"ฮ่องเต้รับสั่งว่าวันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสองจะออกไปต้อนรับขบวนทัพด้วยตนเอง องค์รัชทายาทได้ออกไปพบท่านพ่อที่นอกเมืองแล้ว ลูกก็ได้เข้าพบแล้วเช่นกัน ท่านพ่อสบายดี และถามถึงสุขภาพของท่านแม่ด้วย ท่านพ่อบอกว่าวันที่ยี่สิบแปดตอนบ่ายจะกลับบ้านขอรับ" คุณชายเจ็ดนั่งเอ่ยด้วยรอยยิ้มอยู่บนเก้าอี้ในเรือนเจิงหยาง
ฮูหยินผู้เฒ่าพยักหน้าเล็กน้อย "หากสตรีหรือญาติคนอื่นๆ อยากจะออกไปดูความยิ่งใหญ่ของขบวนทัพ ก็ให้พี่สะใภ้ใหญ่เ้าช่วยดำเนินการให้"
ฉู่ยวี่แย้มยิ้ม "เต๋อหรงได้สั่งให้หัวหน้าพ่อบ้านของจวนจวิ้นหวางไปจองชั้นสองของโรงเตี๊ยมที่อยู่ใกล้กับประตูเมืองมากที่สุดเอาไว้นานแล้วขอรับ และเพราะไม่รู้วันกลับที่แน่นอน ดังนั้นจึงจองไว้ครึ่งเดือน เพื่อถึงเวลานั้นท่านแม่และเหล่าญาติๆ จะได้ไปดูได้"
ฮูหยินใหญ่ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของเขาได้ยินก็เอ่ยปนยิ้ม "แบ่งเบาภาระไปได้เยอะเชียว ท่านแม่และคุณชายใหญ่มักจะพูดเสมอว่าบ้านเราจะใช้อำนาจบาตรใหญ่เหนือผู้อื่นไม่ได้เป็เด็ดขาด เพิ่งจะยอมอนุญาตไม่กี่วันก่อนนี่เอง ทำให้ไม่เหลือโรงเตี๊ยมที่สามารถเห็นกำแพงเมืองแล้ว"
ฉู่ยี่ที่นั่งอยู่ด้านขวา กำลังเล่นพู่ประดับผ้าคาดเอวด้วยความเบื่อหน่ายเหลือแสน ฉู่ยวี่หันมาถามเขาว่า "เ้าทำการบ้านไปถึงไหนแล้ว"
สายตาของทุกคนจึงหันมาจับจ้องฉู่ยี่เป็ตาเดียว
"แน่นอนว่าต้องทำเสร็จหมดแล้วสิขอรับ" ฉู่ยี่เอ่ยเนิบนาบ แม้หลายวันมานี้เขาจะขมีขมัน ตั้งใจ ทุ่มเทแรงกายแรงใจเขียนการบ้านขนาดไหน ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่น เขาก็ไม่อวดตัว
ถึงจะอยู่กันคนละยุคคนละสมัย แต่คนก็ยังวางมาดเหมือนกันสินะ
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวอบรมด้วยรอยยิ้ม "ยามปกติก็ควรจะตั้งใจให้ได้เช่นนี้เหมือนกัน"
ฉู่ยี่ลุกขึ้นยืนน้อมรับคำอบรม "เข้าใจแล้วขอรับท่านแม่"
ฮูหยินผู้เฒ่ามองบุตรชายคนเล็กที่เป็ดังแก้วตาดวงใจ นางทั้งรู้สึกมีความสุขและปลื้มปริ่ม จึงอนุญาตให้เขาออกไปรับขบวนได้ "เ้าเองก็ออกไปเปิดหูเปิดตากับพี่เจ็ดเ้าเถิด"
ฉู่ยี่ยิ้มรับคำ แต่กลับคิดในใจว่ายกทัพกลับเมืองไม่เห็นจะมีอะไรน่าดูตรงไหน ฉากตระการตาของจริงคือสนามรบต่างหาก ส่วนเื่ต้อนรับครอบครัวหรือยกทัพกลับเมือง ล้วนเป็สิ่งที่ทำให้ประชาชนดูและเติมเต็มความ้าของฮ่องเต้เท่านั้น
ฮูหยินผู้เฒ่าหันไปปรึกษากับฮูหยินใหญ่ "หากญาติคนอื่นๆ ถามเ้าก็เชิญพวกเขามาร่วมด้วย อีกทั้งเหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้าุโ ให้เหลือไว้เพียงคนที่เป็เวรก็พอ ส่วนคนที่เหลือก็หยุดงานให้พวกเขาหนึ่งชั่วยาม"
คำพูดของฮูหยินผู้เฒ่ากระจายไปทั่วจวนอย่างรวดเร็ว
ฉู่ยี่กลับมาที่เรือนไผ่ขาวยังไม่ถึงหนึ่งเค่อ ก็ถูกเสียงปรึกษาหารือเื่จะใส่ชุดไหนไปต้อนรับของเหล่าสาวใช้ก่อกวนจนโมโห
หลายวันมานี้ เขามักจะใช้เวลาอยู่ที่ห้องหนังสือ ตอนนี้อารมณ์ขุ่นหมองเขาจึงกลับไปยังห้องหนังสืออีกครั้ง
ภายในเรือนเงียบสงัด สุยอันกำลังลับมีดแกะสลักอยู่ในห้อง แสงอาทิตย์ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ใบมีดแผ่นบางส่องแสงสะท้อนวิบวับ นางอดที่จะหยิบขึ้นมาตวัดสองกระบวนท่าไม่ได้ กระบวนท่าเหล่านี้นางล้วนแอบศึกษามาจากฉู่ยี่ตอนที่เขายืดเส้นยืดสายอยู่ในเรือน
ยังไม่ทันที่นางจะแสดงกระบวนท่าครบ ฉู่ยี่ก็หัวเราะขึ้น
สุยอันรีบลุกขึ้นยืนจนสะดุดกับเก้าอี้ทำให้ล้มจุ้มปุ๊กอยู่บนพื้น
ฉู่ยี่อารมณ์ดีขึ้นมาทันตา
วันที่ยี่สิบแปดเดือนสิบสอง สุยอันไม่ได้ออกจากจวน จึงทำให้ไม่ได้เห็นความครึกครื้นรื่นเริงด้านนอก ทว่าเพียงได้ฟังคนในจวนเสวนาถึงขบวนทัพอย่างออกรส นางก็พอจะคิดภาพความยิ่งใหญ่อลังการนั้นได้ ได้ยินว่าฮ่องเต้ทรงประคองให้แม่ทัพฉู่ลุกขึ้นด้วยตนเอง ซ้ำยังปูนบำเหน็จให้อย่างงาม
ฉู่ยี่วิ่งมาเปลี่ยนอาภรณ์ที่ห้องหนังสือ ญาติสนิทมิตรสหายต่างมากันให้ควั่ก เรือนไผ่ขาวจึงแออัดไปด้วยผู้คน หลินซ่งเฟิงก็ถือโอกาสนี้ไปที่เรือนไผ่ขาวเช่นกัน ฉู่ยี่รู้สึกเบื่อหน่าย จึงแอบหลบออกมาจากงาน
วู่ยิงและวู่เจี๋ยวิ่งส่งสารไปๆมาๆ "นายท่านเข้าวังไปแล้วขอรับ"
จนกระทั่งมารายงานอีกครั้งว่า "นายท่านกลับจากวังหลวงแล้ว กำลังจะกลับมาที่จวนขอรับ"
ฉู่ยี่ถึงได้รีบวิ่งออกไปด้านนอก
หลังสุยอันส่งเขาออกไป ขณะกำลังจะกลับเข้าไปในเรือน ก็เห็นฟางต้าเหนียงหญิงรับใช้ขั้นต่ำของเรือนอาจารย์หลินกวักมือเรียกนางยิกๆ
ฟางต้าเหนียงไม่ได้พูดอะไร ทว่ายักคิ้วหลิ่วตาชี้มือชี้ไม้ไปทางเรือนของอาจารย์หลิน สุยอันมองตามมือของนางไป
เกี้ยวหลังงามจอดอยู่ภายในเรือน ผ้าม่านสีแดงดิ้นทองและหลังคาเกี้ยวหรูหรางดงามส่องแสงระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์ มุมหลังคาทั้งสี่ตกแต่งด้วยพู่ยาว
สุยอันเลิกคิ้วมองดูสาวใช้รูปร่างสูงโปร่งหน้าตาสดสวยสองคนที่เปิดผ้าม่านออกมาจากในห้อง หนึ่งในนั้นกำลังถือถาดน้ำชาและกระทืบเท้าพลางบ่นในที "อากาศช่างหนาวเหน็บเสียจริง ไน่ไน* จะแข็งตายอยู่แล้ว"
อีกคนเอ่ยสำทับ "ใช่ บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าให้เรียกอนุ หากเ้ายังเรียกเช่นนี้ ระวังอนุจะลงโทษหักเบี้ยหวัดรายเดือนเ้า"
ทั้งสองพูดคุยหัวเราะเดินไปห้องน้ำชาพร้อมกัน
ฟางต้าเหนียงกระซิบกระซาบ "พวกนางเพิ่งมาถึงเช้านี้ มาจากเรือนนู้นน่ะ"
สุยอันใจเต้นโครมคราม แม้นางจะมีความคิดที่จะไปจากที่นี่ ทว่าเมื่อเห็นฉู่ยี่กำลังจะมีมารดาเลี้ยงก็รู้สึกไม่สบายใจ และอดเป็ห่วงไม่ได้ว่าถ้าฉู่ยี่รู้เื่แล้ว เขาจะอาละวาดก่อเื่อะไรขึ้นมาอีก นางรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูก รีบบอกกับฟางต้าเหนียงว่าขอตัวก่อน และรีบกลับไปที่ห้องหนังสือทันที
ทว่าเมื่อเดินถึงหน้าประตูนางก็ชะงักงัน ก่อนหมุนตัววิ่งไปเรือนเจิงหยางแทน
หลังจากนายท่านฉู่หรือก็คือแม่ทัพฉู่เจอบรรดาลูกหลานและคนในครอบครัวแล้ว ก็กลับไปเปลี่ยนชุดในห้อง ฮูหยินผู้เฒ่ากำลังจะสั่งอนุหลิ่วให้เข้าไปปรนนิบัติ แต่เห็นนางจ้องคุณชายแปดไม่วางตา จึงเอ่ยปนยิ้ม "พวกเ้าสองแม่ลูกก็ไม่ได้เจอกันนานแล้ว เ้าแปดกลับไปดูแลมารดาเ้าเถิด"
อนุหลิ่วรีบปฏิเสธ "ฮูหยินเป็ภรรยาเอก คนที่คุณชายแปดควรกตัญญูก็คือท่าน บ่าวเป็เพียงคนไร้ค่าคนหนึ่งเท่านั้น"
ฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะเล็กน้อย เรียกจื่อยวี่และฉีเพ่ยเข้าไปปรนนิบัตินายท่านแทน จากนั้นก็พิศมองคุณชายแปด ผิวของเขาคล้ำแดด แววตานิ่งสงบ เห็นได้ชัดว่าโตกว่าเมื่อก่อนไม่น้อย ก่อนผงกศีรษะและเอ่ยว่า "ต้องให้เด็กๆ ออกไปสู้ด้วยตนเองถึงจะรู้จักโตจริงๆ" แล้วหันไปเอ่ยกับอนุหลิ่ว "เ้าเป็คนลำบากตั้งครรภ์และให้กำเนิดเขา หากเขากตัญญูโดยให้ข้าวข้ากินหนึ่งคำ เช่นนั้นเขาก็ต้องให้น้ำแกงเ้าดื่มหนึ่งอึกเช่นกัน มิเช่นนั้นข้าก็ไม่้า"
อนุหลิ่วพลันคุกเข่าและก้มลงโขกศีรษะกับพื้น จากนั้นก็ดึงคุณชายแปดจากไป
ฉู่ยี่นั่งอยู่ด้านขวาของคุณชายแปดลุกขึ้นยืนและเอ่ยขึ้น "พี่แปด หากท่านคุยกับอนุหลิ่วเสร็จแล้ว ข้าไปหาท่านนะขอรับ"
ทว่าก็ถูกคุณชายเจ็ดขัดขึ้นเสียก่อน "น้องแปดเพิ่งกลับมา ยังมีเวลาให้รวมตัวกันอีกเยอะ แม้เ้าจะรีบร้อนอยากจะเข้าสนามรบเพียงใด แต่ยามนี้ก็ไม่มีาให้เ้ารบแล้ว"
ฉู่ยี่นั่งลงอย่างไม่สบอารมณ์ หันไปมองด้านข้าง หลานคนโตของเขา...ฉู่จ่างหลิงหลานชายคนโตแห่งสกุลฉู่ที่อายุมากกว่าเขาห้าหกปีก็เพิ่งกลับมาเช่นกัน
เมื่อฉู่จ่างหลิงเห็นสายตาของฉู่ยี่ที่มองมา ก็รีบยกมือปิดตาตัวเองเป็พัลวัน "ลุงแปดไม่เห็นข้า ลุงแปดไม่เห็นข้า"ทำให้คนทั้งห้องโถงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลังนายท่านฉู่เปลี่ยนชุดเรียบร้อย ก็นั่งกางแข้งกางขานั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้และเอ่ยออกมาหนึ่งประโยค "อยู่บ้านสบายที่สุดแล้ว"
ฮูหยินใหญ่แค่นยิ้ม "แต่ในบ้านไม่มีสาวงามให้เชยชมนะเ้าคะ" คำพูดเช่นนี้ไม่สามารถพูดให้ลูกหลานด้านนอกได้ยินได้
นายท่านพลันลุกขึ้นแล้วสาวเท้าเข้ามาหาฮูหยินผู้เฒ่า นางเอ่ยอย่างตื่นตระหนก "ท่านพี่นั่งพูดอยู่ตรงนั้นเถิด ลูกหลานอยู่เต็มเรือน"
นายท่านนั่งเบียดข้างฮูหยินผู้เฒ่าบนตั่งพลางเอ่ยกระเซ้า "มีคนกล้าบุกเข้ามาด้วยหรือ" เมื่อเอ่ยออกไป ก็พลันนึกขึ้นได้ว่ามีบุตรชายอยู่หนึ่งคนที่เคยบุกเข้ามาโดยไม่สนใจอะไรจริงๆ จึงถามขึ้น "เ้าเก้ายังไม่รู้จักโตเหมือนเดิมอยู่หรือ"
ฮูหยินผู้เฒ่าทนฟังผู้อื่นกล่าวถึงบุตรชายเสียๆหายๆ ไม่ได้เป็ที่สุด เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงกลอกตาใส่นายท่านหนึ่งที
นายท่านกลับไม่โกรธ เพราะภรรยาคนนี้ยังอายุน้อยกว่าบุตรชายของเขาเสียอีก เมื่ออยู่กันสองต่อสองในห้องส่วนตัวพวกเขามักจะทำตัวสบายๆไม่ถือพิธีรีตองอันใด ซึ่งเป็ข้อดีอย่างหนึ่งของขุนนางฝ่ายบู๊ หากเจอกับคนที่กล่าวแต่หลักเหตุผล ชีวิตสามีภรรยาคงได้ข้าว่าท่านว่าทั้งวัน หากเป็แบบนั้นจริงคงน่าโมโหไม่น้อย
"นายท่านรีบออกไปเถิด" ฮูหยินผู้เฒ่าเร่งเร้า
นายท่านลุกขึ้นประสานมือเอ่ย "ขอรับ" นั่นทำให้ฮูหยินผู้เฒ่ายิ่งรู้สึกโมโห
เมื่อเดินออกมาเขาก็กลับสู่สภาพผู้นำตระกูลผู้น่าเกรงขามเช่นเดิม "ข้าวางเกราะหยิบจอบ* แล้ว อีกหน่อยเรียกข้าว่านายท่านก็พอ ข้าก็อายุอานามไม่น้อยแล้ว กำลังปรึกษากับมารดาของเ้าว่าอีกหน่อยจะให้เ้าเป็คนดูแลรับผิดชอบบ้านนี้ จ่างหลิงก็เป็เด็กดี ถือว่าตระกูลของเรามีผู้สืบสกุลแล้ว" เพียงคำพูดเดียวก็ทำให้คุณชายใหญ่ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
คุณชายใหญ่เป็บุตรของภรรยาเอกซ้ำยังเป็บุตรคนแรก แม้ขาจะได้รับาเ็ ทว่าบุตรชายฉู่จ่างหลิงก็โตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ดูอย่างไรครอบครัวของเขาก็แข็งแกร่งกว่าครอบครัวของคนอื่นในจวน
แต่บิดาเคารพฮูหยินผู้เฒ่าซึ่งถือเป็มารดาเลี้ยงของเขาคนนี้มาก ฮูหยินผู้เฒ่ามีบุตรชายสองคน คนหนึ่งคือคุณชายเจ็ด อนาคตในวันข้างหน้าไม่มีอะไรต้องเป็ห่วง อีกคนคือคุณชายเก้าที่ปีนี้เพิ่งจะอายุสิบสี่ และยังไม่ได้แต่งงาน ความขัดแย้งภายในตระกูลจึงแทบจะไม่มี
"อีกหน่อยคงต้องเปลี่ยนคำเรียกเสียแล้ว พวกเ้าเอาแต่เรียกฮูหยินผู้เฒ่าๆ เช่นนั้นข้าก็ต้องเปลี่ยนเป็นายท่านผู้เฒ่าเพื่อให้เข้ากับนางถึงจะถูกต้อง"
ทุกคนลุกขึ้นรับคำ
นายท่านผู้เฒ่าฉู่ที่เพิ่งขึ้นรับตำแหน่งใหม่กวาดตามองลูกหลานและพยักหน้าอย่างพอใจ เขาจงใจถามฉู่ยี่"เ้าเก้า ได้ยินว่าฮ่องเต้มีรับสั่งให้เ้าตั้งใจทำการบ้าน เ้าทำเรียบร้อยแล้วหรือยัง"
"ลูกทำเสร็จหมดแล้วขอรับ"
"ดี ข้าขอไปดูหน่อย พวกเราสองพ่อลูกถึงเวลาที่ต้องพูดกันเป็เื่เป็ราวเสียแล้ว เ้าเจ็ด ข้าฝากไปบอกพ่อตาเ้าด้วยว่า มีเวลามาดื่มสุรากันสักจอก" พูดจบก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปทำงาน
ฉู่ยี่ยินดีปรีดาเป็อย่างยิ่ง เขาอยากจะขอให้บิดาหาอาจารย์สอนการต่อสู้เก่งๆ ให้ตั้งนานแล้ว และกำลังคิดอยู่เลยว่าจะเอ่ยปากเช่นไร
สุยอันที่อยู่ด้านนอกได้ยินเช่นนั้นก็ร้อนใจมาก เมื่อเห็นจื่อยวี่เดินออกมาพอดี ก็รีบลากนางไปข้างๆ และกระซิบกระซาบ"พี่จื่อยวี่ วันนี้ตอนที่ข้าเดินผ่านเรือนเล็กของอาจารย์หลิน ข้าเห็นเกี้ยวหลังงามตั้งอยู่ในเรือนของพวกเขา ท่านว่าแขกคนใดมา ซ้ำยังมีสาวรับใช้ติดตามมาด้วย พูดกันว่าอนุอะไรเนี่ยล่ะเ้าค่ะ..."
*ไน่ไน คำที่ใช้เรียกเ้านายผู้หญิงมีความหมายเดียวกับนายหญิง
*วางเกราะหยิบจอบ หมายถึงทหารที่หมดวาระและกลับบ้านเกิดเพื่อทำกิจการงานอื่น