หลังจากได้ฟังข้อเสนอของมารดาคนงามของมัน หยางเวิ่นกวงก็นิ่งอึ้งไปพักใหญ่ จริงอยู่ที่ในอดีตมันก็เคยมีความคิดเช่นนี้ แต่ก็มิกล้าขอให้กุ้ยอิงทำ จะให้ทำจริง ๆ ได้เช่นไรในก็เมื่อทั้งคู่เป็น มารดา กับ บุตรร่วมสายโลหิตเดียวกัน ถึงแม้นว่าทำแล้วอาจจะสามารถกอบกู้ชื่อเสียงของสกุลกลับมาได้ แต่ก็คงผิดต่อฟ้าดิน กับเหล่า บรรพชนสกุลหยางน่าดู เรื่องนี้เวิ่นกวงจึงเกิดความลังเลเป็นยิ่งนัก
"กุ้ยอิงเรื่องที่เจ้ากล่าวออกมานั้นข้า….."
"เจ้าเป็นกังวลว่าจะผิดต่อเหล่าวิญญาณของคนในสกุลหยางใช่หรือไม่? เรื่องนั้นเจ้าอย่าได้เป็นห่วงไปเลย พวกเราแค่ทำพิธีไหว้ฟ้าดินหลอก ๆ และนอนร่วมเตียงกันเฉย ๆ หนึ่งคืนโดยไม่ ต้องมีอะไรเกินเลยกัน เพียงเท่านั้นก็พอแล้ว.." หยางเวิ่นกวงยังมิทันจะกล่าวจบ มารดาของมันก็รีบพูดขึ้นด้วยท่าทางเอาจริงเอาจังเสียก่อน
"ทำพิธีหลอก ๆ กับนอนร่วมเตียงกันเฉย ๆ กระนั้นรึ.? แล้วเจ้าแน่หรือไม่ว่ามันจะได้เพราะพวกเราไม่ได้….."
"ไม่ได้ทำแบบที่คู่บ่าวสาวทั่วไปทำใช่หรือไม่ เรื่องนี้ข้าก็ไม่ค่อยมั่นใจ เพราะในตำราพยากรณ์ กล่าวไว้แค่ว่า ให้หญิงที่มีดวงบารมีสมพงศ์ส่งเสริมฝ่ายชายทำพิธี และเข้าหอเท่านั้น มิได้ระบุว่าต้องทำมากกว่านั้น แต่ถ้าพวกเราจะลองทำดูก็มิมีอะไรเสียหายมิใช่รึ? หรือว่าเจ้าไม่อยากกอบกู้สกุลหยางอีกแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าก็จะไม่บังคับฝืนใจ"
คำกล่าวอันหนักแน่นของกุ้ยอิงทำเอาเวิ่นกวงนิ่งเงียบไปสักพัก คล้ายมันกำลังทบทวนบางอย่างอยู่ ก่อนที่สุดท้าย หยางเวิ่นกวงจะตอบรับคำของนาง…
"ดีมาก กล้าหาญแบบนี้สิถึงจะสมกับเป็นลูกหลานสกุลหยาง.." กุ้ยอิงเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวชื่นชมเวิ่นกวง จากนั้นทั้งสองจึงตกลงกันว่า พวกมันจะเดินทางกลับไปที่ยอดเขาคุนหลุนเพื่อทำพิธีที่นั่น นอกจากที่นี่จะเงียบสงบปลอดผู้คน แถมยังเป็นที่อยู่ของ เฉินซี่ยี่ ปรมาจารย์ผู้ล่วงลับของกุ้ยอิงอีกด้วย…
สองแม่ลูกใช้เวลาเดินทางอยู่ไม่นานในที่สุดก็ขึ้นมาถึงยอดเขา และกุ้ยอิงก็ไม่รีรอที่จะเริ่มพิธีแต่งงานหลอก ๆ ในทันที พิธีการนั้นเรียบง่ายไม่มีอะไรมาก ทั้งคู่สวมใส่ชุดสีแดงเหมือนหนุ่มสาวที่กำลังจะแต่งงานทั่วไป จากนั้น กุ้ยอิง กับ เวิ่นกวงจึงจุดธูปไหว้ฟ้าดิน ขั้นตอนนี้ เวิ่นกวงตื่นเต้นมาก เพราะมันไม่เคยเข้าพิธีแต่งงานมาก่อน แถมเจ้าสาวคนแรกในชีวิต ยังเป็นมารดาบังเกิดคนงามของมันอีก ในใจของเวิ่นกวง ยามนั้นแม้จะตื่นเต้นอยู่มากโข แต่ก็รู้ผิดอยู่ไม่น้อย มันพร่ำกล่าวขมาต่อ หยางจงเป่าบิดา กับเหล่าบรรพชนสกุลหยางอยู่นับร้อย ๆ ครั้งภายในใจ จนกุ้ยอิงต้องบอกให้เลิกไหว้ได้แล้ว จากนั้นทั้งสองจึงทำการส่งตัวเองเข้าหอ
พิธีไหว้ฟ้าดินว่าน่าตื่นเต้นแล้ว หากแต่เทียบมิได้เลยกับการที่มันต้องมานอนร่วมเตียงกับมารดาในคืนนี้ ส่วนกุ้ยอิงนั้น แม้นก่อนหน้านี้ นางจะเกิดความรักใคร่แบบชายหญิงกับเวิ่นกวง ซึ่งในความเป็นจริงมันคือบุตรชายของนาง นั้นก็เพราะกุ้ยอิงยังสูญเสียความทรงจำอยู่ แต่พอได้เห็นสิ่งที่เวิ่นกวงทำกับไทเฮาชุนอี้ในห้องคืนนั้น ความรู้สึกของนางก็พลันเปลี่ยนไป
ยามนี้กุ้ยอิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก นางต้องการเพียงแค่ใช้ดวงของตนเองช่วยเหลือเวิ่นกวงเท่านั้น เมื่องานใหญ่สำเร็จลุล่วง นางก็ตั้งใจว่าจะออกท่องยุทธภพต่อตามลำพัง โดยไม่สนเรื่องของสกุลหยางอีกต่อไป…
และ เมื่อความรู้สึกของทั้งสองเป็นเช่นนั้น การนอนร่วมเตียงในคืนนี้จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดูน่าอึดอัดเป็นอย่างมาก ทว่า…กลิ่นกายของกุ้ยอิงที่ลอยมาเข้าจมูกของเวิ่นกวงมันช่างหอมหวนนัก แถมพอเจ้าเวิ่นกวงเหลือบไปมอง สิ่งที่มันเห็นก็คือ หน้าอกหน้าใจขนาดใหญ่ของกุ้งอิงในเสื้อสีขาวบาง ๆ ที่กำลังขยับขึ้นลงช้า ๆ ตามจังหวะการหายใจ มันช่างเป็นอะไรที่น่าดูชมยิ่งนัก เวิ่นกวงถึงกับมองตาไม่กะพริบ แต่เมื่อมันละสายตาจากทรวงอกคู่งามของมารดา มามองใบหน้าของนาง ยามกำลังหลับตา อารมณ์ตื่นเต้นก่อนหน้านี้ของเวิ่นกวงก็พลันดับวูบ
ใบหน้ายามหลับของกุ้ยอิงงดงามมากก็จริง จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อ ทว่า คิ้วนั้นกลับขมวดเข้มคล้ายยามที่นางดุ ลักษณะเช่นนี่แสดงให้เวิ่นกวงทราบว่า มันควรจะนอนนิ่ง ๆ เฉย ๆ และหลับไปจนถึงรุ่งเช้า อย่าได้คิดจะทำอันใดล่วงเกินรุ่มร่ามนาง ยามนอนแม้แต่นิดเดียว
เวิ่นกวงจึงต้องสลัดความต่ำช้าทุกอย่างในหัวทิ้ง และ ข่มตาหลับไปอย่างยากเย็นแสนเข็ญ มันได้แต่คิดในใจอย่าเศร้าสร้อยว่า เหตุใดคืนเข้าหอครั้งแรกในชีวิตของมันต้องมาเจอเรื่องอะไรแบบนี้ด้วย มันควรจะเป็น ความหอมหวานชวนฝันของคู่รักแบบมิรู้ลืมไม่ใช่รึ…
ทั้งสองแม่ลูกจึงหลับนอนร่วมเตียง แต่ไม่มีอะไรเกินเลยกันจนถึงรุ่งเช้า…
ในยามเช้าที่กุ้ยอิงนั้นลืมตาตื่น นางรีบลุกขึ้นมานั่งสำรวจตัวเองว่า เจ้าเวิ่นกวงแอบทำมิดีมิร้ายนาง ตอนหลับหรือไม่ แต่ทว่า..ในยามนั้นเองก็พลันมีเสียงของเจ้าเวิ่นกวงรีบกล่าวขึ้นมาว่า
"เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอกน่า ข้ามิได้แตะต้องหรือล่วงเกินอันใดเจ้าแม้แต่นิดเดียว ถึงเจ้าจะเห็นข้าเป็นผู้ชายชีกอ มักมากในกาม แต่ข้าก็ไม่ใช่คนประเภทชอบฉวยโอกาส ข่มเองสตรียามหลับ เจ้าสบายใจได้" เมื่อพูดจบเวิ่นกวงก็ลุกขึ้นมานั่งตาม ก่อนจะหันมาหามารดาของมัน และในยามนั้นเองที่กุ้ยอิงแทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่ เมื่อได้เห็นขอบตาของเวิ่นกวงลึกโบ๋เป็นสีดำคล้ำราวกับ หมีแพนด้า เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเมื่อคืนเจ้าเวิ่นกวงรู้สึกกระวนกระวายใจมาก จนทำให้มันมิอาจข่มตาหลับได้แม้แต่นาทีเดียว
"หึ….เชิญเจ้าขำซะให้พอเลย ที่ข้านอนไม่หลับก็เพราะเจ้านั่นแหละรู้ไว้ซะ.."
เวิ่นกวงหรี่ตามองกุ้ยอิงอย่างไม่พอใจก่อนที่มันจะกล่าวขึ้น กุ้ยอิงเองก็เก็บอาการสุด ๆ นางฝืนกลั่นหัวเราะไว้สุดแรง ก่อนจะรีบปั่นหน้าขึงขังอีกครั้ง และเอ่ยขึ้น
"ไม่นี่ ไม่เห็นจะน่าขันตรงไหน เจ้านอนไม่หลับเองมาโทษอันใดข้า เอาล่ะ ๆ เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว มาเริ่มงานขั้นต่อไปดีกว่า"
"งานอันใด? "
"ก็ในเมื่อข้ากับเจ้าเข้าพิธีแต่งงานกันเสร็จสิ้น ยามนี้ดวงของข้าก็น่าจะส่งเสริมดวงของเจ้าเรียบร้อย เจ้าจะต้องกลับไปที่วังหลวงอีกครั้งเพื่อดูว่า ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัยเรื่องรื้อคดีสกุลหยางรึยัง"
พอเวิ่นกวงได้ฟังมันก็พยักหน้ารับ "เช่นนี้นี่เองข้าเข้าใจแล้ว ว่าแต่เจ้าไม่ไปด้วยกันรึ?" เวิ่นกวงขมวดมุ่นคิ้วด้วยความสงสัยจึงเอ่ยถามออกมา
"ไม่ดีกว่า หากข้าไปเกรงจะเกะกะเจ้าเปล่า ๆ "
"เช่นนั้น เจ้าก็รออยู่ที่นี่แล้วกัน เมื่อได้ข่าวดีข้าจะรีบกลับมาบอก..."
เวิ่นกวงเอ่ยขึ้นก่อนที่มันจะก้าวลงจากเตียง เพื่อไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และเตรียมเดินทางลงเขาเพื่อมุ่งกลับไปยังวังหลวงอีกครั้ง ส่วนกุ้ยอิงนั้นบอกว่าจะรออยู่ที่นี่ ทว่า...ภายในใจลึก ๆ นั้นนางมีความตั้งใจบางอย่างแอบแฝงอยู่ ซึ่งก็คือหากเวิ่นกวงกลับมาพร้อมข่าวดี นางก็บอกลามัน และแยกย้ายไปตามทางที่ตั้งใจไว้ในทันที..
จบบท