ติงเหว่ยค่อยๆปักภาพรูปเหยี่ยวกำลังกางปีกที่ทำเสร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วในมือของนางพร้อมกับยิ้มและพูดขึ้นว่า “ใช่แล้ว ที่บ้านมีคนรับใช้ ทุกอย่างก็มีคนทำให้หมดแต่ไม่มีสตรีคนไหนชอบให้สามีของตนเองสวมใส่เสื้อผ้าที่เย็บโดยคนอื่น และก็ไม่ชอบให้ลูกของตนเองใส่เสื้อในที่เย็บโดยคนอื่นเช่นกันบางครั้งมันไม่ใช่เรื่องของของที่ดีหรือไม่ดีแต่มันเป็นความตั้งใจที่ใส่ลงไปในสิ่งของนั้นต่างหาก”
เมื่อนางพูดจบลงในห้องก็เงียบไปสักพักใหญ่
อวิ๋นอิ่งนึกถึงครั้งที่ซานอีเอากระเป๋าที่นางปักให้ไปแขวนไว้ถึงแม้ฝีมือการเย็บปักของนางจะห่วยแตก แต่เขากลับยิ้มเหมือนกับคนโง่และทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกเขาจะเอากระเป๋านั้นไปเหน็บไว้ที่หน้าอกเพราะกลัวว่าจะทำหายหรือถูกลมพัดจนเปื้อนฝุ่น…
ส่วนอวิ๋นหยาก็ไม่รู้ว่านึกถึงเรื่องอะไรน้ำตาจึงเริ่มเอ่อขึ้นมาในดวงตา แต่นางก็รีบเช็ดออกและเริ่มดีดลูกคิดแรงมากขึ้น
ฉู่ชีซีมองไปที่ติงเหว่ยที่กำลังเย็บผ้าอยู่ข้างๆแสงเทียนด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยน อยู่ดีๆ ก็รู้สึกว่าความสงสารที่ตนเองเคยมีต่อหญิงสาวคนนี้ช่างน่าขันหญิงสาวเช่นนี้ไม่ว่าเมื่อไร หรือเกิดเรื่องอะไรขึ้นนางก็จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีสีสันเสมอ ไหนเลยจะต้องการความสงสารจากคนอื่น
“พี่ติงข้าก็อยากเย็บปักกระเป๋าใส่เงินด้วย พี่ช่วยสอนข้าหน่อยได้ไหม?”
“ได้สิแล้วเจ้าจะปักให้ใคร ก่อนอื่นจะต้องเลือกสีและลายเสียก่อน”ติงเหว่ยยื่นตะกร้าเข็มกับด้ายของนางให้กับฉู่ชีซีอย่างไม่หวงของและให้นางเลือกสรรผ้าดิบที่ถูกใจ
ฉู่ชีซีไม่เคยทำงานเย็บปักมาก่อนเลยตั้งแต่เด็กนางจึงไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย นางถือผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มอยู่ในมือ ไม่รู้เพราะเหตุใดนางถึงนึกถึงคนที่ดูเหมือนจะมีชีวิตที่อิสระและสบายใจแต่แผ่นหลังกลับเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจคนนั้นทำให้นางรีบส่ายศีรษะอย่างแรงและพูดเสียงเบาๆ ด้วยความเขินอายว่า “เจ้าคนชั่วรีบออกไปจากหัวของข้าซะ!”
ติงเหว่ยที่กำลังดึงผ้ามาเช็ดน้ำลายให้ลูกชายของนางอยู่เลยได้ยินไม่ชัดเจนเท่าไร จึงถามออกไปว่า “แม่นางฉู่ เจ้าพูดอะไรหรือเปล่า?”
“ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย!”ฉู่ชีซีพูดอย่างอายๆ แล้วรีบวางผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มลงจากนั้นนางก็หยิบผ้าสีเทาขึ้นมาแทนและพูดยิ้มๆ ว่า “ข้าจะใช้ผ้าผืนนี้แหละ!”
“ได้เลยสีเทาให้ความรู้สึกหนักแน่นหากเย็บเป็นกระเป๋าแล้วจะเหมาะสำหรับใช้ในฤดูหนาวเป็นอย่างมาก”
สตรีสามคนอยู่ด้วยกันพูดคุยกันเพลินๆ และทำงานเย็บปักไปด้วยกว่าฉู่ชีซีจะนึกได้ว่าต้องกลับบ้านเวลาก็ล่วงเลยไปจนดึกแล้ว
ติงเหว่ยตั้งใจหาเสื้อคลุมหนาๆมาให้ฉู่ชีซีสวมโดยเฉพาะ แล้วบอกให้อวิ๋นอิ่งไปส่งนางกลับบ้านแม้ว่าฉู่ชีซีจะเก่งในการใช้แส้แค่ไหน แต่สุดท้ายนางก็ยังเป็นแขกที่มาที่บ้านหากระหว่างทางเกิดเรื่องอะไรขึ้นมา ติงเหว่ยก็คงจะรับมือได้ยาก
อวิ๋นอิ่งนำทางฉู่ชีซีเดินไปตามทางเล็กๆไม่นานก็ถึงเรือนของนาง ฉู่ชีซีรู้สึกเสียดายเสื้อคลุมหนาๆ ที่อุ่นสบายเลยพูดว่า“อวิ๋นอิ่ง เจ้ากลับไปก่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะเอาเสื้อคลุมของพี่ติงไปคืนเอง”
“ตกลง”อวิ๋นอิ่งพยักหน้าแล้วเดินกลับไป
ฉู่ชีซีหันหลังจะเดินเข้าห้องแต่กลับเห็นว่าห้องของพี่ชายยังคงไฟสว่างอยู่นางจึงวิ่งไปพูดคุยเล่นกับเขาสักหน่อย
“พี่ใหญ่ทำไมดึกขนาดนี้แล้วยังไม่นอนอีกละ?”
พี่ใหญ่สกุลฉู่กำลังเขียนหนังสืออยู่เมื่อเห็นน้องสาวเข้ามาในห้อง ดวงตาเขาก็เปล่งประกายเล็กน้อยและก็แอบเก็บกระดาษที่กำลังเขียนไว้โดยไม่แสดงอาการใดๆ อย่างเงียบๆ
“พี่ว่างไม่มีอะไรทำก็เลยฝึกเขียนหนังสือแล้วเจ้าล่ะ เป็นสาวเป็นนางกลับบ้านเสียดึกเชียว”
ฉู่ชีซีแลบลิ้นอย่างน่ารักและพูดหยอกล้อว่า“พี่ใหญ่ทำไมท่านเหมือนท่านพ่อจังเลยคนเขาไปเรียนการเย็บปักกับพี่ติงมาและพูดคุยกันเพลินจนลืมเวลา”
“ถึงจะเล่นสนุกแค่ไหนก็ต้องจำไว้ว่ากลับบ้านเร็วๆ สักหน่อยหรือไม่ก็พาองครักษ์คนสนิทของเจ้าไปด้วย ยังไงตอนนี้เรากำลังจะทำสงครามกับราชสำนักอีกครั้งถ้าเกิดเจอกับคนของราชสำนักเข้า เจ้าอาจ...”
ไม่ทันที่พี่ชายคนโตจะพูดจบฉู่ชีซีก็เอามือปิดหูแล้วพูดว่า “โอ๊ย พี่ใหญ่ บ่นไม่หยุดเลย ข้าจะกลับไปนอนแล้ว!”
หลังจากพูดจบนางก็วิ่งออกไปทันทีและรีบเข้าห้องของตนเองไปอย่างรวดเร็วพร้อมตะโกนสั่งเหล่าองครักษ์ให้ตักน้ำมาให้นางล้างหน้า
พี่ใหญ่สกุลฉู่ยืนอยู่ที่ประตูเขาฟังอยู่สักพักแล้วจึงปิดประตูหน้าต่างให้แน่นหนาจากนั้นจึงหยิบจดหมายที่เขียนไปครึ่งหนึ่งออกมาอีกครั้งและเขียนต่ออย่างรวดเร็วสุดท้ายจึงลงชื่อ…
ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขมักจะผ่านไปอย่างเร็วเสมอการออกศึกดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้แล้ว
ข่าวการยอมแพ้ของกองทัพจูโจวได้แพร่กระจายไปถึงเมืองหลวงทำให้ซือหม่าเชวี่ยนโกรธจัดและเรียกระดมทหารหนึ่งแสนห้าหมื่นคนโดยให้เฝิงหยงแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์ของสกุลซือหม่าเป็นแม่ทัพนำทัพหลิวพัวจวินก็ถูกเนรเทศออกจากเมืองหลวงไปทำหน้าที่เป็นทหารร่วมศึกด้วย
กงจื้อหมิงสั่งตีฆ้องเรียกทหารติดต่อกันหลายคืนเขาส่งหนังสือคำสั่งออกไป และทั้งสามทัพก็เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทาง
ติงเหว่ยฝากลูกชายให้อวิ๋นหยาคอยดูแลส่วนนางก็ยุ่งอยู่กับการเตรียมเสื้อผ้าและของใช้ให้กับกงจื้อหมิงลุงอวิ๋นและผู้อาวุโสเหว่ย
เดิมทีนางอยากจะตามทัพไปด้วยแต่ลูกชายของนางไม่สบายเพราะเล่นหิมะ ทำให้ต้องกินยาต้มและบางคืนยังมีไข้ตามมาอีกการตามทัพไปอาจต้องเจอกับการสู้รบที่ไม่คาดฝัน และหากนางทิ้งลูกชายเอาไว้ที่ไร่ นางก็ไม่สบายใจ ตอนที่พ่อแม่ของนางเดินทางไปหลบภัยทางใต้ นางยังไม่ยอมส่งลูกชายไปด้วยเลยและตอนนี้นางก็ยิ่งไม่อยากจากลูกชายไปไหน
นางไม่มีทางเลือกอื่นจึงต้องอยู่ที่ไร่ต่อไป
การตัดสินใจนี้ไม่เพียงแต่ได้รับคำชมจากลุงอวิ๋นและท่านผู้อาวุโสเหว่ยเท่านั้นแม้แต่กงจื้อหมิงและฟางซิ่นก็ยินดีเป็นอย่างมาก ดาบและหอกไม่มีตาใครก็ไม่รู้ว่าภัยอันตรายซ่อนอยู่ที่ใด หากเกิดอะไรขึ้นกับติงเหว่ยสองแม่ลูกพวกเขาก็ไม่มีทางจะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้
ดังนั้นตามความเห็นพ้องของทุกคนติงเหว่ยจึงได้อยู่ต่อพร้อมกับอวิ๋นอิ่งในวันนั้นฟางหยวนพาทหารเหล่านั้นที่ได้เรียนรู้วิธีการพันแผลแล้วครั้งนี้ทุกคนต้องออกไปกับกองทัพหญิงแต่กงจื้อหมิงก็กังวลเกี่ยวกับติงเหว่ยสองแม่ลูกเขาจึงจัดสรรทหารสองร้อยนายมาคุ้มกันนอกไร่เพิ่มเติมบวกกับเหล่าทหารที่แขนขาดหรือขาขาดที่ยังต้องการการดูแลรักษา ไร่เล็กๆของสกุลอวิ๋นแห่งนี้ก็เลยกลายเป็นสถานที่ที่คึกคักขึ้นมา
เดิมทีฉู่ชีซีก็จะถูกพ่อและพี่ชายทิ้งไว้เบื้องหลังเช่นกันแต่นางไปนั่งอยู่บนหลังม้าและแกว่งแส้ไปรอบๆ จนในที่สุดบิดาผู้หลงบุตรสาวก็ต้องพยักหน้าตกลงอันที่จริงแล้วสกุลฉู่ไม่มีนายหญิงมาหลายปีแล้วคุณหนูใหญ่สกุลฉู่ก็เติบโตขึ้นมาในค่ายทหารครั้งใดที่ออกศึกนางก็มักจะติดตามไปด้วยเสมอ ซึ่งก็กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ดังนั้นหลังจากที่นับไปนับมาก็เหลือเพียงติงเหว่ยเท่านั้นที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
คืนก่อนการยกทัพออกศึกฉู่ชีซีมาหานางเพื่อกล่าวอำลานางกอดเจ้าเด็กอ้วนที่อ่อนแรงและหอมแก้มไม่หยุดสุดท้ายนางก็ดึงแขนเสื้อของติงเหว่ยด้วยความเขินอายและพูดว่า “พี่ติงข้าจะตามพี่เทียนเป่าไปออกรบ ท่าน...”
ติงเหว่ยรู้สึกเศร้าเล็กน้อยแต่เมื่อนึกถึงกงจื้อหมิงที่มักคลุกตัวอยู่ในเรือนหลังในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานางกลับรู้สึกว่าแม่นางน้อยคนนี้น่าสงสารจนน่าใจหาย “เวลาออกไปข้างนอกต้องระวังให้มากอย่าเอาแต่พึ่งแส้ที่กวัดแกว่งได้เก่งกาจของเจ้าและฟังคำแนะนำของท่านแม่ทัพอาวุโสฉู่ให้มากๆ ด้วย”
“ขอบคุณพี่ติง”ฉู่ชีซียิ่งหน้าแดงขึ้นไปอีก ราวกับว่าตนเองแอบหยิบเอาห่อของที่คนรักมอบให้ติงเหว่ยไปนางไม่พูดอะไรมากและก็รีบวิ่งออกไปด้วยความเร็วเหมือนลมพัด
กงจื้อหมิงเดินกลับมาพร้อมกับฟางซิ่นจากหน้าที่ว่าการพอดีเขาเกือบจะชนเข้ากับฉูชีซีตรงๆ ฟางซิ่นอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาว่า “กองทัพจากซีจิงโจมตีเราทำไมต้องถูกไล่ให้วิ่งพล่านไปทั่วด้วย?”
ฉู่ชีซีจ้องเขาอย่างดุดันจากนั้นนางก็แอบมองกงจื้อหมิงด้วยความหวังที่ริบหรี่ในสายตาแต่เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเขายังคงเยือกเย็นเช่นเดิมนางก็รู้สึกผิดหวังและรีบเร่งฝีเท้าจากไป
ฟางซิ่นยักไหล่ด้วยความงุนงงและเร่งฝีเท้าไปยังติงเหว่ยที่ยืนอยู่หน้าประตู เขาตะโกนว่า “แม่นางติงพรุ่งนี้พวกเราจะยกทัพออกศึกแล้ว คืนนี้มีงานเลี้ยงส่งไหม?”
ติงเหว่ยหัวเราะและตอบว่า“แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว ข้าเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว รอพวกท่านกลับมากินข้าวเย็นด้วยกัน”
ฟางซิ่นดีใจเป็นอย่างมากเขายื่นมือไปอุ้มอันเกอเอ๋อร์ที่หลบอยู่หลังขาของแม่หนึ่งผู้ใหญ่และหนึ่งเด็กเล่นสนุกกันพลางเดินไปห้องโถงด้วยทิ้งกงจื้อหมิงให้มองติงเหว่ยด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าและอ่อนโยนเขาพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “ให้ท่านผู้อาวุโสเหว่ยอยู่ที่นี่อีกสองสามวันเถอะ ยังไงก็รอให้อันเกอเอ๋อร์หายจากไข้หวัดเสียก่อน”
แต่ติงเหว่ยกลับส่ายศีรษะ“ท่านลืมแล้วหรือว่าข้าก็เป็นหมอเหมือนกัน? อีกอย่างกระโจมรักษาเหล่าทหารบาดเจ็บก็ขาดกำลังคนอยู่ด้วยหากมีท่านผู้อาวุโสเหว่ยอยู่เขาจะสามารถช่วยชีวิตทหารเพิ่มได้อีกหลายคนในช่วงเวลาที่สำคัญ”
กงจื้อหมิงได้ยินเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกสงสารมากขึ้นไปอีกหญิงสาวคนนี้ไม่ว่าเวลาไหนก็มักจะคิดถึงผู้อื่น แต่ไม่เคยรู้จักสงสารตนเองบ้างเลย
“รอข้ากลับมาข้าจะรีบกลับมารับเจ้าทันที”
“ตกลง”
ทั้งสองคนยิ้มให้กันแม้ไม่มีคำพูดใดๆ แต่ความรู้สึกก็แล่นผ่านหัวใจของทั้งคู่สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านและเลิกชายเสื้อของทั้งสองขึ้นและแล้วก็เข้าสู่การเดินทางในวันรุ่งขึ้น…
เกราะเหล็กที่มีหยดน้ำค้างเกาะม้าอูจุย [1] ร้องเสียงดังและยาวนานกองทัพใหญ่กว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นนายเตรียมพร้อมออกรบ ประชาชนแทบจะครึ่งหนึ่งของเมืองจินโจวมาส่งพวกเขาเฉียนเหลียงนำกลุ่มขุนนางและผู้อาวุโสในหมู่บ้านมามอบถังเหล้าจำนวนมากให้กับเหล่าทหารกล้าของกองทัพอี้จวิน
กงจื้อหมิงดื่มเหล้าในถ้วยของเขาเขากล่าวคำขอบคุณพร้อมกับประสานมือจากนั้นก็ฝากเมืองจินโจวไว้กับเฉียนเหลียงด้วยความจริงจัง
เฉียนเหลียงคุกเข่าพร้อมคำนับหัวลงบนพื้นด้วยความตื่นเต้นเขาแทบจะใช้เลือดของตนเองตอบแทนความไว้ใจของกงจื้อหมิง
กงจื้อหมิงตบไหล่เขาจากนั้นก็ขึ้นม้าไปด้วยความสง่างาม
ม้าอูจุยในเกราะสีทองผ้าคลุมสีแดงของเขาโบกสะบัดท่ามกลางลมหนาวทหารหลายหมื่นคนยกหอกขึ้นและตะโกนเสียงดัง “ท่านแม่ทัพผู้เก่งกาจกองทัพอี้จวินไร้พ่าย!”
เสียงตะโกนดังลั่นไปถึงสวรรค์สั่นสะเทือนจนเมฆหนาบนท้องฟ้ากระจัดกระจายเผยให้เห็นแสงอาทิตย์ที่ส่องตรงมายังกงจื้อหมิงทำให้เขาดูเหมือนเทพเจ้าที่ลงมาจากเบื้องบน
เมื่อประชาชนเห็นเช่นนี้ก็พร้อมใจกันคุกเข่าและคำนับพร้อมกับร้องเรียกเสียงดังไม่หยุด
ในสถานการณ์เช่นนี้แม้แต่ฟางซิ่นที่ชื่นชอบวรรณกรรมเป็นหลักยังรู้สึกตื่นเต้นจนเลือดพล่านฉู่ชีซีเองก็ดูไม่ต่างกัน นางแกว่งแส้อย่างกระฉับกระเฉงแทบจะอยากเข้าไปสู้รบในสนามรบทันที
มีเพียงกงจื้อหมิงที่ยังคงเยือกเย็นเช่นเคยเขามองไปยังเนินเขาอันไกลโพ้น ดวงตาฉายแววความอาลัยแห่งรักแต่แขนขวาของเขายังคงยกหอกในมือขึ้น “ออกเดินทางได้!”
กองทัพใหญ่กว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นนายเคลื่อนไหวราวกับสายลมเพียงครู่เดียวพวกเขาก็ออกจากประตูเมือง และมุ่งหน้าไปยังจุดหมายแสนไกล…
ติงเหว่ยค่อยๆปล่อยมือลงจากม่านหน้าต่าง นางรู้สึกแสบจมูกจนเกือบจะร้องไห้ออกมาอวิ๋นหยายื่นคอมองไปที่กองทัพหญิงแต่เมื่อเห็นว่ากองทัพใหญ่เดินทางไปไกลจนไม่เหลือแม้แต่เงานางก็รู้สึกผิดหวังและพูดว่า “การเดินทางครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้พบกับพวกพี่สะใภ้หวังอีก”
อวิ๋นอิ่งสังเกตเห็นสีหน้าของนายหญิงแล้วรีบพูดขึ้นว่า“ตอนนี้กองทัพอี้จวินมีความชอบธรรมในสายตาของประชาชนบางทีพวกเขาอาจจะรุกไปถึงซีจิงได้อย่างราบรื่น และจบสงครามในไม่ช้านี้ตอนนั้นพวกเราก็จะได้เจอกันแล้ว”
อวิ๋นหยากำลังจะพูดอะไรอีกแต่ก็ถูกอวิ๋นอิ่งจ้องด้วยสายตาตักเตือนนางจึงรีบระงับความคิดนั้นแล้วหัวเราะแก้เขินพร้อมกับอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปเล่น
ติงเหว่ยเข้าใจเจตนาดีของพวกนางเป็นอย่างดีนางจึงเรียกสติกลับมาและสั่งเสียงดังไปยังเฉิงเถี่ยหนิวที่เป็นสารถีของรถม้า“พวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ กลับไปยังจวน!”
เฉินเต๋อได้ติดตามท่านผู้อาวุโสเหว่ยไปออกศึกกับกองทัพแล้วเขาตั้งใจที่จะเรียนรู้วิธีการช่วยชีวิตคน แต่เฉิงเถี่ยหนิวเป็นคนซื่อและเข้าใจช้าสองสามวันก่อนเขาถูกเฉินเต๋อลากมาหาติงเหว่ยเพื่อขอรับใช้อยู่ข้างกายนาง
ติงเหว่ยลังเลอยู่บ้างอย่างไรนางก็ไม่ได้มีอำนาจทางการทหารแต่พอดีกับที่กงจื้อหมิงได้ส่งทหารสองร้อยนายมาคุ้มกันรอบไร่ นางจึงพูดเพิ่มขึ้นมาสักประโยค และในไม่ช้าเฉิงเถี่ยหนิวก็ถูกส่งมาที่นี่
ไร่สกุลอวิ๋นอยู่ห่างจากเมืองจินไม่เกินสิบกว่าลี้เพียงไม่ถึงหนึ่งเค่อรถม้าก็วิ่งมาถึงที่หมายแล้ว
-----------------------------------------
[1] ม้าอูจุย 乌骓马 หมายถึงม้าที่ลำตัวสีดำและมันวาวประดุจผ้าแพร มีเพียงกีบเท้าทั้งสี่เท่านั้นที่มีสีขาวดั่งหิมะติดอยู่ที่หลังตรงบั้นเอวนั้นมีสีดำด่าง ขาทั้งสี่ประกอบด้วยมัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นแสดงถึงความแข็งแรงและพละกำลัง ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อเซี่ยงอวี่ฆ่าตัวตายที่แม่น้ำอูเจียง ม้าตัวนี้ก็กระโดดตามนายของมันลงไปตายในแม่น้ำด้วย