เสียงฝีเท้าดังสะท้อนอยู่ในตรอกแคบอันว่างเปล่าหมอกสีขาวยังคงลอยคลุ้งไปทั่วเมืองราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ฟงอี้เฉินจับมือหวังซูลี่ไว้แน่นขณะวิ่งผ่านบ้านเรือนเก่าโทรมด้านหลังยังคงมีเสียงกระดิ่งลมและเสียงหัวเราะประหลาดดังตามมาไม่ห่าง
“ทางนี้!”
เขาดึงนางเลี้ยวเข้าตรอกเล็กก่อนหยุดหอบเบาๆหลังแน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตามมา หวังซูลี่พิงกำแพงหายใจหอบเล็กน้อย แม้ภายนอกยังคงนิ่งสงบแต่ในใจก็ยังหวาดหวั่น เมืองนี้น่ากลัวเกินไป และยิ่งอยู่ในหมอกนั้นนานเท่าใดนางยิ่งรู้สึกเหมือนมีบางอย่างคอยจ้องมองจากความมืด ฟงอี้เฉินมองไปรอบด้านก่อนขมวดคิ้ว
“อีกแล้วงั้นเหรอ”
“อะไร?”
“เราเดินผ่านบ้านหลังนี้มาแล้วสามครั้ง”
หวังซูลี่ชะงัก เมื่อมองดีๆ ก็พบว่าผ้าแดงหน้าบ้านมีรอยขาดเหมือนเดิมจริงๆพวกเขากำลังวนอยู่ที่เดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ไม่ใช่แค่หลงทาง.....แต่มีคนจงใจขังเราไว้”
ทันใดนั้นเสียงะเิเบาๆก็ดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของเมืองหมอกส่วนหนึ่งสั่นไหวทันที ฟงอี้เฉินชะเง้อคอมองออกไป
“กวางซูงั้นเหรอ?”
อีกด้านหนึ่งของเมือง :-
หมอกที่กำลังสลายจากการโดนดาบลงอาคมฟันหานกวางซูยืนอยู่กลางวงอาคม ใบหน้าที่ดูจริงจังนั้นทำให้ หวังชุนเหม่ยมองเขาตาค้าง
“ทะ...ท่านทำอะไรงั้นหรือคุณชายหาน”
ชายหนุ่มไม่ตอบ สายตาของเขากลับจับจ้องไปยังยอดหอคอยกลางเมืองที่นั่นมีเงาคนผู้หนึ่งยืนอยู่ ชายชราในชุดดำ มือถือลูกประคำสีดำกำลังสวดคาถาบางอย่างอยู่
“ในที่สุดก็หาเจอแกสินะคนบ่งการพวกิญญาเหล่านี้”
หานกวางซูยิ้มบางๆ หวังชุนเหม่ยขนลุกทันที
“เขาคือใคร?”
“คงเป็พวกหมอผีกระมัง”
หานกวางซูตอบสั้นๆ หลังจากนั้นเขาก็พุ่งตัวออกไปทันที
ในเวลาเดียวกันฟงอี้เฉินกับหวังซูลี่ก็มาถึงลานกว้างกลางเมืองหมอกมีบ่อน้ำเก่าๆตั้งอยู่ และในทันใดนั้นหญิงชุดแดงก็ค่อยๆโผล่คนมาจากบ่อน้ำนั่น ฟงอี้เฉินชักกระบี่ออกทันที
“ปานแดงต้องสาป....เ้าเหมาะที่จะอยู่ที่เมืองนี้เป็อย่างมาก”
หญิงชุดแดงนั้นมองไปที่หวังซูลี่และหัวเราะกระซิกกระซิกด้วยน้ำเสียงชวนสยอง
“หากเ้าตายที่นี่ิญญาในเมืองนี้คงยินดีมาก”
ทันใดนั้น หมอกทั้งหมดพลันเคลื่อนไหว เงาคนจำนวนมากเริ่มปรากฏขึ้นรอบลานพวกมันไร้ใบหน้าแต่กำลังเดินเข้ามาช้าๆหวังซูลี่หน้าซีด ค่อยๆเดินถอยหลังไปเรื่อยๆ
“พวกนั้นคืออะไร”
“ิญญาที่ถูกขังไว้”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง หานกวางซูเดินออกมาจากหมอกพร้อมหวังชุนเหม่ยดวงตาของเขาจับจ้องไปด้านหลังหญิงชุดแดง ฟงอี้เฉินหันมองตาม อยู่ๆชายชุดดำก็ปรากฏตัวขึ้น
“เ้าทำอะไรกับคนในเมือง”
ฟงอี้เฉินะโถาม หมอผีหัวเราะลั่น
“ผู้คนล้วนโง่เขลา มีเพียงพลังเท่านั้นที่เป็นิรันดร์”
ชายแก่หยิบประคำขึ้นมาสวดและหลังจากนั้น
ครืน........!
หมอกเ่าั้พุ่งเข้าหาทั้งสี่ทันที ฟงอี้เฉินรีบดึงหวังซูลี่หลบขณะหานกวางซูเอาเืที่นิ้วลูบไปทั่วดาบอาคม และฟันออกไป
“ฉึบ.....”
แสงสีแดงปะทะหมอกจนเกิดแรงสั่นะเื
“พาพวกเขาออกไป!”
หานกวางซูะโ แต่ชายแก่กลับหัวเราะ
“ไม่มีใครออกจากเมืองนี้ได้!”
เงาิญญารอบด้านเริ่มพุ่งเข้าใส่ ฟงอี้เฉินฟาดกระบี่ใส่พวกมันแต่กลับฟันผ่านร่างไร้ตัวตนไป
“พวกมันไม่ใช่คน!”
ทันใดนั้น ิญญาตนหนึ่งพุ่งเข้าหาหวังซูลี่จากด้านหลัง
หานกวางซูรีบคว้าแขนนางดึงเข้ามาหาตัวโดยไม่คิด
“ระวัง!”
แต่ทันทีที่มือของเขาััผิวของนาง
เปรี๊ยะ!
กระแสไฟสีแดงพลันแล่นผ่านแขนเขาอย่างรุนแรงหานกวางซูสะบัดมือออกทันที สีหน้าตกตะลึง แขนข้างนั้นชาไปทั้งแถบ ราวถูกสายฟ้าฟาด หวังซูลี่เองก็ชะงักเพราะั้แ่เด็ก ไม่เคยมีใครแตะต้องนางแล้วเกิดเื่เช่นนี้มาก่อน ฟงอี้เฉินหันมามองทันที
“เกิดอะไรขึ้น”
ขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยเื่ที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองเหล่าิญญาก็พุ่งเข้ามา
“หยางลี่!”
ฟงอี้เฉินะโเรียกหวังซูลี่ด้วยความใเพราะิญญาเ่าั้พุ่งผ่านร่างของนางไป แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนใมากกว่าก็คือิญญาเ่าั้หายไป ราวกับว่ามันพุ่งเข้าไปอยู่ในร่างและไม่ยอมออกมา หานกวางซูกำดาบแน่นพลางมองหวังซูลี่ด้วยสายตาสงสัย
“นี่มันอะไรกัน ทำไม...”
ชายแก่ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นิญญาเ่าั้ต้องทะลุผ่านร่างและนำิญญาของนางออกมาแต่เหตุใดจึงสูญสลายไปเช่นนั้น
หญิงชุดแดงลอยเข้ามาใกล้ๆและกระซิบข้างหูชายแก่คนนั้น
“อย่างนี้นิเองเ้าเป็ผู้ต้องคำสาปสินะ”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน ทั้งฟงอี้เฉินและหานกวางซูต่างไม่รู้เื่คำสาปของหวังซูลี่แม้แต่น้อยแต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาสงสัย พวกเขาพยายามหาทางหนีออกจากเมืองนี้ไปให้ได้
หมอกเริ่มจางลงหลังจากชายแก่คนนั้นหายตัวไปทั้งสี่จึงออกตามหาทางออกอีกครั้ง หวังชุนเหม่ยเดินอยู่ใกล้หานกวางซูแทบไม่ห่างเพราะเขาเป็คนเดียวที่ดูเหมือนจะ “รู้เื่ที่สุด” ในกลุ่มนี้ ส่วนหวังซูลี่…กลับเดินอยู่ระหว่างชายสองคนโดยไม่รู้ตัวฟงอี้เฉินอยู่ด้านหนึ่งหานกวางซูอยู่ด้านหนึ่ง บรรยากาศแปลกประหลาดั้แ่เริ่มออกเดินทางต่อ ฟงอี้เฉินไม่พูดมากแต่สายตากลับคอยสังเกตอีกฝ่ายตลอด โดยเฉพาะตอนที่หานกวางซูหันไปพูดกับหวังซูลี่
“ทางนี้อันตรายเดินหลังข้า”
“ข้าดูแลเองได้” หวังซูลี่ตอบเรียบๆ
“แต่หมอกพวกนี้มีิญญาแฝงหากเ้า…”
“ไม่จำเป็ต้องให้เ้าดูแลข้าจะเป็คนคุ้มกันคุณชายหยางเอง”
เสียงฟงอี้เฉินแทรกขึ้นทันที น้ำเสียงไม่ดังแต่หนักแน่นจนบรรยากาศสะดุด หานกวางซูเลิกคิ้ว
“ข้าแค่เตือน”
“ข้าเองก็เตือนเหมือนกัน”ฟงอี้เฉินตอบ
หวังชุนเหม่ยที่ตามหลังอยู่ถึงกับถอนหายใจเบาๆและคิดในใจว่า
(เหตุใดต้องมาเถียงกันในเวลาหน้าสิวหน้าขวานเช่นนี้)
พอเดินลึกเข้าไปหมอกเริ่มหนาขึ้นอีกครั้ง พื้นถนนเริ่มชื้นและลื่นหวังซูลี่ก้าวพลาดเล็กน้อย“ระวัง” ฟงอี้เฉินคว้าแขนนางไว้แทบจะทันที แรงดึงพอดี ทำให้นางไม่ล้ม ทั้งสองนิ่งไปครู่หนึ่งมือของเขายังจับข้อมือนางอยู่ มันอุ่น…และมั่นคงอย่างแปลกประหลาด
หานกวางซูถึงกับชะงักกับสิ่งที่เห็น เขาหยุดเดินทันทีสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย
“เมื่อครู่…”
เขามองไปที่มือของฟงอี้เฉินที่จับแขนหวังซูลี่จากนั้นมองมือของตนเองที่เคยแตะนางเมื่อก่อนหน้า ความรู้สึกเหมือนโดนฟ้าผ่ายังติดอยู่
(เหตุใดฟงอี้เฉินจึงไม่เป็อะไร....)เขาได้แต่คิดเื่นี้อยู่ในใจ
ไม่นานนักพวกิญญาก็ออกมาอีกครั้งหมอผีแก่คนนั้นมุ่งเป้ามาที่หวังซูลี่ เขาจ้องมองนางและยิ้มอย่างมีเลศนัย
“หากเ้ามาอยู่ที่นี่เมืองของข้าต้องทรงพลังและมีอำนาจที่สุดเป็แน่....หนุ่มน้อยจงตายกลายเป็ผีเฝ้าเมืองนี้เสียเถอะ”