บทที่ 8 สัญญาณลับ
ยู้ว~
กลีบเท้าอาชาพันธุ์ดีห้อตะบันจนฝุ่นผงบนถนนคละคลุ้ง ชายร่างใหญ่ในอาภรณ์รวบรัดทะมัดทะแมง ด้านหลังไขว้ดาบคู่ ใบหน้าคมคายหล่อเหลาไม่แพ้ท่านลุงโจว เสียอย่างก็แต่สีผิวที่หมองคล้ำ ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนใจดีเหมือนท่านลุงโจว
เ้าหัวผักกาดเสี่ยวเซายืนเท้าสะเอวมองบุรุษเพศที่มุ่งหน้าตรงมายังบ้านของตนอย่างพินิจพิเคราะห์ พอสั่งอาชาหยุด มันก็หยุดราวกับฟังภาษาคนออก เด็กชายยืนอึ้งต่อหน้าต่อตา อาชาตัวโตมโหฬารอยู่ห่างจากร่างอ้วนกลมของเสี่ยวเซาเพียงหนึ่งคืบมือ
ตอนนี้อาชาสีดำเข้มทำจมูกฟุดฟิดเหมือนมันอยากเลียหัวทุย ๆ ของเสี่ยวเซาเพื่อลิ้มรสหวาน เสี่ยวเซาน้อยขมวดคิ้วทำหน้าย่น ก่อนจะใช้ฝ่ามือเหนียวหนึบทาบจมูกที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำมูกน้ำลายของเ้าม้าดำ แล้วตวาดเสียงดุ ๆ ออกไปว่า
“นี่หัวคน มิใช่ผักมิใช่หญ้าเสียหน่อย เ้าม้าอ้วนจะกละ คิดจะกินข้าหรือ” -...-
เสียงคำรามเ่าั้ทำให้ชายหนุ่มผู้มาเยือนมีแววตาเป็ประกาย นั่นมันเด็กในอุดมคติของเขา!
‘ถังตู’ องครักษ์หน้าเข้มแต่คลั่งไคล้การมีบุตรชาย ถังตูคือผู้รับใช้ข้างกายแม่ทัพใหญ่โจวฉือจวินแห่งหนานเป่ย ร่างสูงแปดฉื่อสมส่วนสันทัดตามรูปแบบนักรบ ด้วยสวมชุดสีดำหัวจรดเท้า และมีสีผิวเข้มโทนน้ำตาลเกรียม ทำให้บุคลิกภาพภายนอกของถังตูดูน่ายำเกรงไม่แพ้ผู้เป็นาย
เพียงปั้นหน้าเ็าเล็กหน่อย ประจวบกับนิสัยเดิมที่ถังตูเป็คนพูดน้อย บุคลิกภาพเหล่านี้ยิ่งเสริมให้ถังตูดูโเี้จนผู้คนไม่อยากเข้าใกล้ อย่าว่าแต่เด็กเล็กที่วิ่งหนีร้องไห้จ้า แม้แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่พบเห็นถังตูยังต้องรีบก้มหน้าเพื่อหลีกทางให้ ใครบ้างเล่าจะอยากมีปัญหากับองครักษ์คนสนิทของแม่ทัพใหญ่โจวฉือจวิน
แม้ใบหน้าของเขาค่อนไปทางดุดันไม่เป็มิตร แต่องครักษ์ นักฆ่า มือสังหาร แล้วแต่จะเรียก เขาชื่นชอบเด็กอ้วนเป็ชีวิตจิตใจ
นานมาแล้วถังตูเคยจินตนาการว่าอยากมีลูกชายเป็ของตัวเอง ขอเพียงขาว ๆ อวบ ๆ ก็สามารถเรียกว่าน่ารักน่าชังได้แล้ว เสียอย่างก็แค่ด้วยชีวิตองครักษ์เช่นเขา ไม่มีเวลามากนักที่จะปลีกตัวออกไปเกี้ยวพานสาวงามสักคน อีกประการหนึ่งหากมีเวลาออกไปเกี้ยวพานสาวงามแล้วอย่างไรต่อ เชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าพวกนางไม่ยินดีมีสามีเป็นักฆ่าอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ชายผู้น่าเกรงขามบนอานม้า จึงไม่มีบุตรเป็ของตัวเองเสียที หลายต่อหลายครั้งมักเข้าหาลูกเล็กเด็กชายในเมืองหลวง แต่ไม่ว่ากี่ครั้งเด็ก ๆ ที่เขาเข้าใกล้ มักจะแผดเสียงร้องไห้จ้าจนแก้วหูแทบะเิทุกครั้งไป
ตัวข้าเอ๋ย ตัวข้า… หากจะโทษก็คงต้องโทษ์ที่มอบใบหน้าอันดุร้ายเช่นนี้ให้ข้า
.
.
.
อึก!
เสียงมือแน่นเหนียวะโเข้ามากอดท่อนขาของถังตูอย่างคาดหวัง น้ำเสียงเล็ก ๆ ดังแทรกขึ้นมาในบัดดล
“ท่านคือพวกเดียวกันกับคนที่พาเสี่ยวเซามาทิ้งไว้ที่นี่ ตอนนี้กลับมารับเสี่ยวเซากลับบ้านแล้วใช่หรือไม่” ดวงตาของเสี่ยวเซาเป็ประกายขณะถาม
“ข้าเพียงมาตามหาคน” ทว่าถังตูเพียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย แต่ทำให้เด็กชายหุบยิ้มคล้ายอยากร้องไห้
“คนที่ท่านกำลังตามหา ก็คือเสี่ยวเซาอย่างไรเล่า บางทีเสี่ยวเซาโตขึ้นแล้ว ท่านอาจจะหลงลืมใบหน้าเดิมของเสี่ยวเซาไปบ้าง แต่เสี่ยวเซาก็คือเสี่ยวเซานะขอรับ” เด็กชายรัวคำพูดด้วยความกระตือรือร้น จนองครักษ์ถังตูปวดหัวไปหมดแล้ว
แม้ว่าถังตูจะโปรดปรานเด็กชายร่างขาว ๆ อวบ ๆ มาก แต่ทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง อย่างไรเื่ตรงหน้าก็สำคัญกว่าเป็ไหน ๆ ด้วยเหตุนี้จะมาว่อกแว่กกับกิเลสยั่วยุเช่นเด็กอ้วนหัวผักกาดคนนี้ไม่ได้ เมื่อคิดได้ทำนองนี้ถังตูจึงทำเมินเฉยเ็า แกะนิ้วมือเล็กป้อมที่เกาะหน้าขาเหนียวแน่นออกอย่างไม่แยแส
งะ… ƟᴥƟ
เสี่ยวเซาเริ่มอ้าปาก ทว่าพี่ชายผู้หล่อเหลาเหล่ตามองคล้ายรู้ทัน พลางเอ่ยห้ามปรามอย่างหัวเสียว่า
“หยุดนะ อย่าร้องไห้เป็อันขาด มิเช่นนั้นข้าจะโยนหัวผักกาดเช่นเ้าให้เ้าม้าต้าฮุ้ยกิน”
แน่นอนว่าถังตูรู้วิธีเรียกร้องความสนใจของเด็กเล็กเป็อย่างดี ถังตูผู้นี้เข้าใจอุปนิสัยของเด็ก ๆ เป็อย่างดี หากจะยกย่องว่าถังตูแห่งจวนต้าเจียงจวินคือปราชญ์หนุ่มแห่งยุคด้านเด็กเล็ก ก็จะไม่ขอถ่อมตัวแล้ว
“หืม? ต้าฮุ้ยคือชื่อเ้าดำหรือ”
เสี่ยวเซาผู้ไร้เดียงสาเผลอไผลจิ้มนิ้วไปที่ม้าใหญ่ตัวสีดำ นั่นทำให้ถังตูสลัดเ้าเด็กอ้วนทิ้งได้สำเร็จ เพียงพริบตาเดียว ถังตูหนุ่มก็เดินนำลิ่วเข้าไปเคาะประตูบ้านที่เก่าโทรมใกล้ผุพัง ทันใดนั้นบทสนทนาของคนทั้งสองจากด้านในก็สงบลง
นอกจากท่านป้าร้านขายเนื้อที่คอยเอาเนื้อสดมาเลี้ยงดูเสี่ยวเซา ก็แทบไม่มีใครกล้ามาเยี่ยมเยือนกระท่อมหลังเขา นั่นก็เพราะคนในหมู่บ้านรังเกียจจิ่วอี หาว่านางเป็ปีศาจกินคน ที่พออยู่กับใคร คนนั้นก็จะตายลง เหมือนมารดา บิดา และท่านยาย ที่เคยเกิดขึ้นมาให้เห็น
“ถังตู…ในที่สุดเ้าก็มา”
ทันทีที่บานประตูเปิดออก ร่างสูงใหญ่ปรากฏตรงหน้า ถังตูหนุ่มคุกเข่าลงต่อหน้าโดยสัญชาตญาณ หน้าผากของเขาโขลกลงกับพื้นโดยไม่มีผู้ใดออกคำสั่ง นอกจากเป็การคำนับต่อการกลับมาของนายท่าน ยังเป็การคำนับต่อฟ้าดิน ขอบคุณสรวง์ที่พานายท่านกลับคืนสู่แผ่นดิน
เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองอย่างดีใจ จู่ ๆ ใบหน้าอันหล่อเหลาของถังตูหนุ่ม ก็ยับย่นเปลี่ยนเป็ร่ำไห้ ร่างกายกำยำของท่านแม่ทัพบัดนี้ซูบผอมน่าสงสาร เสื้อผ้าอาภรณ์ที่นุ่งห่มก็เก่าเสียจนไร้สง่าราศี ถังตูผู้ภักดีปวดใจยิ่ง ที่เห็นผู้เป็นายจมดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดอย่างไร้ข่าวคราว
“ที่ยืนอยู่ต่อหน้าเ้ามิใช่ผีสาง เช่นนั้นจะร้องไห้หาบิดาเ้ารึ”
อาจเป็คำพูดทักทายที่หยาบโลนสำหรับผู้ฟัง แต่สำหรับชายชาตรีอย่างโจวฉือจวิน นับว่าเป็คำทักทายที่แฝงไปด้วยความเขินอาย คล้ายอยากสื่อว่า ข้าไม่เป็ไรแล้ว เ้าไม่ต้องเสียใจไป แต่หากพูดเช่นนั้นออกไป รับรองว่าทั้งเ้าถังตูและโจวฉือได้ล้วงคออาเจียนอย่างแน่นอน
“ทะ…ท่าน…ไม่ได้มารับเสี่ยวเซาจริง ๆ ด้วย”
น้ำเสียงงุดงอดดังแทรกขึ้นมา เสี่ยวเซาหงอยเหงา เดินลากเท้าไหล่ห่อคอตก ผ่านร่างของท่านลุงโจวเลยเข้าไปใต้ชายคาบ้าน นั่นก็เพราะเสี่ยวเซารู้มารยาท ้าปล่อยให้ผู้ใหญ่คุยกันเป็การส่วนตัว แต่เมื่อบัดนี้ธุระกงการของถังตูลุล่วงแล้ว คนที่อยากพบก็ได้พบแล้ว จากที่เมินเฉยต่อเด็กชายร่างอ้วน ถังตูหนุ่มก็ชำเลืองตามแผ่นหลังผืนนั้นไปอย่างสนอกสนใจ
หนึ่งชั่วยามที่แล้ว ก่อนที่โจวฉือจะวิ่งตามเสี่ยวเซาออกไปดูจิ่วอีที่ถูกรุมรังแกอยู่กลางหมู่บ้าน ขณะกลับเข้ามาใต้ชายคาเพื่อผลัดเปลี่ยนชุด โจวฉือเหลือบเห็นพลุไฟหนึ่งแท่งวางอยู่ข้างเตียงนอน นั่นเป็พลุไฟของโจวฉือที่พกติดตัวไว้ตลอด
พลุไฟชนิดนี้เป็สัญญาณลับที่รู้กันเพียงสองคนระหว่างถังตูกับโจวฉือเท่านั้น ขอเพียงจุดมันออกไปให้พุงทะยานสู่ม่านเมฆา ไม่ว่าถังตูอยู่แห่งหนใด หากได้เห็นเข้าก็จะรีบมุ่งหน้ามายังบริเวณที่พลุไฟถูกจุด
เดิมทีโจวฉือไม่แน่ใจว่า จุดพลุไฟดอกนี้ออกไป องครักษ์คนสนิทอย่างถังตูจะสามารถสังเกตเห็นมันหรือไม่ ก็ไม่อาจรับประกันได้ นั่นก็เพราะหมู่บ้านชางตงอยู่ไกลจากเมืองหลวงมากเกินไป แต่ถึงกระนั้นก็อยากลองดู
ไม่น่าเชื่อว่าถังตูจะสามารถมองเห็นสัญญาณพลุไฟได้จริง ๆ แล้วตามมาถูกที่เสียด้วย นั่นก็เพราะสองวันก่อนถังตูได้รับพระบัญชาจากฮ่องเต้ ให้มาตรวจสอบเส้นทางขนส่งระหว่างเขตแดนที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านชางตง ทันทีที่เห็นสัญญาณพลุไฟ หัวใจอันกล้าแกร่งดั่งหินผา ก็เต้นระรัวราวกลองศึก
ความหวังที่มีอยู่เพียงริบหรี่เฝ้าภาวนาตลอดเส้นทาง ขอให้ผู้จุดพลุไฟดวงนั้นเป็ท่านแม่ทัพ ที่คนในเมืองหลวงต่างเล่าลือว่าหายสาบสูญ แต่ด้วยบารมีอันเหี้ยมเกรียมของท่านแม่ทัพใหญ่ที่เคยตั้งตนเป็ศาลเตี้ย สังหารคนชั่วดั่งผักปลา ทำตัวเฉกเช่นเทวทูตคอยตัดสินถูกผิด ไม่ให้คนชั่วได้ตั้งตัว ก็ตัดหัวจนหลุดออกจากบ่าเสียแล้ว
ด้วยเหตุนี้ชาวเมืองจึงไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ ถึงการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของท่านแม่ทัพโจวมากนัก บัดนี้ผ่านไปกว่าสิบห้าวัน การหายไปของท่านแม่ทัพโจวยังคงเป็ปริศนา องค์เจ๋อซีหวงตี้ผู้เป็พระสหายสนิท มีพระทัยเศร้าโศกโศกา ออกราชโองการประกาศกร้าวจัดงานศพให้จวนโจว เรียกได้ว่าะเืฟ้าะเืดินไปสามทวีปหกดินแดน
“เ้าหน้าเหม็นเจ๋อซี บังอาจรีบแช่งให้ข้าตายหรือ”
โจวฉือหลุดเรียกชื่อสหายออกมาอย่างหยาบโลน โดยไม่ต่อท้ายด้วยยศกษัตริย์ นั่นทำให้ถังตูเปลี่ยนขั้วอารมณ์กลับมาอมยิ้มได้อีกครั้ง แบบนี้สินะถึงจะใช่ท่านแม่ทัพใหญ่โจวฉือจวินของข้าน้อยถังตู
ทว่า…ขณะหัวเราะขบขัน จู่ ๆ หัวผักกาดกลมทุยผลุบโผล่อยู่ข้างประตูบ้าน มองหน้าพี่ชายรูปหล่ออย่างสงสัย ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ พลางกล่าวเสียงเจื้อยแจ้วว่า
“ท่านก็รู้จักบิดาของเสี่ยวเซาด้วยหรือ?”
*****
*เสี่ยวเซา หนูลู๊ก แอบฟังผู้ใหญ่คุยกันไม่ดีนะครับ*
นิยายเื่ : โจวฉือ แม่ทัพใหญ่ผู้เลี้ยงดู เ้าหัวผักกาด
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1