การสอบปลายภาคผ่านพ้นไปโดยที่นุ่นเข้าสอบทั้งสามวันในสภาพที่อิดโรย ตลอดสัปดาห์ก่อนสอบ นุ่นไม่ได้มาเรียนและไม่ได้ส่งงานที่ครูสั่งหนึ่งงาน นุ่นนั่งพักอยู่ในห้องเรียนตลอด่เวลาของการเข้าแถว หลังสอบเสร็จแต่ละวิชา นุ่นก็จะฟุบลงกับโต๊ะจนผมใจหาย ผมคอยมองนุ่นตลอดแม้แต่ตอนทำข้อสอบ ผมคิดว่าอาการของนุ่นยังไม่ดีนักแต่เพราะสอบนุ่นเลยจำเป็ต้องมา ผมได้ยินนุ่นคุยกับบัวในตอนเที่ยงวันหนึ่งว่านุ่นออกจากโรงพยาบาลมาสองวันแล้วแต่ก็ยังกินข้าวไม่ค่อยได้ วันนั้นนุ่นก็เอาข้าวต้มมาเป็มื้อเที่ยง โชคดีที่สอบถึงแค่บ่ายสอง พ่อนุ่นมารออยู่แล้วตอนที่นุ่นออกจากห้อง ผมเห็นเพราะออกมาจากห้องสอบก่อนใคร กะจะทักนุ่นก่อนกลับ แต่พอนุ่นออกมา นุ่นก็เดินไปหาพ่อทันทีโดยหางตาก็แทบจะไม่มีให้ผมเลยสักนิด
เหลือเวลาอีกแค่สองวันก็จะสอบเสร็จ ตอนนั้นผมไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านหนังสือเลย ที่บ้านพ่อก็ทะเลาะกับย่าเพราะพ่อไม่ยอมไปถอนหญ้าในแปลงผักซะบ้าง ย่าบ่นจนพ่อต้องหลบออกไปนั่งตั้งวงกินเหล้าที่บ้านข้าง ๆ แทน พ่อออกไปนานแล้วแต่ย่าก็ยังบ่นไม่หยุด พ่อคงไม่รู้ว่าสิ่งที่พ่อทำนั้น มันตกอยู่ที่ผมเสมอ นอกจากผมต้องทนฟังย่าบ่นแทนพ่อแล้ว ผมยังต้องเป็คนที่ไปนั่งถอนหญ้าแทนพ่อด้วย ก็ดีเหมือนกัน ผมคิดในใจ ผมเองก็ไม่ได้อยากอ่านหนังสือและโชคดีแล้วที่คนในบ้านก็คงเห็นด้วยกับการที่ผมไม่ต้องสนใจการเรียนมากนัก
เช้าวันต่อมา ผมตั้งใจจะคุยกับนุ่นั้แ่เช้าและมันสำเร็จเพราะนุ่นมาเร็วเหมือนปกติ แต่ไม่ได้ไปกินข้าวที่เพิง ผมจึงไม่กินด้วย ผมถือแค่นมหนึ่งกล่องไปดื่มในห้อง
“หายหรือยัง”
นุ่นหันมามองผมแล้วส่ายหน้า
“ทำไมเป็หลายวัน หมอรักษาไม่ดีเหรอ”
“ใกล้หายแล้ว”
“ทำข้อสอบได้ไหม”
“ไม่ได้ ไม่ได้อ่านหนังสือเลย”
นุ่นมองผมอีก ผมเริ่มเดินไปมาเพราะตื่นเต้นที่เราอยู่กันแค่สองคน
“ปิดเทอมจะมาเล่นน้ำคลองบ้างไหม”
“ไม่ แม่ไม่ให้มาหรอก”
“เขาห้ามเล่นเหรอ”
“เปล่า แค่จะมาเล่นน้ำคลองเฉย ๆ แม่ไม่ให้มา จะมาส่งแค่เล่นมันเสียเวลา”
“อ๋อ” ผมเข้าใจจริง ๆ นะ ไม่ใช่ว่าพยักหน้าไปเฉย ๆ
พอผมกลั้นใจจะบอกต่อว่าผมจะไปหานุ่นที่บ้าน ไอ้หนึ่งก็เดินปากมันแววเข้ามาขัดจังหวะ
“ไม่กินข้าวเหรอ” มันหันมาถามผม แต่ผมอยากจะรัดคอมันให้รู้แล้วรู้รอด มันเหมือนคนไม่รู้เื่เลยจริง ๆ มันควรจะมองเข้ามาก่อน แล้วทำเหมือนในละครที่พอเห็นพระเอกนางเอกอยู่ด้วยกัน เพื่อนพระเอกก็ไม่ควรเข้ามา
“กินนมแล้ว” ผมตอบเสียงต่ำ ๆ เพื่อให้มันรู้ตัวแต่ไม่เลย มันเดินไปหยุดยืนค้ำโต๊ะนุ่น
“หายไหม เป็หลายวันแล้วนะ มีคนเป็ห่วงเป็ใย” แล้วมันก็หัวเราะ
“ใคร” นุ่นเริ่มหน้าบูด ใคร ๆ ก็รู้ว่านุ่นไม่ชอบฟังคำพูดคำจาอะไรแบบนี้
“ไม่มี ๆ หยอกเฉย ๆ แล้วมีใครไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลบ้าง”
“บัวไง ครูไพลินก็ไป”
“แค่นั้นเหรอ” มันยังไม่หยุด ผมทนไม่ไหว กลัวนุ่นจะรู้ ผมเลยเดินไปหาไอ้หนึ่งแล้วแอบหยิกมันที่สีข้าง
“โอ๊ย !”
“มึงอ่านหนังสือมาไหม”
“ไม่อ่าน”
“ก็กลับไปนั่งที่โต๊ะสิ อ่านซะมั่ง”
ไอ้หนึ่งมองหน้าผมพร้อมถูสีข้าง
“มึงนะ หยิกกู”
นุ่นทำหน้าสงสัย ผมไม่รอให้มันเฉลยเื่ของผมแน่ เื่นี้ นุ่นต้องรู้ในตอนพิเศษเท่านั้น ผมดึงแขนมัน
“งั้นไปส้วมกัน” ผมลากมันให้พ้นจากนุ่น
พอตอนเที่ยงผมเอาข้าวที่โรงอาหารมากินในห้อง ผมยกมาทั้งถาดหลุมเลย ในห้องมีนุ่นกับบัวนั่งอยู่ก่อนแล้ว ผมเลยขอนั่งด้วย นุ่นดูแปลกใจ
“ทำไมเอามาที่นี่”
“ไม่มีที่นั่ง วันนี้ไม่รู้ทำไมคนเต็มเลย”
“ดิน เอาสีมาแล้วเหรอ เดี๋ยวสอบวิชาศิลปะนะ” บัวเคี้ยวข้าวไปพลางตอนถามผม
“ฮะ ! ครูบอกให้เอามาเหรอ” ผมใของจริงเพราะผมไม่ได้เอามา ไม่มีการรับรู้เื่สีในหัวเลยสักนิด
“ไม่ได้เอามาเหรอ” นุ่นถามบ้าง
“อือ”
และแล้วสิ่งที่ผมไม่คาดคิด นุ่นหยิบกล่องสีออกมาจากกระเป๋า สีของนุ่นเป็กล่องใหญ่ แบบที่เป็แท่งยาว หนึ่งแท่งมีสองสีอยู่คนละด้าน ผมเห็นหน้ากล่องเขียนว่า 24 สี นุ่นเลือกสีอย่างตั้งใจ แล้วหยิบออกมายื่นให้ผม
“ให้ยืม พอไหม” ผมพยักหน้า เด็กผู้หญิงสุดเท่คนนี้ น่ารักอีกด้วย
ผมออกจากห้องสอบเป็คนท้าย ๆ ในวันนั้นเพราะเป็วิชาที่ผมถนัด ผมตั้งใจทำกว่าทุกวิชาที่ผ่านมาโดยไม่รู้เลยว่าผมได้พลาดแผนการสนิทกับนุ่นไปอีกวันเพราะนุ่นกลับบ้านไปก่อนแล้ว ผมกำสีของนุ่นไว้แน่นตอนที่เดินกลับบ้านและเอาแต่มองมันจนเดินตกสะพานตอนข้ามคูน้ำ ยังดีที่ไม่มีน้ำและผมไม่ได้เจ็บตัวอะไร แค่ถลอกตรงหัวเข่าข้างหนึ่ง พอถึงบ้านผมหาถุงกระดาษสีน้ำตาลที่ย่าได้มาจากการซื้อของในตลาด เอาสีใส่ลงไปเรียงไว้เป็ระเบียบ จากนั้นม้วนปากถุงลงแล้วม้วนรวบก้อนสีเป็กลม ๆ เอาหนังยางรัดไว้ให้แน่นแล้วเก็บใส่กระเป๋านักเรียน ผมไม่อยากตั้งไว้เกะกะเพราะกลัวน้องจะเอาไปเล่น ผมจะรักษาอย่างดีและจะคืนให้นุ่นในวันพรุ่งนี้ตอนที่กล่าวคำอำลาก่อนปิดเทอม
พอเช้าวันใหม่ผมตื่นขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่า พ่อไปช่วยงานศพญาติอีกหมู่บ้านและนอนค้างที่โน่น ที่บ้านผมจึงสงบกว่าที่เคย แต่ก็ไม่อยากคิดเลยว่างานศพจะวุ่นวายแค่ไหนเพราะรู้มาว่าไม่ใช่เฉพาะหัวโจกอย่างพ่อผมที่ไป ที่หมู่บ้านนั้นก็มีหัวโจกและสนิทกับพ่อด้วย นอกจากนั้นแล้วแก๊งขวดน้ำตาลน้ำใสของพ่อก็ติดสอยห้อยตามพ่อไปด้วย
ปกติผมไปโรงเรียนก่อนใครอยู่แล้ว วันนั้นผมยิ่งไปเร็วกว่าทุกวัน ร้านเพิงยังไม่เปิดด้วยซ้ำตอนที่ผมไปถึง ภารโรงก็ยังไม่มา ผมเลยนั่งรอที่เก้าอี้หน้าเพิง ครูสอนพละนุ่งผ้าขาวม้าเดินออกมาตากผ้าที่หน้าบ้านพักและเห็นผม เขาะโมาแต่ไกล
“มาเร็วจังเลยนะ เหมือนเด็กขยันเรียนเลย”
ผมไม่อยากตีความว่านั่นคือคำชมหรือคำประชดประชันกันแน่ ผมแค่ยิ้มไปงั้น ๆ เขาไม่ใช่คนที่ผมอยากพูดด้วยสักเท่าไหร่เพราะเวลาสอนพละ ถ้าเด็กคนไหนทำได้ไม่ดีอย่างที่เขาชอบ เขาจะด่า หยาบ ๆ อย่างคำว่า ไอ้เด็กพวกนี้ ไอ้พวกไม่ได้เื่ ไอ้ปัญญาอ่อน ดังนั้นพอเขาเข้าไปในบ้านแล้ว ผมเลยหันไปอีกทางแล้วทำท่าแบะปากอยู่คนเดียว พอเห็นลุงภารโรงขี่รถมอเตอร์ไซค์เข้ามาในรั้วโรงเรียนผมก็วิ่งไปหา เขาจึงรีบเปิดห้อง ป.3 ให้ก่อนเลย
“มาเร็วนะ” เขาพูดเื่ผมมาเร็วอีกแล้ว
“ครับ”
ผมวางกระเป๋าตัวเองไว้ที่โต๊ะ จากนั้นก็ไปที่โต๊ะของนุ่นแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ที่นุ่นนั่งทุกวัน ผมฟุบหน้าลงกับโต๊ะและเริ่มยิ้มกริ่มเพราะรู้สึกว่าได้กลิ่นจาง ๆ ของนุ่น
“ไอ้โรคจิต” เสียงไอ้หนึ่งทำให้ผมสะดุ้งโหยง
“อะไร ! ”
“มึงสิ อะไร ไปนั่งทำอะไรตรงนั้น เหมือนคนโรคจิต แน่จริงมึงอย่าลุกนะ นุ่นกำลังมา กูเห็น”
ผมลุกขึ้นทันที กลับมาที่นั่งของตัวเอง
“ไปที่เพิงไหม”
“ไม่ไป ฝากซื้อขนมปังให้ด้วย หมูหยอง”
“กูรู้ ว่าคิดอะไร”
“เออ มึงรีบออกไปเลย”
ไอ้หนึ่งออกไปพร้อมรอยยิ้มกวนประสาท แล้วไม่กี่วินาที นุ่นก็เข้ามา
“นุ่น” ผมเรียกพลางหยิบห่อกระดาษใส่ดินสอสีออกจากกระเป๋า
“อ๋อ เมื่อวานเรากลับก่อน วาดรูปไม่ได้เลย วาดยังไงก็ไม่สวย”
“เราชอบวาดรูป นุ่นไม่ชอบเหรอ”
“ไม่ชอบ”
นุ่นหยิบสีที่ผมคืนให้ใส่กระเป๋า คงเพราะไม่ได้เอากล่องสีมา นุ่นเลยเก็บใส่กระเป๋าไปทั้งอย่างนั้น
“ปิดเทอมนุ่นอยู่ที่บ้านเหรอ”
“ใช่”
“แล้วเวลาปิดเทอม มีใครไปหาที่บ้านไหม”
“บัวไง”
“ไปเล่นเหรอ”
“ใช่”
“ใครจะไปก็ได้เหรอ”
“ใช่ แต่ใครจะไปล่ะ”
“เอ่อ เราแค่ถามดูเพราะเราก็ชอบไปบ้านไอ้หนึ่งเหมือนกัน”
“ไปเล่นน้ำคลองกันเหรอ”
“อือ เล่นหลังบ้านมันบ้าง มาเล่นข้างโรงเรียนบ้าง”
นุ่นพยักหน้า ผมอยากคุยต่อแต่ไม่รู้จะคุยอะไรแล้ว เลยทำเป็หยิบโน้นหยิบนี้ นุ่นเอาหนังสือวิทยาศาสตร์ที่จะสอบขึ้นมาอ่าน ผมเลยทำตามบ้าง พอเปิดดูก็แอบสงสัยว่าในหนังสือนั้น ผมเรียนมาหมดแล้วเหรอ ทำไมผมรู้สึกไม่คุ้นเลย
ปรากฏว่าเป็ไปตามคาด พอถึงเวลาสอบ สมองผมว่างเปล่า ไม่มีข้อไหนที่ผมจำได้เลยว่าเรียนมาแล้ว ตายแน่ถ้าผมทำไม่ได้สักข้อ ผมจึงเงยหน้ามองไปข้าง ๆ ต้อยติ่งเด็กผู้หญิงเรียนดีอีกคนนั่งข้างผม แต่นั่นแหละ ไม่มีประโยชน์หรอกเพราะรอบ ๆ ข้อสอบของต้อยติ่งมีสมุดกางเป็กระโจมอยู่ทั้งสามด้าน เหมือนเธอกำลังทำห้องส่วนตัวให้ข้อสอบของเธอ ผมแอบถอนหายใจ พอหันอีกด้านก็ไม่ต่างกัน กระโจมสมุดได้กำเนิดขึ้นหลายโต๊ะในห้องแห่งนี้ ผมเกือบจะถอดใจแล้วปล่อยให้สมองในส่วนความคิดสร้างสรรค์ของผมทำงานไปเลยโดยไม่ต้องอ่านคำถามแต่จู่ ๆ ผมก็เห็นโต๊ะที่ถัดจากผมไปข้างหน้าสองตัว พวกเขากำลังส่งสัญญาณกัน ผมแอบมองปากของพวกเขา ไอ้อ้นคือหนึ่งในนั้น มันกำลังถามคำตอบจากอ้อยซึ่งนั่งอยู่ข้างมัน ผมอ่านปากครั้งแรก ไอ้อ้นพูดคำว่าข้อ 10 จากนั้นอ้อยก็เปิดคำตอบของตัวเอง แล้วแอบชูนิ้วสามนิ้วที่ข้างโต๊ะ ผมยิ้ม แน่ละข้อ 10 ตอบ ค. แน่นอน ผมเลยเริ่มเข้าร่วมกระบวนการแบบห่าง ๆ กับคู่นั้น โชคดีที่ครูคุมสอบวันนั้นคือครูวิจิตรที่มาแทนครูไพลิน ครูวิจิตรตัวใหญ่ แกเลยไม่ชอบเดินไปเดินมา แกนั่งแต่ที่โต๊ะแล้วอ่านหนังสือของแกไป เหลือบมองพวกเราบ้างเป็บางทีเท่านั้น ผมได้คำตอบมาประมาณหนึ่งจากการแอบดูไอ้อ้น ผมเลยอภัยให้มันเื่เมื่อวันก่อนที่มันเขียนจดหมายให้นุ่น โชคดีของมันไป …......
วิชาสุดท้ายผมจะไม่ยอมพลาด ผมจะจับตานุ่นไม่ห่าง ถ้านุ่นลุกผมก็จะลุกไม่ว่าจะเสร็จหรือไม่เสร็จ วันนั้นสอบแค่่เช้า นักเรียนไม่ต้องกินมื้อเที่ยงที่โรงเรียนเพราะฉะนั้นผมจะมีโอกาสแค่ตอนนุ่นเดินออกไปจากห้องเท่านั้น
และมันก็เกิดขึ้น นุ่นลุก ผมลุกทันทีทั้งที่ยังเหลือข้อสอบอีกราว ๆ ห้าข้อ ผมกามั่วไปเลยแล้วรีบวิ่งไปส่งครูติด ๆ กับนุ่น
“เสร็จพร้อมกันเลย ทำได้ไหม” ผมพูดแก้เขิน
“อือ” นุ่นเดินไปหยิบกระเป๋าหน้าห้องแล้วมองหาพ่อ
“ยังไม่มารับเหรอ”
“น่าจะ”
ผมรีบหยิบกระเป๋าบ้าง นุ่นเดินไปนั่งรอที่ม้านั่งข้างเสาธง ผมเดินตามไป
“ไม่กลับก่อนเหรอ”
“ยัง รอไอ้หนึ่งก่อน”
นุ่นไม่ได้เขยิบที่ให้นั่ง ผมเลยยืนอยู่ตรงหน้า เท้าก็เขี่ยทรายไปด้วย
“เอ่อ ปิดเทอมขอให้สนุกนะ”
“อือ”
“ถ้าว่าง ๆ ก็มาเล่นน้ำคลองสิ เด็กแถวนี้ก็ไปเล่นกันทุกวันแหละ”
“ไม่รู้จะมายังไง”
“ไปรับไหม” ผมโพล่งออกไปเพราะมันเข้าทางผมพอดี
“ไม่เอา”
และเหมือนมีคนเอาค้อนมาทุบหน้าผม อย่างนี้นี่เองที่เขาเรียกหน้าแตก
“ไปละนะ พ่อมาแล้ว”
นุ่นรีบลุกขึ้นแล้วเดินผ่านผมไป
“เจอกันเปิดเทอมนะ” ผมะโออกไปอย่างคนไม่มีอะไรจะเสีย แต่สิ่งที่ได้กลับมามันคุ้ม นุ่นหันกลับมาแล้วโบกมือให้ผมพร้อมรอยยิ้ม ผมค้างไปเพราะภาพนั้น แม้แต่ตอนที่พ่อขับรถพานุ่นลับตาไปแล้ว ผมก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ผมไม่อยากหันไปทางอื่นเลยเพราะกลัวว่าภาพที่นุ่นโบกมือให้จะหายไปด้วย
“ยืนทำอะไรตรงนี้” ไอ้หนึ่งเตะน่องผมเบา ๆ
“โชคดีแล้วมึง” ผมพูดกับมันด้วยปากที่ยิ้มกว้าง วันนั้นผมคิดว่าไม่มีอะไรจะทำให้ผมหงุดหงิดได้อีกแล้ว ถ้าพ่อใช้ให้ผมไปซื้อน้ำแข็งผมก็จะไป ถ้าพ่อเมาแล้วผมต้องแบกทั้งคืนผมก็จะทำ
ฝ่ามือของนุ่นประทับอยู่ในใจผมแล้ว…….........