"หงหง ข้าว่าก่อนที่เราจะไปสำนักศึกษาข้าควรฝึกพลังธาตุน้ำแข็งให้ชำนาญก่อน ถึงตอนนี้ข้าจะมีระดับพลังิญญาราชันย์ขั้นสูงแต่ว่าก็ยังควบคุมมันยังไม่ได้หากใช้สุ่มสี่สุ่มห้าอาจเป็อันตรายเอาได้"
"เ้าค่ะ หงหงจะช่วยนายหญิงควบคุมเองเ้าค่ะ หงหงแนะนำว่าเราควรออกไปหาประสบการณ์จริงด้านนอกเ้าค่ะในป่าแห่งนี้ถึงจะมีสัตว์ิญญาระดับไม่สูงแต่ก็พอที่จะให้เราฝึกฝนได้"
"จริงของเ้า เช่นนั้นเราก็เริ่มกันเถอะ"การมีพลังิญญายุทธ์ที่สูงมันคือเื่ดีแต่ว่าร่างกายก็ต้องฝึกฝนให้มีกล้ามเนื้อและทนทานในการต่อสู้ด้วย ตอนนี้พลังิญญายุทธ์ของนายหญิงยังไม่คงที่อย่าพึ่งเร่งรีบจะดีกว่า
ต้องบอกก่อนว่าถึงแม้อวิ๋นเฟยเฟิ่งจะเกิดในดินแดนเทพมีทรัพยากรมากมายมีพลังฟ้าดินหรือไอปราณบริสุทธิ์ให้ดูดซับไม่สิ้นสุดจนทำให้มีระดับพลังิญญายุทธ์สูงกว่าดินแดนอื่นก็จริงแต่ว่าเื่ประสบการณ์การต่อสู้จริงนั้นแทบไม่มีเลย หากสู้กันกับคนที่มีระดับพลังิญญาเท่ากันแต่ประสบการณ์ฝ่ายตรงข้ามมีมากกว่าย่อมต้องแพ้อย่างแน่นอน
"เดี๋ยวก่อนนายหญิง ท่านต้องกดพลังิญญายุทธ์ระดับราชันย์ก่อน หงหงจะไปนำกำไลกดข่มพลังมาให้ท่านก่อน รอประเดี๋ยวเ้าค่ะ"ว่าจบก็หายวับไปทันทีไม่ถึงสามลมหายใจก็กลับมาพร้อมกับกำไลกดข่มพลัง
หากจะออกไปฝึกฝนโดยไม่ซ่อนพลังิญญาระดับนี้เอาไว้เกรงว่าคงไม่มีสัตว์ิญญาใดกล้าเข้าใกล้เป็แน่
"ขอบใจเ้ามาก"อวิ๋นเฟยเฟิ่งรับกำไลหยกสีดำเรียบๆมาสวมใส่
จะว่าไปก็คิดถึงโลกอีกใบที่จากมาเหมือนกันที่นั่นมีแต่ความสะดวกสบายมีแต่ของสวยๆงามๆชีวิตมีสีสัน แต่ช่างเถิดที่นี่คือที่ของฉันั้แ่แรกที่สำคัญคือต้องรีบไปหาท่านพ่อท่านแม่ และจัดการกับคนทรยศ
หลังจากนั้นอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ออกมาจากมิติจิตออกมาอยู่ในถ้ำอีกครั้ง ร่างกายของอวิ๋นเฟยเฟิ่งนอนนิ่งมานานทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงอยู่มากดังนั้นการที่ฝึกฝน่แรกๆอาจจะเหนื่อยและลำบากมากหน่อยแต่ก็คุ้มค่า
อวิ๋นเฟยเฟิ่งมองสำรวจรอบถ้ำอีกครั้งตอนนี้ไม่มีสัตว์ิญญาสักตัวเหลืออยู่ดังนั้นถ้ำแห่งนี้จึงมีแค่นางเพียงคนเดียวและถ้ำนี้ยังมีม่านพลังป้องกันระดับกึ่งเทพขั้นสูงกางป้องกันเอาไว้ ที่นี่จึงปลอดภัยจากสัตว์ิญญาภายนอกเมื่อเป็เช่นนั้นอวิ๋นเฟยเฟิ่งจึงตัดสินใจว่าจะออกไปฝึกฝนในป่าแล้วพอพลบค่ำก็จะกลับมานอนพักผ่อนที่ถ้ำ นางจะไม่เข้าไปในมิติจิตในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะฝึกฝนฉะนั้นความลำบากก็เป็บทเรียนสำคัญที่จะทำให้เติบโตและสำเร็จ
"หงหงป่าแห่งนี้เ้าพอจะรู้ประวัติของมันหรือไม่"ก่อนที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งจะออกไปก็ควรรู้ข้อมูลเอาไว้บ้าง
"เ้าค่ะนายหญิง ป่าแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าป่าหมอกป่าแห่งนี้จัดว่าเป็สถานที่เร้นลับแห่งหนึ่งในดินแดนมนุษย์เลยก็ว่าได้ในทุกปีสถานที่แห่งนี้จะดึงดูดเอานักผจญภัยจำนวนมากจากทั่วแดนมนุษย์ให้มาเยือน คนเหล่านี้ล้วนมาเพื่อตามหาประสบการณ์ท้ายทอยใหม่ๆและมีจำนวนไม่น้อยที่เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่
เล่ากันว่าป่าแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกหนาที่ขาวโพลนคล้ายก้อนเมฆตลอดทั้งปีทำให้แม้แต่ตอนกลางวันที่ฟ้าใสและแดดจ้า แสงอาทิตย์ก็ยังไม่สามารถส่องผ่านม่านหมอกหนานั้นเข้ามาได้ จึงเป็ที่มาของชื่อป่าแห่งนี้เ้าค่ะนายหญิง"
หงหงถึงจะตื่นอยู่ในมิติจิตของอวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่เคยออกมาแต่ก็ได้ยินได้ฟังเหล่าสัตว์ิญญาที่อยู่ในถ้ำพูดคุยกันในเื่ต่างๆของดินแดนมนุษย์รวมถึงป่าหมอกแห่งนี้ด้วย
"แล้วก็นี่เ้าค่ะ แหวนมิติที่มันวางอยู่ตรงแท่นหินิญญาหยกพันปีของท่าน"หงหงยื่นแหวนมิติที่สลักลวดลายเถาวัลย์และมีดอกไม้ดอกเล็กๆสีแดงเลื้อยไปตามวงแหวนสวยงามมาก
"นี่มันแหวนมิติของข้าไม่ใช่หรือ ดีจริง"อวิ๋นเฟยเฟิ่งรับมาสวมใส่นิ้วชี้ข้างขวาของตนอย่างดีใจ
แหวนมิติคือสิ่งที่สามารถเก็บสิ่งของต่างๆได้มากมายขึ้นอยู่กับว่าช่างหลอมที่หลอมออกมาอยู่ในระดับพลังิญญายุทธ์ใด หากอยู่ในระดับสูงแหวนมิติก็จะมีพื้นที่ใหญ่ตามไปด้วยและยังสามารถเก็บของสดและคงสภาพเอาไว้ได้
แน่นอนว่าแหวนมิติของอวิ๋นเฟยเฟิ่งเป็แหวนมิติที่อยู่ในดินแดนเทพคนหลอมก็ย่อมต้องมีพลังิญญายุทธ์ระดับมหาเทพหลอมขึ้นมา ดังนั้นภายในจึงเทียบเท่ากับจวนขนาดใหญ่สองหลังเลยทีเดียว
ในแหวนมิติของอวิ๋นเฟยเฟิ่งมีข้าวของจำเป็หลายอย่างของนาง อาทิเช่น เสื้อผ้า เครื่องแต่งกายสตรี ผลึกิญญาที่กองเป็ูเาขนาดเล็กอีกมากมาย ของทุกอย่างของอวิ๋นเฟยเฟิ่งย่อมมีแต่ของล้ำค่า แม้แต่เสื้อผ้าของนางก็ทำมาจากเส้นใยไหมิญญาแมงมุมเหมันต์
"ว่าแต่ว่า หงหงเ้ารู้หรือไม่ในดินแดนมนุษย์พวกเขาได้ใช้ผลึกิญญาในการใช้จ่ายเหมือนในแดนเทพหรือไม่"อวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่แน่ใจว่าค่าเงินของดินแดนมนุษย์จะเหมือนแดนเทพหรือไม่
"เ้าค่ะนายหญิง ที่นี่ก็ใช้หินผลึกิญญาในการแลกเปลี่ยนสิ่งของดังเช่นในแดนเทพเ้าค่ะ พูดให้เข้าใจเลยคือทุกดินแดนใช้หินศิลาิญญาในการแลกเปลี่ยนเ้าค่ะ"
"ค่อยโล่งใจหน่อย ดีนักข้ามีหินศิลาิญญามากมายขนาดนี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว"โชคดีที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งชอบเที่ยวเล่นด้านนอกเป็ประจำจึงชอบพกผลึกิญญาจำนวนมากติดตัวไปด้วยตลอด
"ไปกันเถอะ"เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็ออกไปจากถ้ำพร้อมกับหงหงที่เปลี่ยนร่างกายเป็นกน้อยเกาะอยู่ที่ไหล่ของนาง
อวิ๋นเฟยเฟิ่งเดินมาเรื่อยๆไม่เร่งรีบถึงป่าหมอกแห่งนี้เวลามองไปรอบด้านจะไม่ค่อยเห็นสิ่งใดชัดเจนแต่ก็ยังสามารถมองเห็นในระยะสายตา ดังนั้นเดินอย่างระมัดระวังจะดีกว่าเพราะว่านางไม่มีประสบการณ์การต่อสู้จึงไม่ควรประมาทจะดีที่สุด
ในโลกแห่งนี้มนุษย์และสัตว์ิญญาต่างก็ต้องบ่มเพาะพลังิญญาเพื่อจะได้แข็งแกร่งขึ้น แต่สำหรับสัตว์ิญญาที่ยังไม่ได้กลายเป็สัตว์เทพจะนับความแข็งแกร่งขึ้นอยู่กับอายุของมันยิ่งสัตว์ิญญามีอายุมากเท่าไหร่พลังิญญาของมันก็ยิ่งมากเท่านั้น
ระดับพลังิญญาของสัตว์เทพคือจอมทัพ นภา ศิลาจักรพรรดิ ราชันย์ เทวะ เริ่มั้แ่เซียนจะรับทัณฑ์์เซียน (รับทัณฑ์์8ครั้ง) กึ่งเทพ (รับทัณฑ์์12ครั้ง) เทพ (รับทัณฑ์์16ครั้ง) มหาเทพ (รับทัณฑ์์20ครั้ง) า(รับทัณฑ์์25ครั้ง) และจะแบ่งขั้นย่อยคือ ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง
กว่าสิบวันมาแล้วที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งฝึกฝนอย่างหนักโดยไม่ได้หยุดพัก การฝึกของอวิ๋นเฟยเฟิ่งคือการทาประลองกับสัตว์ิญญาต่างๆมากมายทุกชนิดที่ผ่านเข้ามา ต้องบอกก่อนว่าผู้ที่มีพลังิญญายุทธ์ระดับนภาขึ้นไปจะสามารถสื่อสารกับสัตว์ิญญาได้ดังนั้นการท้าประลองของอวิ๋นเฟยเฟิ่งจึงเพียงแค่ประมือกันเท่านั้นไม่ได้ฆ่าสัตว์ิญญาพวกนั้น
บางตัวก็ให้ความร่วมมือเป็อย่างดีบางตัวก็ไม่ ดังนั้นหากเจอสัตว์ิญญาที่อารมณ์ร้ายก็จะเจอศึกหนักหน่อยแต่ก็ผ่านไปได้แม้จะได้รับาเ็มาบ้างก็ตาม
สิบวันมานี้นางสามารถควบคุมพลังธาตุน้ำแข็งจนชำนาญแล้วอีกทั้งยังสามารถควบคุมให้มันแปรรูปได้ตามดังใจนึก ภายในป่าหมอกในทั่วทุกหย่อมหญ้าสัตว์ิญญาทุกตัวต่างคุ้นเคยกับอวิ๋นเฟยเฟิ่งเป็อย่างดีเพราะแทบจะไม่มีสัตว์ิญญาตัวไหนเลยที่นางจะไม่ท้าประลอง แรกๆพวกมันก็ไม่สนใจแต่ก็ต้องจำใจสู้เพราะถูกอวิ๋นเฟยเฟิ่งบังคับทางอ้อมโดยนางลงมือโจมตีก่อนไม่ให้พวกมันทันตั้งตัว
ตู้ม!! ตู้ม!!!
"เ้าตะขาบบ้าเอ๊ย! จะอึดไปไหนเนี่ยฉันเหนื่อยแล้วนะ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งตรากตรำลำบากฝึกฝนการต่อสู้โดยอาศัยร่างกายเสียส่วนใหญ่โดยนางพยายามไม่ใช้พลังิญญาแต่จะใช้ร่างกายทุกส่วนให้มากที่สุดโดยอาวุธที่ใช้ก็เป็เพียงเส้นเถาวัลย์ที่สร้างมาจากพลังธาตุพฤกษาเท่านั้น แต่ถึงจะเป็แค่เถาวัลย์แต่ก็มีพลังโจมตีที่ไม่ควรประมาทได้เลย
และใช้พลังโจมตีโดยใช้พลังธาตุน้ำแข็งเรียกได้ว่าใช้สองพลังธาตุสอดประสานได้จนคล่องมือแล้ว
"ไม่เลวเลยนี่ หึ!"ร่างสูงมีเสน่ห์เย้ายวนเอนกายพิงยอดต้นไม้สูงดูการฝึกฝนของอวิ๋นเฟยเฟิ่งอย่างเพลิดเพลินใจ ตลอดเวลาที่เขาเฝ้าดูการฝึกฝนของนางถือว่ามีความก้าวหน้ามากสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้มาก่อนแต่ว่าแค่นี้ยังถือว่าน้อยไปสำหรับเขา
พรึบ!
"จ้า! เ้าเป็ใคร"อวิ๋นเฟยเฟิ่งใเป็อย่างมากเมื่อการต่อสู้จบลงแล้วอยู่ๆก็มีคนใส่หน้ากากโพล่มาด้านหลังของนาง
นางมีพลังิญญายุทธ์ระดับราชันย์ขั้นสูงเชียวนะแต่เหตุใดจึงไม่รับรู้การมีตัวตนของเขากัน นอกเสียจากว่าเขาจะมีพลังิญญายุทธ์ที่สูงกว่านางหากเป็เช่นนี้จริง คาดว่าเขาคงไม่ใช่คนในดินแดนมนุษย์แน่
"สาวน้อยไม่ต้องใไปข้าแค่ผ่านทางมาเท่านั้น บังเอิญเห็นเ้าเล่นสนุกอยู่ก็เลยหยุดดูเพียงเท่านั้น"ร่างสูงเดินเข้าไปใกล้ร่างเล็กอีกนิดก่อนจะก้มลงไปพูดด้วยท่าทางเย้ายวนชวนให้หลงเสน่ห์
"ใครบอกว่าข้าเล่นสนุก ข้ากำลังฝึกฝนพละกำลังต่างหากล่ะ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งถึงแม้จะไม่ไว้ใจเขาแต่ก็อดไม่ได้ที่จะอธิบายให้เขาเข้าใจ
แต่ก็ไม่แน่ในป่าแห่งนี้มีผู้คนนับไม่ถ้วนเข้าเพื่อเซาะหาสัตว์ิญญาไม่ว่าจะนำไปเพื่อนทำพันธสัญญาหรือมาเพื่อแก่นิญญาของพวกมันก็ตาม หลายวันมานี้ใช่ว่านางจะไม่เจอผู้คนแต่ว่าคนที่นางพบเจอไม่เหมือนกับบุรุษผู้นี้เลย นางเชื่อว่าเขาต้องมีระดับพลังิญญายุทธ์สูงกว่านางเป็แน่เพราะนางไม่สามารถตรวจวัดเขาได้เลย
"แบบนี้เรียกว่าฝึกเช่นนั้นหรือ"ร่างสูงยิ้มขณะกล่าวคล้ายก็ว่าที่อวิ๋นเฟยเฟิ่งทำไม่เรียกว่าฝึกฝน
"เ้ากล้าดูถูกข้างั้นหรือ! ได้แล้วเ้าว่าแบบไหนถึงเรียกว่าฝึกฝนกันล่ะ"ได้ยินคนร่างสูงเอ่ยแบบนั้นอวิ๋นเฟยเฟิ่งก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ที่ตอนนี้นางกำลังโดนคนที่ไม่รู้จักดูถูกดูแคลน
"เ้าอยากรู้ไหมล่ะ แต่ข้าว่าอย่างเ้าเอาแค่นี้ก็พอแล้วอย่าอยากรู้วิธีฝึกฝนของข้าเลย"ร่างสูงยังเอ่ยกวนประสาทอย่างนึกสนุก และที่บอกว่าอย่ารู้วิธีฝึกฝนพละกำลังของเขาเลยคือเขาพูดจริง
"เ้า! ฮึ่ย! หงหงเรากลับกันเถอะวันนี้พอแค่นี้แหละ"อวิ๋นเฟยเฟิ่งรู้สึกหงุดหงิดจากคำพูดกวนประสาทของเขาและไหนจะท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่างอีก ถึงจะดูรูปร่างหน้าตาองค์รวมแล้วคิดว่าคงจะต้องเป็บุรุษหนุ่มรูปงามมากแน่แต่เสียดายกวนประสาทไปหน่อย
อีกอย่างอวิ๋นเฟยเฟิ่งไม่้าประมือกับเขาเพราะนางมั่นใจมากว่าเขาต้องมีพลังิญญายุทธ์ไม่ธรรมดาสามัญแน่นอน ทางที่ดีอย่ายุ่งด้วยจะดีกว่า
ร่างสูงมองตามร่างเล็กที่เดินจากไปด้วยสายตาแพรวพราว ริมฝีปากหยกสวยยิ้มออกมาอย่างเ้าเล่ห์ก่อนจะหายวับไปจากตรงนั้นเช่นกัน