2
ใต้เท้ายมทูตหล่อมากจนอยากตาย
“พี่ซวี่รู้จักเขาเหรอครับ”
"มีโฆษณาที่เขาเป็พรีเซนเตอร์อยู่เต็มถนนขนาดนี้ถามหน่อยว่าในประเทศยังมีใครไม่รู้จักจักรพรรดิจอเงินจี้ซิวเหนียนอีกบ้าง"
“จะว่าไปก็จริงแฮะ” เซี่ยอันอดพยักหน้าไม่ได้กระทั่งตัวเขายังเพิ่งดูหนังเื่ใหม่ของจี้ซิวเหนียนเมื่อไม่นานมานี้เอง “ผมเพิ่งอ่านรายงานการสืบสวนที่กรมส่งมาจบ รู้สึกเลยว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ …”
ลู่ซวี่รับเอกสารจากมือของเซี่ยอันดึงเก้าอี้ข้าง ๆ มานั่ง แล้วกวาดตาอ่านเอกสาร "งั้นเหรอ?"
เซี่ยอันพยักหน้า “ก็ใช่สิครับ พี่ลองคิดดูสิ คนที่เดิมทีน่าจะตายไปแล้วเป็พันครั้งตอนนี้กลับยังอยู่ดีซะงั้น แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติไม่ใช่เหรอ”
จากรายงานการสืบสวนที่บอกว่าจี้ซิวเหนียนน่าจะตายไปแล้วเป็พันครั้งนั้น ไม่ถือว่าเกินจริงเลย
“ตอนหนึ่งขวบตกตึก ห้าขวบโดนลักพาตัวสิบขวบประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ อายุยี่สิบลวดสลิงขาด…” ที่จี้ซิวเหนียนมีชีวิตรอดมาจนป่านนี้คงประสบเคราะห์กรรมมาไม่น้อยกว่าแปดสิบเอ็ดภัยอันตราย[1]แน่ ๆ
"คนคนนี้น่าเวทนาไปหน่อยรึเปล่า"แม้ลู่ซวี่จะเคยเห็นเื่บังเอิญมาทุกรูปแบบ ยังรู้สึกเลยว่าที่จี้ซิวเหนียนรอดมาถึงทุกวันนี้ช่างเป็เื่ปาฏิหาริย์แท้
เซี่ยอันเห็นด้วย “นั่นสิครับ คนที่สมควรมารายงานตัวกับกรมเราั้แ่หนึ่งขวบ แต่ตอนนี้ดันยังอยู่ดีมีสุขได้นี่ไม่รู้เหมือนกันว่าใช้วิธีการอะไรมาตบตา”
ลู่ซวี่พลิกเอกสารดูกลับไม่เห็นผลการสืบสวน จึงช้อนสายตามองเซี่ยอัน“ก็เลยคิดว่าเขากำลังยืมชีวิตคนอื่นหรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหม?”
มนุษย์ส่วนใหญ่ล้วน้ามีชีวิตรอดบ้างยอมรับชะตาตัวเองได้ง่าย บ้างก็พยายามแข็งขืนฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาตนเอง
ลู่ซวี่เคยจัดการเื่แบบนี้มาไม่น้อย แต่เดาไม่ออกว่าจี้ซิวเหนียนใช้วิธีการไหนกันแน่
"ผมเลยรีบตามพี่กลับมานี่แหละครับ"เซี่ยอันเอามือตบศีรษะด้วยความกลัดกลุ้ม แล้วเล่าต่อ "เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนมีคนจงใจทำลายเอกสารในแผนกทะเบียนทิ้งพอมาจัดระเบียบใหม่กันก่อนหน้านี้ไม่นานนี่แหละถึงเพิ่งเจอว่าจี้ซิวเหนียนคนนี้เป็บั๊กตัวใหญ่..."
“ก็ส่งคนไปตรวจสอบแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ส่งไปแล้วครับ แต่ว่าตรวจไม่เจออะไรเลย”
“หือ?”
ว่ากันตามตรง ความสามารถของกรมพวกเขานับว่าไม่เลวไม่น่าถึงกับตรวจตั้งนานแล้วไม่ได้อะไรเลยแบบนี้สิ
แน่นอน เซี่ยอันย่อมรู้ว่าลู่ซวี่คิดอะไรอยู่จึงยิ้มแหยแล้วพูดเบา ๆ "คือว่าส่งไปสามคนแล้วครับ แต่สุดท้ายสามคนนั้นดันกลายเป็แฟนคลับของเขาหมดแถมหนึ่งในนั้นยังกลายเป็แฟนคลับตัวพ่อด้วย..."
"บ้าบออะไรล่ะนั่น?" ลู่ซวี่ฟังแล้วอดขำไม่ได้"หรือว่าจี้ซิวเหนียนจะมีคาถาอาคม?"
จี้ซิวเหนียนในภาพมีบุคลิกหน้าตาโดดเด่นมากขนคิ้วั์ตาประดุจหยกสลัก ท่าทางนิสัยดูสุภาพเรียบร้อยทำให้คนที่พบเห็นอดเกิดความรู้สึกดี ๆ ด้วยไม่ได้
เซี่ยอันตั้งสติแล้วส่ายหน้า "เหมือนจะไม่ใช่นะครับแต่เื่แบบนี้ไม่มีใครกล้าคอนเฟิร์มหรอกทางกรมคิดว่าเขาอาจเป็คนใจบุญมาสิบชาติภพหรือไม่ก็ใช้วิธีการนอกรีตบางอย่างมาต่ออายุขัย ส่วนเื่ที่ว่าจริง ๆแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่ คงต้องให้พี่ซวี่ช่วยสืบดูนี่แหละครับ"
ลู่ซวี่เก็บเอกสารพลางพยักหน้าเป็ทำนองว่าทราบแล้ว
ขณะทั้งสองพูดคุยกัน แมวส้มตัวนั้นก็เดินไปตรงมุมห้องหมอบอยู่หน้าเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ เคี้ยวอาหารแมวดังกรอบแกรบก่อนหน้าลู่ซวี่จะมาถึงเซี่ยอันเพิ่งเติมอาหารไปเอง แต่พริบตาเดียวอาหารแมวสองชั่ง[2]กลับหายแว็บไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เซี่ยอันหันมองร่างตุ้ยนุ้ยของแมวส้มฟังเสียงมันเคี้ยวอาหารแล้วปวดใจเหลือจะกล่าว "ออเดอร์นี้ค่าคอมมิชชันสูงมากพี่ซวี่รีบ ๆ จัดการเถอะ ไม่งั้นคงเลี้ยงปาเม่ยไม่ไหวแน่"
“เมี้ยว—”
พอได้ยินว่าถูกพูดถึงเ้าแมวส้มที่โดนเรียกว่าปาเม่ยก็หันมอง มันทิ้งลำตัวนุ่มนิ่มซึ่งปกคลุมด้วยกลุ่มขนลงแล้วยกขาหลังโชว์สัญลักษณ์แห่งบุรุษเพศ เห็นกันอยู่ชัด ๆ ว่าเป็ตัวผู้ แต่กลับถูกเรียกว่า'เม่ย (น้องสาว)' เ้าแมวส้มย่อมต้องประท้วง
ลู่ซวี่มองมันแวบหนึ่ง ก่อนหัวเราะ “โอ๊ะ ฉลาดซะด้วย”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เมินการประท้วงของมันกันโต้งๆ ปาเม่ยวางขาอวบอ้วนลง ส่งเสียงร้องอย่างเกียจคร้าน ก่อนหันกลับไปกินอาหารแมวต่อไม่รู้ว่าในพุงนิ่ม ๆ นั่นบรรจุกระเพาะขนาดใหญ่แค่ไหนเอาไว้กันแน่
เซี่ยอันมองทั้งสองโต้ตอบกันแล้วอดนึกขำไม่ได้
ปาเม่ยเป็แมวที่ลู่ซวี่เก็บได้ระหว่างทางไปยมโลกเลยรับเลี้ยงมันเสมือนเลี้ยงแมวหลงทั่วไปอีกฝ่ายไม่ใช่คนสนใจเื่เล็กน้อยหยุมหยิม จึงตั้งชื่อให้ส่ง ๆ ว่าปาเม่ยแม้ต่อมาจะพบว่าเ้าแมวเหมียวเป็ ‘น้องชาย’ ก็ี้เีจะเปลี่ยนชื่อแล้ว
การมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนทางไปยมโลกถือเป็เื่ประหลาดแม้ลู่ซวี่จะไม่สนใจ ทว่าเซี่ยอันวางใจไม่ลง เขาถึงกับไปแผนกทะเบียนแต่ในบัญชีเวียนว่ายตายเกิดกลับไม่มีร่องรอยของปาเม่ยอยู่เลย
เดิมทีเขาคิดจะห้ามไม่ให้ลู่ซวี่รับเลี้ยงแต่พอได้ลูบพุงนุ่มนิ่มของเ้าเหมียว และได้เห็นปุ่มสีชมพูบนฝ่าเท้าของมันสุดท้ายเซี่ยอันก็ยกมือยอมแพ้
เมื่อเห็นว่าถึงเวลาเลิกงานลู่ซวี่ก็เปิดกระเป๋าเป้พลางเป่าปากเรียกปาเม่ย อย่าเห็นว่าเ้าแมวส้มตัวกลมปุ๊กอุ้ยอ้ายเชียวการเคลื่อนไหวของมันคล่องแคล่วว่องไวมาก กระดิกหางดุ๊กดิ๊กวิ่งกระโจนลงกระเป๋าร่างกลมอ้วนท้วนเหมือนลูกบอลวาดเป็เส้นโค้งพาราโบลา ราวกับนักเต้นบัลเลต์ที่ถูกเป่าลมเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
เซี่ยอันเดินไปส่งเขาถึงหน้าประตูในใจยังนึกถึงจี้ซิวเหนียน "พี่ซวี่ พี่เป็ความหวังของกรมเราแล้วนะครับยังไงก็ห้ามโดนศัตรูตกเด็ดขาดเลยนะ"
ลู่ซวี่สวมหูฟังแล้วเปิดเพลงั์ตาดอกท้อคู่งามกระจ่างเยือกเย็น "วางใจเถอะ ไม่เป็แบบนั้นหรอก"
ทั้งสองพูดคุยกันไม่เท่าไรก็มีคนมาซื้อของใช้ในพิธีศพเซี่ยอันจึงง่วนรับลูกค้า พอเงยหน้าอีกทีลู่ซวี่ก็เดินไปไกลแล้วทั้งยังโบกมือให้ตนเป็นัยว่าไม่ต้องส่ง
ด้วยความที่เป็เมืองหลวงของประเทศตงเฉิงจึงสว่างไสวอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน
แม้จะล่วงเข้าราตรีแสงไฟพลบค่ำกลับดูไม่ต่างจากตอนกลางวัน
บนทางเท้ามีผู้คนเดินกันแออัดส่วนมากเป็มนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งมี่เวลาเป็ไท ลู่ซวี่สะพายปาเม่ยไว้ตรงอกหยุดมองโลกมนุษย์ใบนี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายอย่างหาได้ยาก
เห็นคู่รักเดินเคียงกันสีหน้าต่างเก็บซ่อนความเขินอายที่ทำให้ใจเต้นระรัวไว้ไม่อยู่ บางคนกำลังเดินเล่นกับเพื่อนหาข้าวกินทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจ เหล่าผู้สูงอายุบ้างก้มหน้าก้มตาจ้ำอ้าว บ้างก็จับกลุ่มคุยกันว่าจะไปรอเต้นรำที่ลานเล็ก
นอกจากนี้ยังมีเหล่าผีสางซึ่งหลบพักผ่อนในที่มืดตอนกลางวันเมื่อกลางคืนมาเยือนก็พากันออกมาประกอบกิจวัตรผีอย่างแข็งขัน
ในสถานการณ์ปกติเมืุ่์เสียชีวิตแล้วจะมียมทูตคอยนำทางทว่ามีไม่น้อยที่ยามเสียชีวิตยังมีห่วงจนฝืนรั้งอยู่ในโลกมนุษย์ต่อ ไม่ยอมจากไปไหน
ตรงกลางถนนมีผียืนอยู่ตนหนึ่งบนร่างเต็มไปด้วยคราบเืแห้งกรัง ท่าจะตายมานานแล้ว
ผีตนนี้ตายด้วยอุบัติเหตุมาั้แ่สิบกว่าปีก่อนจนบัดนี้ก็ยังจับตัวคนขับที่ชนแล้วหนีไม่ได้ เธอสวมเสื้อผ้าชุดเดียวกับในเวลานั้นยืนอยู่ ณ ที่เกิดเหตุเพื่อหาตัวคนขับรถผู้พรากชีวิตตน ทุกครั้งที่มีรถผ่านมา เธอจะเข้าไปดูใกล้ๆ ปากพูดพึมพำ "เป็แกรึเปล่า? ไม่ใช่หรอกเหรอ?"
โชคดีที่คนทั่วไปมองไม่เห็นไม่งั้นคงเป็เื่ยุ่งยากแน่
ลู่ซวี่คิดพลางเดินต่อ และบังเอิญสบตาผีตนนั้นเข้า
ทันทีที่ผีสาวเห็นลู่ซวี่ก็ลุกลี้ลุกลนกุลีกุจอเปลี่ยนร่างตนเองให้กลับมาสะอาดผ่องแผ้ว เธอสิงสถิตบนทางแยกนี้มาสิบกว่าปีแล้วได้พบกับท่านผู้นี้หลายครั้ง แต่พอเจอกันทีไร หัวใจก็ไหวสั่น—ใต้เท้าลู่ซวี่ช่างหล่อลากเหลือเกินค่า
"สายัณห์สวัสดิ์ค่ะ ใต้เท้า"
ลู่ซวี่ยิ้มทักทายเธอเช่นกัน
รอจนลู่ซวี่จากไปแล้วผีสาวก็หยิบเอาไอโฟนสิบเอ็ดที่คนทางบ้านเพิ่งเผาให้ออกมา โพสต์ลงโกสต์แชตโมเมนต์—
[เจอใต้เท้ายมทูตลู่ซวี่อีกแล้ว โคตรมีบุญเลยวันนี้เขายิ้มให้ฉันด้วยแหละ!]
แค่พริบตาเหล่าแก๊งสาวผีตายโหงพลันรี่มาคอมเมนต์และกดไลก์ให้เธอรัว ๆ
[บรู๊ววว ฉันก็อยากเจอใต้เท้าลู่ซวี่บ้างจังเลย!]
[อิจฉาอะ กรี๊ด ตอนนี้ฉันอาบน้ำส้ม[3]จนหึ่งกลิ่นเปรี้ยวแล้วเนี่ย!]
[โบร๋วว ขอประกาศแบบคิดเองเออเองไว้ตรงนี้เลยใต้เท้าลู่ซวี่น่ะแฟนฉัน!!!]
*******
มีคำกล่าวไว้ว่า 'รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง'
พอลู่ซวี่กลับมาถึงบ้าน เขาวางปาเม่ยลงแล้วหยิบมือถือมากดค้นหาข้อมูลของจี้ซิวเหนียน
‘จี้ซิวเหนียน กำเนิดในนครตงเฉิง ค.ศ. 1993 เป็นักแสดงภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ชื่อดังของประเทศจีนทั้งยังเป็นักแสดงอายุน้อยที่สุดที่ได้รับขนานนามให้เป็จักรพรรดิจอเงินในปัจจุบัน...’
เมื่อดูจากผลงานจี้ซิวเหนียนนับเป็นักแสดงมากพร์อย่างไร้ข้อกังขาเดินถึงจุดสูงสุดั้แ่เข้าวงการเมื่ออายุสิบเจ็ดแค่แสดงภาพยนตร์เื่แรกก็ชิงนามจักรพรรดิจอเงินมาครองแล้ว และแม้จะประสบความสำเร็จั้แ่อายุยังน้อยจี้ซิวเหนียนกลับไม่หยิ่งผยองเขาไม่เพียงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนจนจบด้วยผลการเรียนอันโดดเด่น แต่ยังคงมีผลงานแสดงในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ชื่อดังอย่างต่อเนื่องจนทำให้ได้รับสมญานาม ‘นักแสดงระดับสมบัติแห่งชาติ’
อย่างไรก็ตามถึงจะประสบความสำเร็จด้านหน้าที่การงาน โชคชะตาของจี้ซิวเหนียนกลับลุ่ม ๆ ดอน ๆ
สูญเสียพ่อแม่จนกำพร้าั้แ่เยาว์วัยไม่มีโอกาสได้รับความรัก
นอกจากนี้ั้แ่เดบิวต์เข้าวงการมาตลอดสิบปีก็มีความประพฤติดีโดยตลอดไม่เคยคลุ้งเื่คาวข่าวอื้อฉาว ทุกคนที่ได้คบค้าสมาคมล้วนบอกว่าเขาเป็คนเรียบง่ายสมถะ
ดังนั้นหากคิดจะสืบข้อมูลของคนคนนี้คงต้องสืบจากเ้าตัวโดยตรงเองเท่านั้น
ในขณะที่ลู่ซวี่ครุ่นคิดว่าจะเข้าหาเป้าหมายอย่างไรดีโฆษณารายการแข่งขันประกวดความสามารถก็เด้งขึ้นมา—
‘ซัมเมอร์นี้ พวกเขาจะหลั่งเหงื่อชุ่มโชกบนเวทีไล่ตามความฝันแห่งวัยเยาว์ ใครกันจะกลายเป็คนในฝันของสาวน้อยนับไม่ถ้วนใครกันจะเปล่งประกายเข้าสู่วงการ ใครกันจะเป็ตัวแทนของคนรุ่นต่อไป อนาคตของพวกเขาอยู่ในมือคุณแล้วเลือกผู้เข้าแข่งขันที่คุณชื่นชอบให้เดบิวต์เข้าสู่วงการ ซัมเมอร์นี้พวกเรารอคุณอยู่ที่ ‘กำเนิดใหม่ไอดอล’ ซัมเมอร์นี้ไม่พบพานไม่เลิกรา!’
ลู่ซวี่ไม่ได้สนใจการแข่งขันประเภทนี้นัก จึงคิดจะปิดหน้าเว็บแต่เมื่อเห็นรายชื่อเมนเทอร์ก็ชะงักกึก—
ในบรรดาเมนเทอร์ทั้งสี่ชื่อของจี้ซิวเหนียนเด่นหราเป็อันดับแรก สะดุดตาเป็ที่สุด
[1] หมายถึงการเผชิญความทุกข์ยากนานัปการ ประโยคนี้มาจากวรรณกรรมเื่ ‘ไซอิ๋ว’สื่อถึงเภทภัยแปดสิบเอ็ดด่านที่พระถังซัมจั๋งต้องเผชิญระหว่างเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก
[2] เป็หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 ชั่ง เท่ากับ 500 กรัม
[3] ล้อมาจากสำนวนกินน้ำส้มสายชู หมายถึงหึงหวง