งการต่อสู้ยืดยาวออกไปหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากก็ยิ่งรับมือนายหญิงซูเยว่เซียงได้ดีขึ้นจนกระทั่งครั้งนี้กระบี่ของนางพลันเฉือนเข้าที่แก้มของนายหญิงซูเยว่เซียงเข้าอย่างจังแลกกับการที่กรงเล็บของนายหญิงซูเยว่เซียงเฉือนเข้าที่ไหล่ของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากกระต่ายขาวเช่นเดียวกันเพียงแต่รอยแผลบนร่างของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากกลับคงอยู่ได้ไม่นานนักตรงกันข้ามกับาแบนใบหน้าของนายหญิงที่ทำให้นางทั้งเ็ปทั้งโกรธจัดเพราะนางนั้นหวงแหนรูปโฉมอันงดงามของนางเป็ที่สุดยามได้รับาแที่ใบหน้าอารมณ์ของนางก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆ
“เ้า...”นายหญิงซูเยว่เซียงพุ่งเข้าไปหาหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากอย่างรวดเร็วเพื่อหวังจะฉีกกระชากใบหน้าภายใต้หน้ากากของนางให้เละเทะไม่เหลือชิ้นดีทว่ายามพุ่งเข้าใส่อยู่ๆนายหญิงซูเยว่เซียงก็รู้สึกราวกับมีอะไรบางอย่างรั้งร่างของนางเอาไว้ถึงจะมีแรงฉุดรั้งเพียงเล็กน้อยแต่ก็ทำเอาร่างของนายหญิงซูเยว่เซียงเสียจังหวะการโจมตีเสียแล้ว
ฉึก!!
พริบตาที่นายหญิงซูเยว่เซียงชะงักไปนั้นสร้างโอกาสทองให้หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากพอดีพริบตาที่นายหญิงซูเยว่เซียงกำลังนึกสงสัยว่าสิ่งใดฉุดรั้งนางเอาไว้กระบี่ของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากก็แทงเข้าหาร่างของนายหญิงซูเยว่เซียงจนเสียบทะลุร่างของนางไปด้านหลังพริบตานั้นทั้งชุนหยางที่ถูกเหวี่ยงทิ้งเอาไว้ตรงมุมห้องทั้งสาวรับใช้ผู้เข้ามาใหม่ต่างก็ตกตะลึงไปตามๆกันนั่นเพราะผู้คว้าชายกระโปรงของนายหญิงเอาไว้กลับกลายเป็เจียลี่ที่นอนล้มฟุบอยู่กับพื้นั้แ่ก่อนหน้านี้แล้วนั่นเอง
“เ้า...เ้าคนเนรคุณ”นายหญิงซูเยว่เซียงมองชายกระโปรงที่ถูกเจียลี่ดึงรั้งเอาไว้จากบนพื้นก่อนจะล้มตัวลงนอนจมกองเืด้วยท่าทีเจ็บแค้นใจเพียงแต่เจียลี่ผู้ทรยศนางกลับไม่มีท่าทีเสียใจเลยแม้แต่น้อยความจริงที่เจียลี่ยอมทำตามก็เพราะหวาดกลัวพลังของนายหญิงหากไม่ใช่เพราะกลัวความตายมีหรือที่นางจะเข้าไปพัวพันกับการลักพาตัวชายหนุ่มมาจากในเมืองแถมยังต้องเป็คนจัดการศพให้นายหญิงอีกไม่มีมนุษย์คนไหนทำเื่เช่นนั้นเพราะความเต็มใจอยู่แล้ว
ฉึบ...
เพราะปลายกระบี่แทงเข้าจุดสำคัญทำให้ซูเยว่เซียงสิ้นลมหายใจในเวลาไม่นานยามเห็นว่าซูเยว่เซียงแน่นิ่งไปแล้วหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากก็ดึงกระบี่ของนางออกจากร่างของซูเยว่เซียงอย่างไม่ไยดีเพียงแต่นางไม่ได้เก็บกระบี่กลับเข้าไปในฝักแต่กลับหันไปมองทางชุนหยางที่กำลังนั่งอึ้งอยู่ริมห้องแทน
เหล่าผู้ฝึกวิชามารนั้นจะปรากฏไอมารออกมาจากร่าง ขอเพียงใช้วิธีพิเศษบางอย่างก็ทำให้ผู้ฝึกฝนพลังิญญาสามารถแยกแยะได้อย่างง่ายดายว่าใครเป็ผู้ฝึกฝนพลังิญญาธรรมดาใครคือผู้ฝึกฝนวิชามารกันแน่ถึงแม้ชุนหยางจะเผลอใช้เคล็ดวิชามารเพื่อตอบโต้การดูดซับพลังิญญาของนายหญิงซูเยว่เซียงไปเพียงเล็กน้อยแต่นั่นก็เท่ากับชุนหยางได้เริ่มฝึกฝนวิชามารไปแล้วยามนี้บนร่างของชุนหยางปรากฏไอมารแ่เบาให้เห็นแต่ถึงจะเบาบางเพียงไรก็ยังเป็ไอมารอยู่ดี
“ท่านผู้ฝึกฝนพลังิญญาช้าก่อนเ้าค่ะ” ยามเห็นหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากเดินเข้าหาชุนหยางราวกับจะสังหารชุนหยางไปด้วยเจียลี่พลันรีบเร่งเข้าไปขวางร่างของนางเอาไว้ไม่ให้เข้าไปถึงชุนหยางได้โชคดีที่หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากไม่คิดจะทำร้ายมนุษย์ธรรมดานางจึงไม่ได้ลงกระบี่ใส่เจียลี่เพื่อเปิดเส้นทางแต่อย่างไร
“ข้ามีหน้าที่สังหารผู้ฝึกฝนวิชามารเ้าอย่าได้ขวางข้าเลย” ไม่ทราบเพราะก่อนหน้านี้เจียลี่ช่วยเหลือนางหรือไม่ยามเจียลี่เอ่ยคำถามหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากถึงได้ยอมตอบนางแต่โดยดี ก่อนหน้านี้เจียลี่เองก็อยู่ในห้องมาตลอดและได้สติั้แ่นายหญิงเริ่มดูดซับพลังิญญาจากชุนหยางอีกรอบแล้วตอนนั้นเจียลี่เองก็ได้ยินเนื้อหาที่ซูเยว่เซียงต่อว่าชุนหยางเช่นกันดูเหมือนชุนหยางจะใช้เคล็ดวิชามารที่นายหญิงฝึกตอบโต้นางเพื่อเอาชีวิตรอดเช่นนั้นคำพูดของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากก็ไม่ผิดชุนหยางกลายเป็ผู้ฝึกวิชามารไปเสียแล้วจริงๆ
“ท่านผู้ฝึกฝนพลังิญญาได้โปรดยั้งมือก่อนเ้าค่ะหากท่านจะสังหารเขาก็สังหารข้าแทนเถอะเ้าค่ะเมื่อเทียบกับข้าแล้วเขาเป็เพียงเหยื่อของเื่ราวครั้งนี้เท่านั้นเ้าค่ะ”เจียลี่ยังคงพยายามขวางหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากเอาไว้สุดความสามารถทั้งยังพยายามหาเหตุผลออกมาหลายต่อหลายอย่าง
“ท่านผู้ฝึกฝนพลังิญญาชุนหยางเป็เพียงเด็กที่ถูกนาย...นางมารผู้นั้นจับตัวมาเพื่อดูดซับพลังิญญาเท่านั้น...”ไม่ทราบเพราะอะไรหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากกลับยอมให้เจียลี่เล่าเื่ทั้งหมดออกมาทั้งๆที่นางไม่ควรจะปล่อยให้ผู้ฝึกฝนวิชามารรอดไปได้ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตามแต่คำว่า เหยื่อ ที่เจียลี่พูดออกมากลับทำให้หญิงสาวผู้นี้ชะงักกระบี่ของนางเอาไว้แถมยังนิ่งฟังเื่ราวของเจียลี่จนจบเสียด้วย
จากเื่ที่นางเล่าชุนหยางก็เป็เพียงเหยื่อที่พยายามหาวิธีเอาตัวรอดเท่านั้นแถมยามเจียลี่เล่าออกมาคนที่มีท่าทีะเืใจที่สุดกลับเป็ตัวชุนหยางที่กำลังนั่งนิ่งอยู่เื้ันางอีกต่างหากเห็นได้ชัดเลยว่าเื่ราวที่นางเล่าออกมานั้นเป็ความจริงและชุนหยางก็ฝึกฝนวิชามารเพราะต้องเอาชีวิตรอดเท่านั้นเพียงแต่..
“เ้าอาจจะยังไม่ทราบผู้ฝึกฝนวิชามารนั้นมีแรงกระตุ้นที่รุนแรงมาก สักวันเขาก็คงต้องจับหญิงสาวสักคนมาเพื่อดับแรงกระตุ้นนั้นเป็แน่และหลังจากนั้นก็จะมีหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ต้องตายเพราะเขาเป็แน่”หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากเข้าใจสถานการณ์ของชุนหยางแล้วเพียงแต่เื่นี้ไม่ได้เกี่ยวเลยว่าชุนหยางจะฝึกวิชาด้วยความตั้งใจของตนหรือไม่
“แต่ว่า...”
“พี่เจียลี่ ไม่เป็ไรหรอกขอรับ”ระหว่างที่เจียลี่กำลังจะหาข้อแก้ตัวให้ชุนหยางต่อฝ่ายชุนหยางที่ได้ฟังเื่ทั้งหมดและสิ่งที่หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากพูดออกมานั้นกลับเป็ฝ่ายห้ามเจียลี่เสียเองสิ่งที่หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากพูดออกมานั้นเป็ความจริงอย่างไม่ต้องสงสัยนั่นเพราะยามที่ชุนหยางใช้เคล็ดวิชาดูดซับพลังจากร่างของนายหญิงมานั้นก็เป็่เวลาที่ชุนหยางรู้สึกดีมากจริงๆไม่แปลกเลยที่ซูเยว่เซียงจะทนต่อความหิวกระหายไม่ไหวจนต้องดูดซับพลังจนอีกฝ่ายหมดลมเช่นนั้น
“หากสังหารข้าแล้วจะทำให้เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นอีกเช่นนั้นก็ลงมือเลยขอรับ” ชุนหยางแย้มยิ้มออกมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยหากวันหนึ่งเขาต้องจับตัวหญิงสาวผู้บริสุทธิ์มาดับความกระหายของตนจนทำให้หญิงสาวผู้นั้นต้องตายละก็สู้ให้หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากเบื้องหน้าสังหารตนไปตรงนี้เลยเสียดีกว่า
“แต่ว่าชุนหยาง...”เจียลี่ยังคงพยายามจะหาทางให้ชุนหยางรอดชีวิตแต่น่าเสียดายที่นางเองก็เป็ผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าคนที่ควบคุมความกระหายนั้นไม่ได้นั้นเป็เช่นไร
“พี่เจียลี่ ขอบคุณท่านมากขอรับ”ถึงเื่ราวทั้งหมดจะเป็เพียงคำลวงที่ซูเยว่เซียงสร้างขึ้นแต่อย่างน้อยเจียลี่ก็ยังมีความห่วงใยให้ชุนหยางจริงๆยามสิ้นลมหายใจชุนหยางก็คงไม่ได้ติดค้างนักเพราะตัวเขาก็ยังได้รับความห่วงใยจากผู้อื่นจริงๆไม่ได้อยู่ในโลกที่มีแต่การโป้ปดแต่อย่างไร
“...” ยามเห็นรอยยิ้มเศร้าสร้อยของชุนหยางหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากกลับนิ่งเงียบไปหลายอึดใจกระบี่ในมือของนางสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนเพราะในที่นี้คงไม่มีใครเข้าใจคำว่าเหยื่อ ไปได้ดีกว่านางอีกแล้วเพียงแต่นางสาบานเอาไว้แล้วว่าจะต้องกำจัดผู้ฝึกฝนวิชามารให้หมด
ฉึก!!
กระบี่ของหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากแทงเข้าไปสุดแรงจนทะลุแผ่นกระดาษหนาหลายชั้นของตำราวิชามารบนโต๊ะหนังสือจนทะลุผ่านเข้าไปถึงเนื้อไม้ของโต๊ะหนังสือหลังจากเสียบทะลุตำราวิชามารไปแล้วนั้นหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากกลับดึงปลายกระบี่กลับมาพร้อมตำราวิชามารที่ติดปลายกระบี่ของนางมาด้วยนางสะบัดปลายกระบี่จนตำราวิชามารหลุดออกจากกระบี่ก่อนที่นางจะสับตำราเล่มนั้นเป็ชิ้นๆจนหน้ากระดาษสีน้ำตาลร่วงลงสู่พื้นราวกับใบไม้แห้งยามฤดูใบไม้ร่วงไม่มีผิด
“ข้ารู้จักท่านหมอผู้หนึ่ง... หากพาเ้าไปพบเขาก็อาจจะหาทางรักษาผลกระทบจากวิชามารได้”หลังจากครุ่นคิดอยู่นานในที่สุดหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากก็ตัดสินใจกระทำในสิ่งที่นางไม่ควรทำเป็ที่สุดนางตัดสินใจจะปล่อยชุนหยางเอาไว้ก่อนแล้วพาเขาไปเข้ารับการรักษาที่ไม่ทราบว่าจะมีทางสำเร็จหรือไม่แต่หากมันสำเร็จนอกจากนางจะกำจัดผู้ฝึกฝนวิชามารไปได้หนึ่งคนแล้วนางยังสามารถช่วยเหลือคนได้อีกคนด้วย