ความเดิมตอนที่แล้ว
ขณะที่หวงจิ้งเอินและอู๋ฉงฉงคิดหาทางส่งข่าวให้กับเฉินเสวี่ยหยางทางด้านซ่งจื่อรุ่ยก็เริ่มเดินเข้าไปติดกับของเฉินเสวี่ยหยางทีละนิดโดยไม่รู้ตัว เขาเข้าบ่อนพนันเหมือนดั่งทุกครั้งแต่ครั้งนี้เขากลับเสียพนันจนหมดเนื้อหมดตัวทั้งยังไม่อาจเข้าไปเล่นในบ่อนพนันแห่งนั้นได้อีกส่วนเฉินเสวี่ยหยางที่นั่งอ่านตำราอยู่ในเรือนรับรองก็ถูกเฟิงอี้ซึ่งปลอมเป็หลินเพ่ยหนิงเข้ามามอมสุราแม้นว่าเขาจะรู้ทันและทำให้เฟิงอี้ต้องเป็ฝ่ายเมาหมดสติไปเสียก่อน แต่เฉินเสวี่ยหยางก็ดื่มไปไม่น้อยเขาจึงฟุบหลับไปอีกคนโดยมีหมอนอิงที่แสนอบอุ่นกว่าหมอนใบไหนซึ่งก็คือไหล่ของหลินเพ่ยหนิง
หลังจากที่เฉินเสวี่ยหยางหมดสติไปนางก็จัดแจงให้เขานอนหลับบนฟูกอันอ่อนนุ่มและนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เขา ระหว่างที่เช็ดใบหน้าและลำคออยู่นั้นเฉินเสวี่ยหยางก็คว้ามือของนางไว้ไม่ยอมปล่อย ทั้งยังเผลอละเมอออกมา
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ไม่ อย่า ”
.. “ ไม่คิดว่าภายใต้ความเ็า ท่านก็มีมุมเช่นนี้ ” .. หลินเพ่ยหนิงมองดูชายผู้หลับใหลด้วยความรู้สึกเป็ห่วง และในโลกหลังนิทราของเฉินเสวี่ยหยางนั้นเขาได้ยินเสียงสตรีนางหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า .. “ ไม่ว่าภพชาติใดข้าจะอยู่และตายเคียงข้างท่าน ” .. สิ้นเสียงพูด เขาก็เหลือบไปเห็นร่างอันไร้ิญญาของสตรีซึ่งมีใบหน้าคล้ายกับหลินเพ่ยหนิงนอนเคียงคู่อยู่กับร่างของเขาในสถานที่ซึ่งสว่างไสวราวกับภาพบน์ อีกทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์ของเขาและนางก็แตกต่างจากที่เป็อยู่ แล้วร่างของเขาทั้งคู่ก็ค่อย ๆ สลายหายไป เฉินเสวี่ยหยางยืนนิ่งตะลึงงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะก็รู้สึกได้ถึงบางสิ่ง เพราะที่นอกความฝันหลินเพ่ยหนิงเห็นสีหน้าในยามหลับของเขาดูไม่ค่อยดี นางจึงใช้ปลายนิ้วมือลูบเบา ๆ ตรงหว่างคิ้วที่กำลังขมวดพลางคิดขึ้นมาในใจ.. “ ไม่ต้องห่วง ความลับนี้ข้าจะเก็บไว้ให้ท่านเอง ” .. ความอ่อนไหวเปราะบางที่มิอาจแสดงออกภายใต้ผืนธงสกุลเฉินซึ่งโบกสะบัดอยู่เหนือบัลลังก์เยียนเป่ยแต่หลินเพ่ยหนิงกลับได้เห็นมัน ััห่วงใยจากปลายนิ้วมือของนางทำให้เขาเริ่มผ่อนคลายไม่นาน นางก็ฟุบหลับลงที่ข้างเตียงโดยที่เฉินเสวี่ยหยางยังคงกุมมือของนางไว้แทนที่ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นและที่หน้าเรือนรับรอง
“ องค์หญิงเข้าไปนานจัง อาฉีก็อีกคน หายไปไหนของเขานะ?”
ลั่วชีชีบ่นพึมพำเมื่อรอองค์หญิงอยู่นานแต่ก็ยังไม่กลับออกมา อีกทั้งเฟยฉีก็เงียบหายไป
เฟยิ : “ ถ้าเดาไม่ผิด เขาคงกำลังต้มยาให้เ้า ”
ลั่วชีชี : “ ยาเหรอ? ”
เฟยิ : “ อืม ยาสูตรที่ข้ากับอาฉีรู้กันแค่สองคน ”
ลั่วชีชี : “ ยาอะไรถึงรู้กันแค่สองคน เป็ยาสูตรพิเศษเหรอ?”
เฟยิ : “ ไม่ได้พิเศษอะไรหรอก ก็แค่ยาล้างพิษที่ไม่ได้มีขายทั่วไปได้มาจากพ่อแม่ของเราน่ะ ”
ลั่วชีชี : “ ออ.. นี่.. ถามอะไรเ้าอย่างสิ? ”
เฟยิ : “ ว่ามาสิ ”
ลั่วชีชี : “ ตอนที่ข้าเมา ก่อนที่จะหมดสติไปข้าจำได้เลือนรางว่าอาฉีช่วยพยุงข้าไปส่งที่เรือน แต่เหมือนว่าข้าจะสังเกตเห็นรอยแผลเป็ที่ท้ายทอยของเขานะแผลนั่นเกิดจากอะไรเหรอ? ”
เฟยิ : “ ขนาดเมายังจำได้อีกนะ งั้นคงต้องเล่ากันยาวหน่อย”
ลั่วชีชี : “ ไม่มีปัญหา หากองค์หญิงยังไม่กลับออกมาข้ายังมีเวลาฟังได้อยู่ ”
เฟยิ : “ เห็นแก่ที่เ้าเล่าเื่เมื่อตอนเด็กให้ฟังถึงจะเมาก็เถอะนะ ตอนเด็ก ๆ พวกข้ายากจน เราสองคนเป็เด็กกำพร้า พ่อแม่ป่วยตายข้าจำได้ว่าตอนนั้นข้าสิบขวบ ส่วนอาฉีเพิ่งแปดขวบ พวกเราเร่ร่อนไปทั่ว ใช้วิชากระบี่ที่พอรู้แบบงูๆ ปลา ๆ เที่ยวหากินขอเศษเงินเศษอาหารไปวัน ๆ สูตรยานั่นข้าก็ใช้มันเพราะต้องเจอของกินไม่สะอาดอยู่บ่อยๆ จนอยู่มาวันนึง พวกเราขอไม่ได้เลยสักอีแปะ ไม่มีทั้งเงินไม่มีทั้งอาหาร แถมยังถูกนักเลงเ้าถิ่นรีดไถพวกข้าไม่มีจ่ายให้ก็เลยโดนรุมทำร้ายเอา ข้าน่ะพอเอาตัวรอดได้ แต่อาฉียังเด็กมากเขาหนีไม่ทันเลยถูกตีที่หัว ล้มหมดสติไป แผลของเขาก็ได้มาตอนนั้นแหละ ตอนนั้นข้าคิดแล้วว่าเราสองคนคงต้องตายอยู่ที่นั่นแน่แต่บังเอิญที่เ้าเมืองน้อยมาพบเข้า ท่านช่วยข้ากับอาฉีไว้ เป็โชคดีของพวกข้าที่ตอนนั้นท่านหนีออกจากจวนเพื่อมาตามหาใครคนนึงก็เลยมาเจอพวกข้า นอกจากท่านจะช่วยเราไว้ ยังพาข้ากับอาฉีไปรักษาจนหายและรับพวกข้าเข้าไปอยู่ที่จวนทั้งยังให้ฝึกวิชาการต่อสู้ หลังจากนั้นหนึ่งปี เ้าเมืองน้อยก็พาข้าไปคิดบัญชีเ้าพวกนั้นจนพวกมันไม่กล้าระรานคนอื่นอีกนับแต่นั้นเราพี่น้องก็สาบานจะติดตามดูแลปกป้องเ้าเมืองน้อยไปตลอดชีวิตเื่มันก็เป็อย่างนี้แหละ ”
เฟยิเล่าเื่ราวของตนไปเรื่อย ๆ จนจบ แต่แล้วเมื่อหันไปมองลั่วชีชีอีกครั้ง
ลั่วชีชี : “ ..อือ ฮือ ๆ.. ”
นางเบะหน้าร้องไห้อย่างกับเด็ก
เฟยิ : “ อ้าว! นี่ถึงกับร้องไห้เลยเหรอ?”
ลั่วชีชี : “ ก็มันเศร้านี่ ข้าว่าชีวิตข้าน่าเวทนาแล้วพวกเ้ายิ่งกว่าข้าอีก จะไม่ให้ร้องได้ยังไงล่ะ ”
เฟยิ : “ เดี๋ยวอาฉีกลับมาจะว่าข้ารังแกเ้าน่ะสิ ”
ลั่วชีชี : “ ฮือ.. หยุดก็ได้ จะว่าไป เื่ของพวกเ้าก็คล้ายๆ เสี่ยวจูเหมือนกันนะ ”
เฟยิ : “ ยังไงเหรอ? ”
ลั่วชีชี : “ เสี่ยวจูน่ะ นางน่าสงสารมาก เมื่อกลางปีที่แล้วองค์หญิงกับข้ากำลังจะไปธุระกัน และบังเอิญพบนางวิ่งหนีพวกพ่อค้ามนุษย์จนมาขวางทางรถม้าเข้าหน้าตาเนี่ยเขียวช้ำ ร่างกายสะบักสะบอมเลยล่ะ แต่พอพวกนั้นเห็นรถม้าสกุลหลินก็พากันหนีกระเจิงองค์หญิงเลยช่วยนางไว้ แล้วก็พานางมาอยู่ที่นี่น่ะ ”
เฟยิ : “ อย่างนั้นเองเหรอ องค์หญิงช่างมีเมตตานัก ”
ลั่วชีชี : “ อื้ม หากผู้ที่พบนางไม่ใช่องค์หญิงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าป่านนี้จะเป็ยังไง พวกเรานับว่าโชคดีมากนะ ที่ได้มาอยู่กับเ้านายดีๆ อย่างเ้าเมืองน้อยและองค์หญิงน่ะ ”
เฟยิ : “ นั่นสิ ถึงตอนนี้คิดถึงทีไร ข้าสองคนไม่เคยเสียใจเลยสักนิดเพราะมันทำให้ข้ากับอาฉีได้มายืนอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างกายเ้าเมืองน้อย ”
ลั่วชีชี : “ ข้าคิดแล้วนะ วันข้างหน้าจะอย่างไร ข้าก็จะอยู่รับใช้องค์หญิงไปตลอดชีวิตเพราะข้านึกไม่ออกเหมือนกันว่าชีวิตที่ไม่มีองค์หญิงจะเป็ยังไง ”
และระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้นเฟยฉีก็กลับเข้ามา
เฟยฉี : “ มาแล้ว ๆ ”
เขาเดินถือถ้วยใส่ยาที่มีไอลอยคลุ้ง เมื่อเดินมาถึงเฟยิและลั่วชีชีเขาก็ส่งถ้วยใบนั้นให้กับนาง
ลั่วชีชี : “ นี่อะไรอ่ะ กินได้แน่เหรอ? ”
เฟยฉี : “ กินเข้าไปเถิดน่า ถ้ากินแล้วตายข้ากับอาิคงตายไปนานแล้ว ”
ลั่วชีชีกระดกยาเข้าไปแล้วก็เปรยออกมาโดยที่เฟยิได้แต่อมยิ้ม
ลั่วชีชี : “ นี่มันน้ำแกงปลาธรรมดา ๆ นี่ แต่ทำไมสีถึงเป็แบบนี้ปกติน้ำแกงต้องใสสิ ”
เฟยฉี : “ แหงล่ะ นี่มันยานี่ แต่ถ้าอาการร้ายแรง ยานี่ช่วยไม่ได้หรอกนะเอ้า! กินให้หมดสิ ”
เฟยฉีเร่งเร้าให้ลั่วชีชีดื่มให้หมดทั้งยังช่วยยกข้อมือของนาง
เฟยฉี : “ อ๋อ! ลืมบอกไป ที่น้ำแกงมันดำๆ นั่นถ่านน่ะ ”
..พรวด!..
ลั่วชีชีได้ยินดังนั้นถึงกับสำลักน้ำแกงที่ดื่มอยู่จนพุ่งพรวดออกมาแทบไม่ทัน
..อะแฮก ๆ!..
ลั่วชีชี : “ ถ่านเหรอ! เ้าเอาถ่านให้ข้ากินเหรอ?อาฉี นี่เ้าแกล้งข้าใช่ไหม มานี่เลยนะ ”
เฟยฉี : “ เฮ้ย ๆ ๆ นี่ข้าช่วยเ้านะ”
..ตุบตับ ๆ ๆ!..
ลั่วชีชี : “ ช่วยที่ไหน แกล้งข้าชัด ๆ อย่าหนีนะ ”
เฟยฉี : “ อยู่ให้โง่น่ะสิ ”
ลั่วชีชีวิ่งไล่ตีเฟยฉีไปทั่ว และยังวิ่งวนรอบตัวเฟยิทำให้ผู้เป็พี่อดหัวเราะกับความเปิ่นของทั้งสองคนไม่ได้
เฟยิ : “ มีแรงวิ่งขนาดนี้ คงหายดีแล้วล่ะ ”
แต่อีกด้านหนึ่ง เฟยิรู้สึกนานแล้วว่ามีคนแอบยืนฟังอยู่ทว่าเขาก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคนผู้นี้ก็คือจูซือฉีที่มาได้ถูกจังหวะ นางยืนฟังพวกเขาพูดคุยและวิ่งไล่กันด้วยอารมณ์ที่ต่างออกไปสีหน้าเศร้า แววตารู้สึกผิด เมื่อได้ฟังเื่ราวเ่าั้ นางก็รีบหลบออกไปจากที่นั่นด้วยความละอายในสิ่งที่ตนทำ
จวนสกุลซ่ง
..กึก ๆ!.. เสียงหน้าต่างถูกเปิดจากด้านนอก ทำให้ซ่งเจียอีต้องตื่นขึ้นมา
ซ่งเจียอี : “ ฮื้อ.. เสียงอะไรอ่ะ? นี่.. มีใครอยู่ข้างนอกไหม?นี่.. เฮ่ย! เ้าพวกนี้นี่ไม่ได้เื่เลยจริง ๆ เดี๋ยวข้าจะบอกท่านแม่ให้ไล่ออกให้หมดเลยคอยดู”
ซ่งเจียอีะโเรียกคนรับใช้เพื่อให้ไปตรวจสอบ แต่ทว่าไม่มีใครมาตามเสียงเรียกนางจึงจำเป็ต้องถือตะเกียงเพื่อออกไปดูด้วยตัวเองเมื่อเดินมาได้สักระยะจนถึงทางเดิน นางก็เห็นคนผู้หนึ่งหันหน้าหันหลังดูท่าทางลับๆ ล่อ ๆ และเมื่อเขาหันหน้ามาก็ปรากฏว่า
ซ่งเจียอี : “ พี่จื่อรุ่ย! ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ ชูว.. ”
ซ่งจื่อรุ่ยทำท่าจุปากเพื่อให้น้องสาวเบาเสียงเพราะไม่้าให้ใครรู้ว่าเขาแอบเข้ามาที่นี่
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เบา ๆ หน่อยสิ เดี๋ยวใครก็ได้ยินเข้าหรอก ”
ซ่งเจียอี : “ ท่านมาทำอะไรที่นี่เนี่ยเรือนท่านอยู่ทางโน้นไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ไปกัดกับใครมา? ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ กัดบ้ากัดบออะไรเล่า ”
ซ่งเจียอี : “ ก็ดูสภาพท่านสิ ดูได้เสียที่ไหน ขืนท่านพ่อมาเห็นเข้าคงได้เป็เื่แน่”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ นี่ เ้าอย่าบอกท่านพ่อนะ ว่าเห็นข้าวันนี้เ้าไม่เห็นใคร และคืนนี้ข้าไม่ได้มาที่นี่ เข้าใจไหม? ”
ซ่งเจียอี : “ ทำไมล่ะ? ท่านพ่อท่านแม่เป็ห่วงท่านอยู่นะ ”
ซ่งจื่อรุ่ย : “ เอาเถิดน่า ไม่ต้องถามมากจะได้ไหม ข้ารีบ ข้าไปก่อนนะ”
ซ่งเจียอี : “ อะ อ้าว! พี่จื่อรุ่ย พี่จื่อรุ่ย”
ซ่งจื่อรุ่ยพูดจบก็หันหลังเดินจากน้องสาวไปโดยไม่ฟังคำเรียกขานเขามีท่าทางลุกลี้ลุกลนและรีบร้อนจนผิดสังเกต ทำให้ซ่งเจียอีเริ่มสงสัย แม้ว่านางจะไม่ฉลาดแต่ก็รู้สึกระแวงนางจึงรีบเดินกลับเข้าไปในห้องและเปิดดูกล่องเครื่องประดับของตน ปรากฏว่า
ซ่งเจียอี : “ หืม.. ไอ้พี่สารเลว.. ”
นางะโด่าทอด้วยความโกรธ เพราะในกล่องใบนั้นไม่มีเครื่องประดับสักชิ้นหรือปิ่นปักผมสักอันเหลืออยู่เลยนางรู้ทันทีว่าพี่ตัวดีแอบย่องเข้ามาขโมยออกไปเพราะเสียพนันจนหมดตัว เหมือนว่าตอนนี้ซ่งจื่อรุ่ยจะไม่ได้เป็เพียงคุณชายและผีพนันเท่านั้น แต่ยังเป็คนไร้ค่าที่สร้างปัญหาให้กับคนรอบข้างอีกด้วย
รุ่งเช้า เรือนรับรอง จวนเ้าเมืองหลิน
เฉินเสวี่ยหยางลืมตาตื่นขึ้นมาเพียงลำพังเขาลุกขึ้นนั่งกุมขมับของตนเพราะยังรู้สึกมึนงงอยู่เล็กน้อย ครั้นเหลียวซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่เห็นใครมีเพียงถ้วยน้ำแกงวางอยู่ที่โต๊ะทรงกลมซึ่งตั้งอยู่ข้างเตียงน้ำแกงถ้วยนั้นยังมีไอร้อนลอยคลุ้งเหมือนเพิ่งถูกนำมาวางไว้ได้ไม่นานแล้วสองพี่น้องฉีิก็เดินเข้ามาคารวะเฉินเสวี่ยหยาง
เฟยิ : “ เ้าเมืองน้อย ตื่นแล้วหรือขอรับ? ”
เฟยฉี : “ เมื่อคืนท่านเมาหรือขอรับ? เอ๊.. แปลกนะ ปกติแล้วเ้าเมืองน้อยดื่มเท่าไรก็ไม่เคยเมานี่นา”
เฉินเสวี่ยหยางลองคิดทบทวนถึงเื่ที่เกิดขึ้นก็พลันวางสีหน้าไม่ถูกและยกมือขึ้นมากุมหน้าผากของตนอีกครั้งเพราะเขาจำได้ว่าเขาไม่เพียงแค่กอดหลินเพ่ยหนิงเท่านั้น แต่ยังบอกคิดถึงนางและจูบนางอีกด้วย
เฉินเสวี่ยหยาง : “ องค์หญิงกลับไปตอนไหน? ”
เฟยิ : “ ยามเหม่าขอรับ ”
.. “ แปลว่านางอยู่นี่ทั้งคืนเลยเหรอ? ” .. เฉินเสวี่ยหยางคิดขึ้นมาในใจและแอบเป็ห่วงหลินเพ่ยหนิง
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยจำไม่ได้หรือขอรับ ท่านจับมือนางไม่ยอมปล่อยทีแรกองค์หญิงก็ฟุบหลับอยู่ข้างเตียง แต่พอข้าเข้ามาดูอีกทีก็.. ”
เฟยิ : “ อะแฮ่ม! ”
เฟยฉี : “ อุ๊บ! ”
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินเสวี่ยหยางก็เข้าใจว่าภาพที่เขาเห็นไม่ได้เป็เพียงความฝันเขาเป็คนอุ้มนางขึ้นมานอนบนเตียง มิหนำซ้ำยังนอนคู่กันโดยที่เขาเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำหลังจากที่คิดวนไปมาสายตาก็พลันสะดุดอยู่ที่ถ้วยน้ำแกง เฟยิจึงรีบแจงที่มาของน้ำแกงถ้วยนั้น
เฟยิ : “ น้ำแกงสร่างเมา องค์หญิงให้แม่นางลั่วนำมาให้ขอรับ”
ภาพไอร้อนที่ลอยคลุ้งกับความทรงจำถึงเด็กหญิงคนหนึ่งทับซ้อนขึ้นมาในหัว..“ ข้าไม่ถูกกับความร้อนเมื่อใดที่ััมัน ข้าก็จะป่วย ”.. สิ่งนั้นทำให้เฉินเสวี่ยหยางลุกผึงออกจากเตียงและรีบเตรียมตัวเพื่อตรงไปยังเรือนยลเหมันต์ส่วนทางด้านของเฟิงอี้ซึ่งลืมตาตื่นขึ้นมา ณ ศาลาที่พักริมทางเดิน
เฟิงอี้ : “ ฮ้าว.. หือ!นี่ที่ไหนอ่ะ? ข้ามาอยู่นี่ได้ยังไง? ”
เขาฉงนใจว่าเหตุใดจึงมานอนหลับอยู่ในที่แห่งนี้และเมื่อพยายามนึกถึงภาพความทรงจำล่าสุดก็มีเพียงภาพอันเลือนรางของชายสวมชุดสีน้ำตาลที่เขาไม่เห็นใบหน้า
เฟิงอี้ : “ เขาเป็ใครกันน้า ทำไมรู้สึกคุ้น ๆ หืม.. ูเาน้ำแข็งท่านเนี่ยแสบนักนะ เล่นข้าเสียยับเลย ซีด.. ปวดหัวชะมัด หึ! ฝากไว้ก่อนเถอะ”
วายุเทพนั่งบ่นพึมพำเพราะเป็ฝ่ายพลาดท่าถูกมอมสุราเสียเองทำให้แผนกลั่นแกล้งสหายนั้นไม่สำเร็จ จึงได้แต่นึกเจ็บใจตามนิสัยขี้เล่นของเขา
และที่จวนเ้าเมืองหลิน เฉินเสวี่ยหยางรีบตรงมายังเรือนของหลินเพ่ยหนิงโดยมีสององครักษ์ติดตามมาเช่นเคยเมื่อเข้าไปในเรือนพัก ทว่ากลับไม่พบใคร เขาจึงร้อนใจหุนหันออกมาที่ศาลาริมน้ำ ครั้นสายตามองเห็นหลินเพ่ยหนิงนั่งปักผ้าอยู่ที่โต๊ะตัวเดิมความโล่งใจก็ปรากฏขึ้น หลังจากที่นางเงยหน้าขึ้นมาเห็นเขานางจึงได้วางผืนผ้าลงพร้อมกับหลบสายตาเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเฉินเสวี่ยหยางตรงเข้ามาจับมือของนาง แล้วพินิจมองมือทั้งสองข้างพลางเอ่ยถาม
เฉินเสวี่ยหยาง : “ น้ำแกงนั่น ลวกมือรึเปล่า? ”
หลินเพ่ยหนิงส่ายหน้าตอบ
หลินเพ่ยหนิง : “ ชีชีช่วยตุ๋นน้ำแกงให้ ข้าแค่คอยดูอยู่ห่าง ๆ” (ภาษามือ)
เฉินเสวี่ยหยาง : “ ต่อไป ห้ามเ้าทำอะไรแบบนี้อีก เื่เมื่อคืนข้า.. ”
เฉินเสวี่ยหยางคิดจะขออภัยกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแต่ริมฝีปากของเขากลับมีนิ้วมือเรียวบางของหลินเพ่ยหนิงมาััเพื่อห้ามไว้เสียก่อนมิหนำซ้ำยังทำให้นางเขินหนักกว่าเดิม ..หมับ!.. เขาจับมือของนางไว้และมองดูใบหน้าเขินอายของนางด้วยั์ตาหวาน
เฟยฉี : “ เ้าเมืองน้อยของเรานี่เก่งหลายอย่างเลยเนอะที่เก่งสุดตอนนี้ก็คือทำให้องค์หญิงเขินนี่แหละ ”
เฟยิ : “ เมื่อคืนเ้าก็เขินด้วยเหรอข้าเห็นตัวแดงเชียว ”
เฟยฉี : “ นั่นลั่วลั่วตีข้าต่างหากล่ะแล้วนี่นางหายไปไหน? ”
เฟยิ : “ คงไปทำธุระให้องค์หญิงกระมัง ”
เฟยฉี : “ ว่าแต่ข้าเถอะเ้าก็สนใจเสี่ยวจูอยู่ไม่ใช่หรือไง? ”
เฟยิ : “ เปล่าสักหน่อย ”
เฟยฉี : “ นี่.. ปิดข้าไม่ได้หรอกน่าพอสายของเรามาแจ้งข่าว เ้าก็รีบแจ้นไปดูด้วยตัวเอง ไม่เรียกว่าสนใจแล้วจะให้เรียกว่าอะไรอย่าบอกนะว่าแค่นึกสงสารน่ะ ”
เฟยิ : “ ข้าแค่ไม่ชอบพวกที่ใช้อำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่น”
เฟยฉี : “ ยังไม่ลืมเื่นั้นอีกเหรอมันผ่านมานานแล้วนะ ตอนเนี้ยพวกเราสุขสบาย และก็ได้ชำระแค้นแล้วด้วย ”
เฟยิ : “ ข้าไม่ได้จำแบบนั้น แค่ไม่อยากให้ใครมีชีวิตแบบนั้นอีกก็เท่านั้นเอง”
เฟยฉี : “ อื้ม.. เหตุผลก็พอฟังได้ แต่สรุปก็คือเ้าสนใจนาง”
เฟยิ : “ เฮ้อ! ี้เีคุยกับเ้าแล้ว”
เฟยฉี : “ อาิ เ้าไม่ต้องหนีข้าเลยนะข้ารู้ทันหรอกน่า ”
ถัดมาที่ลั่วชีชี นางเดินถือถ้วยยาตรงมายังเรือนพักคนรับใช้..ก๊อก ๆ ๆ!.
ลั่วชีชี : “ เสี่ยวจู.. เสี่ยวจู.. เ้าอยู่รึเปล่า? ”
เสียงเคาะประตูตามมาด้วยเสียงเรียกผู้เป็เ้าของห้องทางด้านของจูซือฉีที่นั่งกอดเข่าอยู่บนฟูกนอนเหมือนกับว่านางไม่ได้นอนหลับเลยทั้งคืน เมื่อได้ยินเสียงของสหายนางจึงได้เดินมาหาที่ประตูและพูดผ่านบานประตูที่ถูกปิดอย่างสนิท
จูซือฉี : “ ชีชี เ้ามีอะไรเหรอ? พอดีข้าไม่ค่อยสบายน่ะเดี๋ยวเ้าจะติดไข้ข้าเปล่า ๆ ”
ลั่วชีชี : “ องค์หญิงให้ข้านำยามาให้เ้าน่ะ นี่เ้าเป็อะไรมากรึเปล่า ให้ข้าตามท่านหมอให้ไหม? ”
จูซือฉี : “ ไม่ต้อง เอ่อ.. ข้า.. ข้าแค่เป็ไข้ธรรมดาเท่านั้น พักสักสองสามวันก็คงหาย ”
ลั่วชีชี : “ อ๋อ.. ถ้าไม่เป็อะไรมากก็ดี งั้นข้าวางยาไว้ตรงนี้นะเ้าอย่าลืมกินด้วยล่ะ แล้วก็รีบหายไวไว ข้าไปก่อนนะ ”
ลั่วชีชีวางถ้วยยาไว้ที่หน้าประตูแล้วเดินจากไปโดยไม่คิดติดใจสงสัยแต่อีกฝ่ายที่ลุกออกมายืนพิงอยู่หลังประตูไม้ กลับค่อย ๆ ทรุดลงนั่งกอดเข่าอย่างสิ้นหวังนางมองไปยังห่อยาที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเป็สิ่งที่ซ่งจื่อรุ่ยยัดใส่มือของนางพร้อมถ้อยคำขู่เข็ญแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา การที่นางไม่กล้าไปพบองค์หญิงและไม่ออกไปเจอสหาย ไม่ได้เป็เพราะรอยช้ำที่เกิดจากการถูกทำร้ายเพียงอย่างเดียวแต่ยังมีความลังเลใจ ความละอายและความเสียใจผสมปนเปกัน นางไม่รู้ว่าเมื่อต้องพบกับเขาเ่าั้นางจะต้องแสดงสีหน้าอย่างไร เพราะหลินเพ่ยหนิงหาได้เป็เ้านายที่กดขี่ข่มเหงและลั่วชีชีก็ประสงค์ดีต่อนางแม้แต่หูจิงก็ไม่เคยคิดร้ายหรือทำสิ่งใดให้นางต้องลำบากใจ ทุกคนที่นี่ล้วนแต่หวังดีต่อนางทว่านางนั้นภักดีต่อหัวใจรักที่มีต่อซ่งจื่อรุ่ย และความปลอดภัยของผู้ที่ชุบเลี้ยงนางมาั้แ่เด็กก็สำคัญไม่แพ้กัน
จูซือฉี : “ โปรดอภัยให้ข้าด้วย ”
เสียงพร่ำรำพันบนความสะอึกสะอื้นจูซือฉีปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาอย่างพรั่งพรูเพื่อระบายความอัดอั้นนางก้มหน้ากอดเข่าคุดคู้กับการตัดสินใจที่ผลสุดท้ายก็ไม่ต่างกัน หากทำก็จะเป็การทำร้ายคนดีๆ คนหนึ่ง แต่ถ้าไม่ทำก็เท่ากับอกตัญญู ยามนี้ นางมีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น นี่ช่างเป็การตัดสินใจที่ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็เ็ปที่สุดสำหรับนาง
ติดตามตอนต่อไป