อาการเมาพลังวิญญาณ
ยามค่ำคืนหลังมื้ออาหารที่แสนสงบกัสได้ออกมานั่งพักผ่อนในศาลาริมสระบัวของเขาตามลำพังเขานั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวโปรดพลางเอนตัวอย่างมีความสุขทั้งจากความรู้สึกสงบและความอิ่มเอมใจที่ได้รับจากความสำเร็จในวันนี้
ภายในใจของกัสมีภาพของความสำเร็จที่เขาได้รับเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเขากำลังทบทวนสิ่งที่เขาได้รับ ทบทวนความสำเร็จของเขาทั้งจากที่เกิดขึ้นในวันนี้และวันก่อนๆ
‘น่าสนใจทีเดียว..วิชากลั่นโลหิตคล้ายวิชาที่ข้าฝึกมากขนาดนี้เลยหรือนี่’
กัสนั่งคิดด้วยความทึ่งปนประหลาดใจและอดไม่ได้ที่จะลองทบทวนมันอีกครั้งเนื้อหาของวิชาที่จดจำได้ไม่มีลืม คำอธิบายของลิลลี่ที่ฟังแล้วเข้าใจได้ง่าย
แต่เมื่อนำมาคิดทบทวนอีกครั้งกัสก็ยิ่งเข้าใจวิชากลั่นโลหิตมากยิ่งขึ้นเนื้อหาทั้งสองส่วนแม้จะมีจุดประสงค์ที่แตกต่างแต่ทั้งหมดต่างนำไปสู่การกลั่นพลังชีวิตแทบทั้งสิ้น
การกลั่นแบบแรกและแบบสองเขาเข้าใจมันดีแล้วแต่ยิ่งคิดยิ่งทบทวนก็ยิ่งเข้าใจมันดีมากขึ้นไปอีกจุดที่เขาไม่เข้าใจในตอนแรกก็เริ่มคิดออก
‘บางที..เหตุผลที่ข้าไม่อาจกลั่นให้พลังชีวิตเข้มข้นไปมากกว่านี้ก็เพราะพลังชีวิตของข้าเข้มข้นไม่พอ..’
เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้นกัสก็ค่อยๆ เรียนรู้มันอย่างช้าๆและเริ่มนึกถึงสิ่งที่เขามองข้ามไป
กัสพบว่าตอนนี้เขามีแนวทางในการเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังชีวิตที่ดีเยี่ยมเขาสูบพลังชีวิตจากราชาอสูรทำให้เขาได้รับแหล่งพลังชีวิตที่มีคุณภาพไม่เพียงแต่มันจะบริสุทธิ์อย่างมากแล้ว มันยังมีปริมาณที่มากพอสำหรับเขา
แต่เมื่อคิดถึงความจริงที่ต้องเผชิญกัสก็ยังรู้สึกว่ามันไม่พออยู่ดี ตัวเขาไม่ได้มีเพียงตัวเขาเพียงคนเดียวอีกแล้วแต่มีคนของเขารวมอยู่ด้วย
‘บางทีคงจะถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่ต้องซื้อดินแดนย่อยพิเศษ’
กัสตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าเขาจะต้องซื้อดินแดนย่อยพิเศษในวันสุดท้ายของการทำงานแต่ก่อนหน้านั้นเขาต้องทบทวนความรู้ความเข้าใจที่เขาได้รับมาในช่วงนี้เสียก่อน
‘จริงสิ..บางทีวิชากลั่นโลหิตเองก็อาจจะนำไปประยุกต์ใช้กับพลังวิญญาณได้หรือเปล่านะในเมื่อข้าเองก็สามารถสร้างปัจจัยที่คล้ายๆ กันให้กับพลังวิญญาณได้’
การค้นพบนี้ทำให้กัสตื่นเต้นขึ้นมาทันทีจากนั้นก็นิ่งคิดและพยายามทบทวนเพื่อหาความเป็นไปได้จากสิ่งที่เขาได้เรียนรู้มาในช่วงนี้
ต่อจากนั้นกัสก็ดำดิ่งลงไปในความคิดแล้วเริ่มสัมผัสกับทะเลสาบวิญญาณของเขา
ภายในทะเลสาบวิญญาณที่สงบนิ่งของเขามีพลังวิญญาณเหลวบรรจุอยู่ราว 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดซึ่งปริมาณที่มีอยู่นี้คือปริมาณที่มากที่สุดที่เขาเก็บสะสมเอาไว้ได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อทะเลสาบวิญญาณของเขา
สภาพของทะเลสาบวิญญาณของเขานั้นหากใครได้มาเห็นร้อยทั้งร้อยคงต้องตกตะลึงเพราะมันเป็นสภาพของทะเลสาบวิญญาณที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนที่ยังไปไม่ถึงระดับเตรียมครึ่งเทพ
พลังวิญญาณของกัสล้วนแต่เป็นพลังวิญญาณเหลวทั้งยังมีความหนาแน่นที่เท่ากันทั้งหมดต่างกับคนทั่วไปที่ต่อให้ฝึกฝนจนถึงระดับพลังวิญญาณเหลวก็ไม่มีทางเลยที่จะมีพลังวิญญาณแบบเดียวกับเขา
ทะเลสาบวิญญาณของคนทั่วไปนั้นต่อให้ไปถึงระดับเหลวก็ไม่มีทางที่พลังวิญญาณทั้งหมดของพวกเขาจะกลายเป็นของเหลวแต่จะต้องมีพลังวิญญาณระดับหมอกปะปนอยู่ด้วยเป็นส่วนใหญ่
เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการกลั่นตัวเป็นของเหลวของพลังวิญญาณนั้นต้องอาศัยความหนาแน่นของพลังวิญญาณในระดับหนึ่งมันถึงจะกลั่นตัวเป็นหยดพลังวิญญาณได้
ซึ่งเมื่อพลังวิญญาณระดับหมอกกลั่นตัวเป็นพลังวิญญาณเหลวความหนาแน่นของพลังวิญญาณหมอกก็จะลดลงเพราะส่วนหนึ่งของพลังวิญญาณกลายเป็นพลังวิญญาณเหลวที่มีสถานะแตกต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ทะเลสาบวิญญาณของคนปกติจึงมีพลังวิญญาณหลายๆระดับรวมกันเสมอ ต่อให้ไปถึงระดับผลึกแล้วก็ตาม
ทว่าพลังวิญญาณของกัสนั้นกลับมีสภาพเป็นของเหลวทั้งหมดซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้แต่ที่มันเป็นแบบนี้ได้ก็เพราะเขาสามารถกลั่นพลังวิญญาณของเขาได้โดยตรงมันจึงเป็นเช่นนี้
เมื่อกัสนำปัจจัยที่จำเป็นต่อการกลั่นพลังชีวิตมาเทียบกับพลังวิญญาณเขาก็พบว่ามีหลายส่วนที่คล้ายกันจนทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าหากเขานำวิธีกลั่นพลังชีวิตมาใช้กับพลังวิญญาณบ้างจะเป็นยังไง
‘ก่อนอื่นต้องตัดเรื่องที่ทำไม่ได้ออกไปก่อน..อย่างแรกสุดข้าไม่สามารถใช้เพลิงแห่งชีวิตกับพลังวิญญาณได้อย่างที่สองข้าไม่สามารถควบคุมพลังวิญญาณได้โดยตรงอย่างที่สามทะเลสาบวิญญาณของข้ามีความแข็งแกร่งไม่เท่ากับร่างกายของข้า’
กัสทบทวนปัจจัยที่ต่างกันทั้งสามข้อนี้อย่างตั้งใจก่อนจะทดลองไปทีละส่วน
‘อย่างแรก ข้าใช้เพลิงแห่งชีวิตกับพลังวิญญาณไม่ได้ก็จริงแต่พลังวิญญาณก็ดูเหมือนจะไม่ต้องการเพลิงแห่งชีวิตเช่นกัน..มันต้องการแค่แรงกดดันเท่านั้นซึ่งตอนนี้ข้ารู้วิธีสร้างแรงกดดันให้กับพลังวิญญาณแล้ว’
เมื่อคิดได้กัสก็เริ่มทดลองเขาทำการสร้างหัวสิงโตสีดำขนาดใหญ่ขึ้นมาภายในทะเลสาบวิญญาณของเขาแล้วใช้หัวสิงโตที่สร้างขึ้นซ้อนทับกับทะเลสาบวิญญาณเอาไว้เพื่อใช้มันทำหน้าที่แทนทะเลสาบวิญญาณชั่วคราว
ต่อจากนั้นกัสก็ควบคุมหัวสิงโตสีดำให้หดตัวลงเพื่อบีบอัดพลังวิญญาณที่อยู่ภายในทะเลสาบวิญญาณอย่างช้าๆเป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับพลังวิญญาณภายในทะเลสาบวิญญาณของเขา
ทันทีที่กัสสั่งให้หัวสิงโตหดตัวลงจิตใจของเขาก็ได้รับผลกระทบในทันทีจนทำให้เขาตกตะลึงจนรีบสั่งให้มันหยุดลงแทบไม่ทัน
กัสสับสนมากทีเดียวแต่ไม่นานนักเขาก็สงบลงและค่อยๆ คิดทบทวนและตรวจสอบความผิดปกตินี้อย่างระมัดระวัง
‘ไม่มีปัญหา..จิตใจของข้าเพียงรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกบีบเท่านั้น..แต่ไม่มีอันตรายใดๆ’
ความรู้สึกอึดอัดนี้คล้ายๆ กับตอนที่ทะเลสาบวิญญาณถูกบังคับให้ขยายตัวทว่าตอนนี้มันต่างกันนิดหน่อยเพราะมันไม่รู้สึกเหมือนจะถูกฉีกแต่รู้สึกเหมือนโดนบีบแทน
‘ไม่เป็นไร..ข้าทนไหวเอาละตอนนี้มาดูกันว่าพลังวิญญาณของข้ามีความเปลี่ยนแปลงหรือไม่’
กัสค่อยๆเพิ่มแรงกดดันขึ้นทีละน้อยจนถึงจุดที่เขารู้สึกว่ายากจะทนไหวเขาก็หยุดจากนั้นตรวจสอบพลังวิญญาณของเขาอย่างละเอียดด้วยสัมผัสวิญญาณ
เพียงชั่วครู่หลังจากเฝ้ามองอย่างตั้งใจกัสก็พบว่าพลังวิญญาณของเขามีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นจริงๆ
‘ดี!! ปัญหาข้อแรกแก้ได้แล้วต่อไปก็..การควบคุมพลังวิญญาณ อันนี้ไม่ยากนี่ข้าทำมาหลายครั้งแล้วดังนั้นข้ามไปก่อนต่อไปก็..ความแข็งแกร่งของทะเลสาบวิญญาณ’
ในจุดนี้กัสจำต้องหยุดคิดอีกครั้งก่อนจะอุทานออกมาเบาๆเมื่อพบว่าตอนนี้ทะเลสาบวิญญาณของเขาไม่ได้มีพลังวิญญาณอยู่เลยเพราะมันถูกหัวสิงโตสีดำของเขาอมไว้จนหมด
ก้นทะเลสาบวิญญาณนั้นไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อยหรืออาจจะพูดได้ว่าไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่นิดเดียวที่สัมผัสกับทะเลสาบวิญญาณของเขาอยู่ในขณะนี้
ช่วงเวลานั้นกัสก็คิดขึ้นมาได้ว่าหากทะเลสาบวิญญาณของเขาแข็งแกร่งไม่พองั้นก็ใช้หัวสิงโตสีดำของเขาทำหน้าที่แทนไปเลยก็แล้วกัน
พอคิดแบบนั้นได้กัสก็สร้างหัวสิงโตสีดำออกมาอีก4 หัวแล้วส่งมันมาซ้อนทับกันเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้หัวสิงโตที่ทำหน้าที่แทนทะเลสาบวิญญาณ
เมื่อทำเสร็จกัสก็ยังไม่วางใจเขาทดลองถ่ายพลังวิญญาณจากช่องว่างวิญญาณเข้าไปในหัวสิงโตสีดำก่อน
เมื่อพลังวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นแรงกดดันมันก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยทำให้กัสจำต้องขยายหัวสิงโตขึ้นอีกหน่อยซึ่งทำให้แรงกดดันมันลดลงจนถึงระดับที่เขาอดทนไหว
แต่หลังจากขยายต่อไปจนเกือบจะใหญ่กว่าทะเลสาบวิญญาณของเขาแล้วกัสก็หยุดลงและก็พบว่าทะเลสาบวิญญาณของเขาตอนนี้มีพลังวิญญาณอยู่ถึง1 ใน 2 ส่วน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของความจุทั้งหมด
‘ถึงขีดจำกัดแล้วสินะ..มากกว่านี้ข้าจะรู้สึกไม่ดีแล้วสิอันตรายๆ’
กัสลอบโอดครวญในใจด้วยความหวาดกลัวเขาสับสนอยู่นิดหน่อยเพราะความกลัวนี้เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณของเขาซึ่งร้องเตือนว่าถ้าเพิ่มพลังวิญญาณเข้าไปมากกว่านี้จะมีอันตรายได้
แม้จะไม่เข้าใจว่าอันตรายที่ว่ามีอยู่จริงหรือเกิดจากอะไรทว่ากัสก็ตัดสินใจเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของเขาโดยไม่สงสัยอะไรทั้งสิ้น
ต่อจากนั้นเขาก็ใช้วิธีเดียวกับที่เคยทำก่อนหน้านี้สร้างวังวนพลังวิญญาณขึ้นภายในหัวสิงโตสีดำ
อาศัยการดูดกลืนและปล่อยออกในทิศทางที่เหมาะสมพลังวิญญาณเหลวก็จะถูกบังคับให้เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่เขาต้องการไม่นานนักมันก็ก่อตัวเป็นน้ำวนขึ้น
กัสทำอย่างช้าๆและระวังตัวอย่างมาก เขาใช้สัญชาตญาณของเขาในการตัดสินใจเมื่อพบว่าไม่มีปัญหาเขาก็เพิ่มความเร็วให้มากขึ้น ทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งความเร็วของวังวนพลังวิญญาณเร็วยิ่งกว่าครั้งไหนๆที่เขาเคยสร้างเขาก็ยังรู้สึกปลอดภัย
เรื่องนี้ทำให้กัสประหลาดใจมากทีเดียวเพราะเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดหรืออึดอัดเลยยิ่งไปกว่านั้นยิ่งเขาเร่งวังวนพลังวิญญาณมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็รู้สึกว่าแรงกดดันพลังวิญญาณมันลดลง
‘ทำไมกัน! ทำไมมันลดลงละ’
กัสสับสนอยู่ชั่วขณะจนต้องรีบตรวจสอบพลังวิญญาณอย่างเร่งด่วนก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อพบว่าเหตุผลที่ทำให้แรงกดดันพลังวิญญาณลดลงก็เพราะว่าความหนาแน่นของพลังวิญญาณมันเพิ่มขึ้นนั่งเอง
เมื่อความหนาแน่นเพิ่มขึ้นปริมาณของพลังวิญญาณก็ลดลงเมื่อปริมาณลดลงแรงกดดันมันก็เลยลดลงตามไปด้วยเป็นเรื่องปกติ
พอรู้แบบนั้นกัสก็ดีใจจนแทบคลั่งเพราะวิธีนี้มันดียิ่งกว่าวิธีที่เขาใช้ก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
ยิ่งรู้ว่าใช้งานได้โดยไม่มีปัญหากัสก็ถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปเพิ่มขณะที่รักษาความเร็วในการหมุนวนของพลังวิญญาณเอาไว้ในจุดที่สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ตลอดเวลา
พลังวิญญาณที่ถ่ายเข้าไปเพิ่มราวกับถูกดูดเข้าไปในวังวนและช่วยเพิ่มความหนาแน่นของพลังวิญญาณให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
กัสตกตะลึงไปแล้วตื่นเต้นจนคลั่งแล้ว เขาดีใจจนลืมตัวและหลงไปกับความสำเร็จจนลืมเวลาไปเลยทีเดียว
กว่าเขาจะรู้สึกตัวก็ตอนที่เขารู้สึกว่าวังวนพลังวิญญาณเริ่มอ่อนแรงลงและพบว่าหัวสิงโตสีดำเริ่มมีการตอบสนองต่อคำสั่งของเขาช้าลงถึงตอนนั้นเขาก็ตระหนักว่าจิตใจของเขาอ่อนล้าเต็มที่แล้ว
เมื่อรู้แบบนั้นกัสก็หยุดการฝึกเอาไว้ก่อนจะมองดูทะเลสาบวิญญาณที่บัดนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปพลังวิญญาณเหลวที่อยู่ในทะเลสาบวิญญาณนั้นไม่ได้เป็นของเหลวใสๆ อีกแต่เป็นของเหลวที่มีประกายแสงระยิบระยับราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
ประกายแสงนี้คืออะไรนั่นกัสรู้ดีทีเดียวสิ่งนี้คือพลังวิญญาณกึ่งผลึก หรือจะเรียกให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าตะกอนพลังวิญญาณ
สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนผู้นั้นกำลังจะก้าวข้ามไปยังขอบเขตของพลังวิญญาณระดับผลึกเท่านั้น
“สุดยอด!! พลังวิญญาณของข้าเกือบจะกลายเป็นผลึกแล้วงั้นหรือนี่!!นี่มันเร็วเกินไปแล้ว!!!”
กัสหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเขาดีใจจนยิ้มไม่หุบและหยุดหัวเราะไม่ได้เลยทีเดียวซึ่งเสียงหัวเราะของเขานั้นได้เรียกความสนใจจากน้องสาวที่รออยู่ด้านนอกได้เป็นอย่างดีทำให้น้องสาวคนโตของเขาเดินเข้ามาดูด้วยความสงสัย
“ท่านพี่..มีเรื่องอะไรดีๆ หรือคะท่านพี่ถึงได้หัวเราะขนาดนี้”
พอเห็นน้องสาวเดินเข้ามากัสก็หันไปมองในทันทีพลางส่งเสียงเรียกเธอให้เข้ามาหาก่อนจะยื่นมือออกไปโอบเอวของน้องสาวให้เข้ามาใกล้ๆ
แต่เมื่อเขายื่นมือออกไปสีหน้าของกัสก็ดูแปลกๆ รอยยิ้มของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะตอนที่มองมือของเขาที่ยื่นออกไปสัมผัสกับเอวของน้องสาว
ความรู้สึกของกัสในตอนนี้มันแปลกประหลาดเขาขมวดคิ้วมองดูการเคลื่อนไหวของตัวเขาเองด้วยความสับสนจากนั้นก็ยื่นมือออกไปอีกด้านหนึ่งทำท่าเหมือนจะคว้าอะไรสักอย่างในอากาศ
ชั่วขณะนั้นรอยยิ้มของกัสก็จางหายไปในทันทีเมื่อเขาพบว่าความคิดและร่างกายของเขามันทำงานไม่ประสานกันความคิดของเขาสั่งการออกไปแล้ว แต่เขากลับพบว่าร่างกายของเขาไม่ขยับตามที่เขาคิดมันขยับช้าไปมากช้าจนผิดปกติทำให้เขามองเห็นมือของเขาขยับไปตามคำสั่งที่เขาให้ไปก่อนหน้านี้ราวๆครึ่งวินาที
ผลลัพธ์นี้น่ากลัวมากสำหรับกัสมันน่ากลัวจนทำให้ใบหน้าของกัสซีดขาวซึ่งทำให้น้องสาวคนโตที่มองดูเขาอยู่ตื่นตกใจไปด้วย
“ท่านพี่!! เป็นอะไรไปค่ะทำไมสีหน้าของท่านถึงได้!!”
“ใจเย็นๆ!! ตอนนี้เจ้าไปตามซีต้ามาให้ข้าก่อนเร็วเข้าบางทีนางน่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้า”
เด็กสาวลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก็รีบหันหลังวิ่งออกไปในทันทีเธอวิ่งตรงไปยังบ้านของซีต้าที่ห่างไปไม่ถึงร้อยเมตรด้วยท่าทีที่ร้อนรนจนเหนื่อยหอบก่อนจะเคาะประตูด้วยความร้อนรน
“ท่านซีต้า!! ท่านซีต้าค่ะ!!ท่านพี่! ท่านพี่เป็นอะไรไปก็ไม่รู้!!”
เสียงร้องตะโกนของเด็กสาวนั้นทำให้เมดสาวอย่างวอร์แคทตื่นตัวขึ้นมาทันทีและทำให้เธอหมุนตัวกลับไปยังห้องทำงานของเจ้านายเพื่อแจ้งเรื่องนี้ให้ซีต้าทราบแทนที่จะเดินไปเปิดประตู
ซึ่งพอซีต้ารู้เรื่องเข้าเธอก็ตกจนแต่ไม่ว่ายังไงเธอก็เป็นปรมาจารย์ผู้รักษาต่อให้แตกตื่นตกใจยังไงเธอก็ไม่ได้สูญเสียความเยือกเย็นที่มีไปเลย
ซีต้ากวาดเอาอุปกรณ์ของเธอใส่แหวนมิติในทันทีจากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปอย่างเร่งรีบแล้วเปิดประตูออกไปเจอกับน้องสาวคนโตที่มีสีหน้าร้อนรน
ช่วงเวลานั้นซีต้าไม่ได้สอบถามอะไรทั้งนั้นเพราะการสอบถามจากคนที่ตื่นตกใจมันให้ข้อมูลเธอได้ไม่เท่ากับการไปดูผู้ป่วยด้วยตาของตัวเองอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ซีต้าจึงไม่พูดอะไรทั้งสิ้นแต่เธอเดินตรงไปหากัสในทันทีเด็กสาวที่มาเรียกซีต้าไปนั้นก็เหมือนจะได้สติกลับมาเล็กน้อยเธอจึงรีบไล่ตามไป
เพียงอึดใจซีต้าก็มายืนอยู่ข้างกายกัสเธอมองดูเขาด้วยความตื่นตระหนกปนสับสนเพราะจากภายนอกเธอมองไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลยไม่มีบาดแผล ไม่มีร่องรอยของอาการบาดเจ็บไม่มีความปั่นป่วนของพลังวิญญาณหรือพลังวิญญาณ
ทุกอย่างดูปกติจนไม่อาจปกติไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
เมื่อเห็นว่ากัสนั้นปลอดภัยดีแบบนี้ซีต้าก็เบาใจเธอยิ้มฝืนๆด้วยความสับสนก่อนจะหันไปปลอบใจน้องสาวคนโตของกัสแล้วหันกลับมาขมวดคิ้วมองหน้าเขาที่ยิ้มฝืนๆ
“เจ้าไปเล่นซนอะไรมาอีกละทำไมทำให้น้องสาวของเจ้าแตกตื่นตกใจแบบนี้”
“ข้าไม่ได้เล่นซนสักหน่อย..ข้าไม่ปกติจริงๆ นะแต่ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรข้าก็เลยตกใจ”
กัสอยากจะแก้ตัวว่าเขาไม่ได้ตั้งใจแกล้งน้องสาวเพราะตัวเขาเองก็ตกใจมากจริงๆเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นกับเขามาก่อน
พอได้ยินแบบนั้นซีต้าก็ไม่ได้พูดอะไรอีกนอกจากเปิดบันทึกโลกวิญญาณออกมาตรวจสอบโดยละเอียดก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นตัวเลขชุดหนึ่งที่เปลี่ยนไปมากจนผิดปกติ
“นี่เจ้าไปทำอะไรมาห๊ะ!! ทำไมพลังวิญญาณของเขาถึงได้เติบโตแบบก้าวกระโดดแบบนี้!!”
กัสหัวเราะฝืนๆด้วยรอยยิ้มแต่ก็ยิ้มไม่ค่อยออกเพราะไม่รู้ทำไมร่างกายของเขาถึงไม่ตอบสนองต่อคำสั่งของเขาอย่างที่ควร
“ข้าก็แค่..ทดลองอะไรนิดหน่อยนะแบบว่า..ประยุกต์ใช้วิชากลั่นโลหิตกับพลังวิญญาณดู..ผลที่ได้ก็อย่างที่เจ้าเห็น”
พูดจบกัสก็หัวเราะแห้งๆซึ่งเสียงดังไม่ต่อเนื่องกันเลยเพราะร่างกายของเขาตอบสนองต่อความคิดและคำสั่งของเขาไม่ทันซึ่งมันแปลกมาก แต่พอหายตกใจเขาก็ไม่รู้สึกกลัวมันอีกแต่รู้สึกรำคาญอยู่บ้างเล็กน้อย
ซีต้าเองพอเข้าใจต้นสายปลายเหตุเธอก็มีสีหน้าหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้เช่นกันเธอกุมขมับด้วยความรู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา
“เจ้าเด็กบ้า!! นี่เจ้าจะทำให้ข้าตกใจอีกสักกี่ครั้งถึงจะพอใจห๊ะ!!นี่เจ้าเมาพลังวิญญาณเพราะประยุกต์ใช้วิชากลั่นโลหิตกับพลังวิญญาณเนี่ยนะ!!หากคนของสายตระกูลเรดบลัดได้ยินเข้าไม่เป็นลมไปเลยหรือไง!!”
สิ้นคำพูดของซีต้าเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังทำให้เธอตกใจจนต้องหันไปมองและก็ได้เห็นภาพที่ทำให้เธอยิ้มไม่ออก
“ท่านลิลลี่!! ท่านลิลลี่เป็นลมไปแล้วค่ะ!!ช่วยด้วย!!”
รอยยิ้มของกัสแข็งค้างไปแล้ว ซีต้าเองก็ด้วย น้องสาวคนโตของกัสก็เช่นกันพวกเธอสามคนที่พอจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุแล้วถึงกับไปไม่ถูกเมื่อเห็นว่าคนจากสายตระกูลเรดบลัดมาได้ยินแล้วเป็นลมไปจริงๆ
ซีต้าก็อึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปดูอาการให้แล้วช่วยให้ลิลลี่กลับมาได้สติอีกครั้งแบบง่ายๆด้วยเวทมนตร์
“นี่ข้า..ฝันไปหรือ ข้าได้ยินว่าท่านสามีนำวิชากลั่นโลหิตไปประยุกต์ใช้กับพลังวิญญาณ..เรื่องแบบนั้นเรื่องแบบนั้นมัน..ไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหม”
สภาพของลิลลี่นั้นน่าสงสารน่าดูทีเดียวทว่ากัสในตอนนี้เขาสงสารใครไม่ลงจริงๆ เพราะเขากำลังเมาพลังวิญญาณอยู่
ก่อนหน้านี้ที่กัสตกใจก็เพราะเขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขาจึงตกใจมากไปหน่อยแต่หลังจากพบว่ามันไม่มีอันตรายอะไรกัสก็เบาใจ ยิ่งหลังจากได้ยินชื่ออาการจากปากของซีต้าด้วยแล้วเขาก็โล่งใจเพราะถ้าเธอรู้ว่าเขาเป็นอะไรมันก็ไม่น่าเป็นห่วงอีกแล้ว
แน่นอนว่าซีต้าเองก็รู้ดีว่าอาการของกัสนั้นไม่น่าเป็นห่วงแต่น่าหมั่นไส้มากกว่าจนเธอนึกอยากจะหยิกแก้มของเจ้าเด็กน้อยคนนี้แรงๆ สักครั้ง
ในขณะที่คิดแบบนั้นอยู่มิซ่าที่ไล่ตามมาติดๆ แต่ช้าไปครู่หนึ่งก็มาถึงตอนที่ได้ยินคำพูดของอาจารย์พอดีเธอจึงอึ้งไปครู่ใหญ่ก่อนจะมองไปยังกัสที่นอนอยู่บนเก้าอี้ด้วยท่าทีที่ดูสุขสบายดีก่อนจะยิ้มฝืนๆ
“ข้าตกใจหมดเลย..มันน่าไหมคะท่านกัส! มาตกใจกลัวกับเรื่องที่น่าอิจฉาแบบนี้ท่านอยากให้ข้าทุบใช่ไหมคะ!!”
มิซ่าไม่เพียงพูดเฉยๆ เธอยังทุบกัสจริงๆ แต่ก็ทุบเบาๆด้วยความหมั่นไส้เท่านั้น ซึ่งไม่ได้ทำให้กัสเจ็บเลยสักนิด แถมยังหัวเราะฝืนๆเพราะเขาป้องกันตัวไม่ได้เลย จะยกมือขึ้นมารับมันก็ช้าไปจะหลบก็หลบไม่ได้จนทำได้เพียงปล่อยให้มิซ่าทุบตีจนสมใจเท่านั้น
สุดท้ายซีต้าก็ช่วยปลอบใจลิลลี่จนเธอสงบลงแต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนสีหน้าตื่นๆ ที่เธอมองกัสเหมือนตัวประหลาดไปได้จากนั้นซีต้าถึงมาอธิบายให้เขาฟังว่าอะไรคืออาการเมาพลังวิญญาณ
อาการเมาพลังวิญญาณนั้นคืออาการที่เกิดขึ้นกับคนที่พลังวิญญาณเติบโตเร็วเกินไปจนทำให้จิตใจพัฒนาขึ้นจนร่างกายตามไม่ทันซึ่งจุดนี้จะทำให้ร่างกายกับจิตใจเกิดความเหลื่อมล้ำขึ้น ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อคำสั่งได้ช้าผิดปกติ
ทว่าปัญหาที่ว่านี้ไม่ได้รุนแรงหรือน่ากลัวอะไรเพราะมันส่งผลเฉพาะกับการเคลื่อนไหวของร่างกายเท่านั้นทั้งยังสามารถหายได้เองหลังจากปล่อยให้ร่างกายปรับสภาพสักระยะหนึ่ง
ซึ่งหลังจากอธิบายให้กัสฟังจนเข้าใจซีต้าก็อดใจไม่ไหวหยิกแก้มเขาไปทีหนึ่งจนเขาร้องโอ๊ยออกมา
“เจ้าเด็กบ้า!! เจ้านี่มันน่าตีจริงๆเลยนะ!!”
“โอ๊ย!! เจ้าตีข้าแล้วนะซีต้า!!”
เพราะมีอาการเมาพลังวิญญาณกัสก็เลยตอบโต้กลับไปไม่ได้เลยเขาทำได้เพียงปล่อยให้ซีต้ากลั่นแกล้งเขาไปอย่างสนุกสนานรวมกับมิซ่าที่ร่วมมือกันสั่งสอนเขาที่ทำให้พวกเธอตกใจ
ซึ่งกว่าจะพอใจกัสก็น่วมไปไม่น้อยเหมือนกันจากนั้นจึงถูกสองสาวพยุงตัวไปส่งที่บ้านแล้วสั่งห้ามไม่ให้ทำงานสัก 1 – 2วันเพราะช่วงนี้ร่างกายของเขาไม่สามารถตอบสนองต่อความคิดของเขาได้หากฝืนทำงานในช่วงนี้มันจะอันตราย
เรื่องนี้กัสเองก็เห็นด้วยเหมือนกันเพราะต่อให้เขาอยากเขาก็ทำงานไม่ได้อยู่ดี