ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนียะหม่าล่าขาลุย!【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 เนื้อหมูตุ๋นหม้อดิน (2)

            บ่าวรับใช้ยิ้มแย้มเดินจากไปเมื่อพบกับหัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าในครัวจึงแจ้งว่ามารดาและบุตรสาวผู้ขายหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดมาถึงแล้วจะให้ไปเรียนคุณชายเจ้าของห้างกลับมาหรือไม่

            “ผู้ขายหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ด?” หัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออกพลางขมวดคิ้วแล้วโบกมือพร้อมกับเอ่ยว่า“พวกนางมาทำอันใดอีก? คุณชายเจ้าของห้างยุ่งนัก!”

            เมื่อเขาเห็นบ่าวรับใช้เอื้อมมือไปหยิบกระปุกชาเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ยกน้ำเปล่าไปสองแก้วก็พอข้าจะไปดูเองว่ามีเรื่องอะไร”

            “เช่นนั้น...”

            เมื่อหัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าออกคำสั่งบ่าวรับใช้จำต้องละทิ้งการชงชา แล้วรีบนำเหยือกน้ำเปล่าและแก้วสองใบมาจากนั้นก็เดินตามหัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าออกไป

            หัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าเดินนำหน้าก้าวเท้าเข้าห้องก่อน เขายืนไพล่หลัง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้พลางเอ่ยว่า“วันนี้พวกเจ้ามาด้วยเรื่องอันใด?”

            นางซูถือหม้อดินเล็กๆลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มตอบว่า “ท่านหัวหน้าผู้ดูแลเจ้าคะพวกเรามาหาคุณชายเจ้าของห้างเพื่อปรึกษาเรื่องบางอย่างเจ้าค่ะ”

            “เรื่องอะไร? บอกข้าก็เหมือนกัน”

            หัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยพอใจนักชัดเจนว่ามิได้เตรียมพร้อมที่จะช่วยเรียกคนให้ บ่าวรับใช้เข้ามาวางน้ำลงแล้วก็ไปจัดการเรื่องอื่นๆ ขณะนี้ภายในห้องจึงไม่มีผู้อื่นอยู่แล้ว

            นางซูคิดว่าไม่ว่านางจะมอบให้ผู้ใดก็คงไม่ต่างกันขอเพียงให้ไปถึงมือคุณชายเจ้าของห้างก็พอ นางจึงวางหม้อดินลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยว่า“นี่คือเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินที่เราทำขึ้นมาเองอยากเรียนถามห้างของท่านว่ามีความต้องการหรือไม่”

            มาเพื่อสิ่งนี้เองหรือ?

            “ได้สิ วางของไว้ตรงนี้เถิด” หัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าสะบัดแขนเสื้อแล้วลุกขึ้นชาวบ้านชาวนาเหล่านี้ เพียงแค่ให้ส่งผักสดหรือเนื้อหมูบ้างก็คิดว่าตนเองได้ผูกสัมพันธ์กับห้างร้านไท่หรานแล้ว วันๆ ทำแต่ของกระจุกกระจิกแล้วก็อยากจะยัดเยียดให้พวกเขา

            มิได้คิดบ้างหรือว่าห้างร้านไท่หรานมีร้านอาหารและโรงน้ำชามากมายจะสนใจผักดองเค็มและเนื้อหมูเค็มเพียงเล็กน้อยได้อย่างไร

            เรื่องทำนองนี้หัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าเคยพบเจอมามากแล้วจึงไม่ใส่ใจนัก พลางเอ่ยว่า “ข้ายังยุ่งอยู่พวกเจ้าตามสบายเถิด” กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อจากไป

            “นี่...” นางซูมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมไม่คาดคิดว่าจะถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาเช่นนี้

            เย่ชิงชิงขมวดคิ้วแต่ก็มิได้โกรธเคือง คนตัวเล็กๆ อย่างพวกนาง ย่อมไม่มีใครให้ความสำคัญอย่างแท้จริงจะว่าไปเผยรุ่นจือก็ช่างประหลาดนัก

            “หรือว่าเราจะนำกลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่เจ้าคะ?” นางเอ่ยถามมารดา

            นางซูส่ายหน้าก่อนจะวางหม้อดินลงแล้วเอ่ยตอบ “วางไว้ที่นี่เถิดจะได้ไม่ต้องเดินทางกลับมาอีก”

            ยามนี้นางเพียงต้องการกลับไปทำหมูตุ๋นในหม้อดินออกมาวางขายหน้าร้านก่อนยังเหลือเรื่องให้จัดการอีกมากไม่จำเป็นต้องนำไปมอบให้คุณชายเจ้าของห้างด้วยตัวเอง

            ดังนั้นทั้งสองจึงวางของไว้แล้วกลับไปคิดว่าคุณชายเจ้าของห้างจะติดต่อกลับมาในไม่ช้าแต่ไม่คาดคิดว่าผ่านไปสามสี่วันแล้วก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

            คนบังคับรถที่มารับสินค้าทุกเช้าก็มิได้กล่าวถึงเรื่องนี้นางซูจึงรู้สึกไม่มั่นใจอีกครั้ง ในความคิดของนางเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินมีมูลค่าสูงกว่าหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดมากนักเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้เล่า

            หารู้ไม่ว่าหัวหน้าผู้ดูแลเฒ่าผู้นั้นได้โยนหม้อดินเล็กๆที่ดูไม่สะดุดตานั้นออกไปจากความคิดเสียแล้ว ไม่ได้เอ่ยถึงเลยแม้แต่น้อยเผยรุ่นจือจึงยังไม่ทราบเรื่องราว

            ในช่วงไม่กี่วันนี้เนื้อหมูตุ๋นหม้อดินชุดแรกที่ทำเสร็จพร้อมขายแล้วคราวนี้เย่ชิงชิงมิได้ตั้งใจจะเปิดหม้อให้คนชิมก่อน

            ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาจากหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดทำให้พวกนางได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าบางส่วนผู้ใดที่ไม่ได้ขาดเงินก็มักจะมาลองซื้อไปชิมสักหม้อ

            ในยามเช้าวันแรกขายไปได้ยี่สิบสามหม้อผลลัพธ์ในวันแรกนี้ต้องขอบคุณลูกค้าเก่าคนสนิทที่ให้เกียรติย้อนกลับมาอุดหนุน

            วันถัดมาขายได้มากกว่าวันแรกแต่ก็ราวๆ สี่สิบหม้อเท่านั้น ของจริงเริ่มต้นขึ้นในวันที่สามนี้เองผู้ที่เคยซื้อไปกินแล้วติดใจก็กลับมาซื้อซ้ำ แถมยังชักชวนเพื่อนบ้านมาด้วย

            เนื้อหมูตุ๋นหม้อดินขายดิบขายดีจนหมดเกลี้ยงกระทั่งไม่พอขาย!

            “เนื้อหมูตุ๋นหม้อดินของพวกเจ้าหายไปไหนหมดข้าสัญญาว่าจะนำไปให้แม่สามีลองชิมแล้วนะ...” ผู้ที่เคยซื้อไปกินแล้วอดบ่นไม่ได้

            “เนื้อนั่นอร่อยจริงหรือ? ขายหมดเกลี้ยงเลยหรือนี่”ผู้ที่ได้ยินข่าวมาก็ทั้งอยากรู้อยากเห็นและคาดหวัง

            เนื้อสัตว์ที่บรรจุในไหหม้อดินนั้นหาได้ยากยิ่งเนื้อเค็มนั้นก็เค็มแสบลิ้น ไม่มีผู้ใดชอบเท่าไรนักจึงอยากรู้นักว่าเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินจะเป็นเช่นไร

            เย่จื้อเฟิงยกมือขึ้นปลอบโยนพลางยิ้มว่า“ขออภัยจริงๆ เป็นความผิดของเราที่เตรียมการไม่พร้อมทุกท่านโปรดมาแต่เช้าในวันพรุ่งนี้เถิดนะขอรับ”

            ไม่ต้องพูดถึงหม้อดินเล็กที่สั่งทำไว้จะมีเหลือไม่มากนักแค่เตาในบ้านที่มีทั้งใหญ่และเล็กสองเตาก็ยุ่งจนไม่สามารถทำเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินและหัวไชเท้าเสียบไม้รสเผ็ดจำนวนมากได้ทันเวลาแล้ว

            เย่จื้อเฟิงไปสั่งทำหม้อดินเล็กจำนวนมากอีกครั้งในตอนกลางวันพวกเขาต้องดูแลร้านข้างนอกและผลิตสินค้าที่บ้านทั้งสามคนต่างยุ่งจนไม่สามารถแยกตัวไปไหนได้ ในตอนกลางคืนหลังจากมืดค่ำแล้วจึงขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในหมู่บ้านให้มาช่วยสร้างเตาเพิ่มอีกสองเตาในลานบ้าน

            เรื่องนี้ย่อมสร้างความฮือฮาเล็กๆน้อยๆ ในหมู่บ้านเถียนซินอีกครั้ง มีผู้คนกล่าวว่าการค้าของนางซูรุ่งเรืองนักเตาไฟสองเตาทำงานไม่หยุดทั้งวันก็ยังยุ่งไม่พอ...

            บางคนตกตะลึงบางคนอิจฉา และบางคนก็เดินตามกลิ่นหอมมา

            หญิงผอมบางผิวคล้ำผู้หนึ่งเคาะรั้วลานบ้านเล็กๆอย่างลังเลพลางเอ่ยว่า “ซูเหนียงจื่อต้องการคนช่วยงานหรือไม่เจ้าคะ?”

            นางซูประหลาดใจเล็กน้อยนางจำหญิงผู้นี้ได้ ทราบมาว่ามีบุตรห้าคน บุตรคนเล็กสุดเพิ่งจะอายุได้หนึ่งขวบปีทุกคนอยู่ในวัยที่ต้องกินต้องใช้ พึ่งพาสิ่งที่ได้จากไร่นาเพียงน้อยนิดเหล่านั้นพอจะประทังชีวิตได้ แต่ก็ไม่มีเงินเหลือเก็บ ชีวิตจึงลำบากขัดสนนัก

            “น้องหญิงเข้ามานั่งพักก่อนเถิด” นางซูยิ้มต้อนรับหญิงผู้นั้นเข้ามาเทน้ำหนึ่งถ้วยให้ จากนั้นก็นั่งลงบนม้านั่งเล็กๆจากนั้นก็ง่วนอยู่กับการทำงานต่อไป

            ลานบ้านไม่ได้กว้างนักมีเพิงบังแดดแบบเรียบง่ายอยู่ ใต้นั้นวางถาดไม้ไผ่ขนาดใหญ่สองถาดสำหรับตากเนื้อสัตว์ให้คลายร้อน กลิ่นหอมอบอวลโชยออกมาไม่ขาดสาย