ที่จวนบัณฑิตจาง ในห้องโถงที่จางหลิวหยางมักจะเห็นภาพจนชินตา เจียลี่ผู้เป็มารดายังคงนั่งปักผ้าผืนงามสำหรับสามี และบุตรสาว โดยมีเฟยเจินนั่งอยู่ข้างๆ บางครั้งช่วยพัดวี บางครั้งช่วยปัก เพราะฝีมือประณีตงดงามไม่ต่างกัน เท้าเล็กบอบบางของจางหลิวหยางเดินเข้ามาพร้อมกับสาวใช้ที่ยกสำรับของว่างตามมาด้วย ใบหน้างดงามอ่อนกว่าวัยของผู้เป็มารดาเงยขึ้นมาเห็นร่างอรชนเดินนำสาวใช้ที่ยกสำรับน้ำชาเข้ามาริมฝีปากบางสีแดงสดจึงแย้มยิ้มทักทายบุตรสาว
“หยางเอ๋อร์ นั่นเ้านำสิ่งใดมาหรือ”
“คุณหนู” เฟยเจินเงยหน้าจากงานปักในมือกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม
“ข้าเตรียมของว่างมาให้ท่านแม่เ้าค่ะ ข้าทำเผื่อน้าเจินด้วย” ใบหน้าสว่างใสดุจแก้วผลึกยิ้มพรายเอ่ยตอบน้ำเสียงอ่อนหวาน
“เด็กดี เ้าทำสิ่งใดมาบำรุงข้าอีกหรือ”
สาวใช้วางถาดน้ำชา และของว่างลง จากนั้นจึงถอยออกไปอย่างสำรวม นิ้วเรียวขาวราวต้นหอมเปิดสำรับกระเบื้องเคลือบชั้นดี เผยให้เห็นขนมแป้งนิ่มๆรูปทรงกลมสีม่วงสดตรงกลางมีสีเหลืองทองวางเรียงราย ซ้ำยังมีกลิ่นหอมหวานอ่อนๆชวนให้ลิ้มลอง
“สิ่งนี้คือ...” เจียลี่เอ่ยถามบุตรสาว สายตายังจับจ้องแป้งนิ่มสีสวยอย่างสนใจ เฟยเจินที่นั่งคุกเข่าอยู่ข้างกายเจียลี่ขยับตัวเข้าใกล้อีกเล็กน้อยยื่นหน้ามามองขนมสีสันแปลกตาทว่าน่ากินนัก
“มันคือขนมจากแป้ง น้ำตาล และไข่ไก่ เ้าค่ะท่านแม่”
เจียลี่เลิกคิ้วโค้งโก่งงามเอ่ยถามบุตรสาว “เหตุใดแป้งจึงมีสีนี้”
“ข้าใช้สีจากดอกไม้ เอ่อ... ดอกเล็กๆสีม่วงที่เป็พุ่มในสวนเ้าค่ะ”
“อ่อ เตี๋ยโต้วฮวา” เฟยเจินกล่าว “ดอกไม้ชนิดนี้นำมาทำขนมได้หรือเ้าคะ ข้าเพิ่งเคยเห็น” นางเอ่ยถามอย่างสนใจ
“ทำได้ ข้าเพียงแต่นำมาต้มในน้ำร้อนเพื่อสกัดสีของดอกไม้ออกมา แล้วนำมาผสมกับแป้งจนเกิดสีนี้” จางหลิวหยางอธิบาย เมื่อเห็นสีหน้าที่ยังแปลกใจของมารดาและเฟยเจิน ริมฝีปากบางสีแดงสดจึงยิ้มแล้วกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงกังวาลใส
“ดอกไม้ชนิดนี้ช่วยบำรุงสายตา บำรุงเื แล้วยังช่วยบำรุงผิวพรรณด้วยเ้าค่ะ”
“สรรพคุณมากมายเช่นนั้นเชียวหรือ” ดวงตาหวานซึ้งของผู้เป็มารดาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
“ใช่เ้าค่ะท่านแม่ ท่านลองกินเถอะ” จางหลิวหยางใช้ตะเกียบแบ่งขนมเป็สองส่วนและคีบส่วนแรกป้อนให้เจี่ยลี่ อีกส่วนหนึ่งป้อนเฟยเจิน ทั้งสองเมื่อได้กัดโดนแป้งอ่อนนุ่มที่ได้รสหวานของน้ำตาล ผสมกับรสหอมมันของไข่ไก่ก็ถึงกับอึ้งไป
”รสชาติดีเหลือเกิน หยางเอ๋อร์ เ้าช่างเก่งกาจนัก” เจียลี่เอ่ยชมบุตรสาวประกายตาอ่อนโยน
“ขนมชนิดนี้หอมหวาน รสชาตินุ่มนวลนักเ้าค่ะคุณหนู”
“ถ้าพวกท่านชอบก็กินมากหน่อย ข้าตั้งใจทำสุดฝีมือเลย” จางหลิวหยางส่งตะเกียบให้เจียลี่ และเฟยเจิน พลางคีบขนมหนึ่งชิ้นขึ้นมาเคี้ยวอย่างอิ่มเอมใจ
ฝั่งหงเป่า เมื่อเขานำขนมส่งถึงมือลุงสี่พ่อครัวเพื่อฝากจัดสำรับน้ำชาให้จาวหลิวเหว่ยแล้ว ก็รีบหลบออกจากสำนักศึกษาอย่างระแวดระวังตามคำสั่งของจางหลิวหยางว่าห้ามให้ผู้ใดพบเห็น จากนั้นจึงรีบไปที่โรงหมอเพื่อสอบถามอาการคนป่วยเอากลับไปรายงานคุณหนู
จางหลิวเหว่ยซึ่งกำลังอ่านตำราอยู่ในห้องทำงาน พอถึงเวลารับน้ำชายามบ่ายผู้ช่วยคนสนิทหวังลู่เสียนก็มาเคาะประตูแล้วจึงเดินเข้ามาในห้องพร้อมสำหรับน้ำชาและอาหารว่าง เขาเงยหน้าขึ้นจากตำราด้วยสีหน้าเรียบขรึม การจัดน้ำชาและอาหารว่าง่ในเวลานี้เป็ไปโดยปกติ แต่ทว่าวันนี้จางหลิวเหว่ยกลับต้องเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ จานกระเบื้องเคลือบที่วางคู่มากับกาน้ำชาใบเล็กนั่น้าคือขนมรูปทรงกลมสีสันสดใสแปลกตาที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อหวังลู่เสียนวางสำรับลงบนโต๊ะ แรงกระทบเพียงเล็กน้อยก็ทำให้ขนมที่วางเรียงซ้อนกันเป็สองชั้นนั้นสั่นน้อยๆอวดความอ่อนนุ่ม
ไม่รอให้เอ่ยถาม หวังลู่เสียนก็กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ของว่างที่คุณหนูจางส่งมาให้นายท่านขอรับ”
“หยางเอ๋อร์หรือ” จางหลิวเหว่ยยิ่งแปลกใจขึ้นกว่าเดิม
“ใช่ขอรับ นางให้อาเป่าส่งมาให้ท่านเมื่อสักครู่ แต่ตอนนี้เขากลับไปแล้ว”
“ข้ารู้แล้ว ขอบใจเ้ามาก”
หวังลู่เสียนขานรับหนึ่งครั้งแล้วจึงออกจากห้องไป
“หยางเอ๋อร์นะหยางเอ๋อร์ เ้าเด็กโง่” จางหลิวเหว่ยตวัดริมฝีปากยกยิ้มอ่อนโยนเมื่อนึกถึงบุตรสาว เขาคีบขนมใส่ปากเคี้ยวช้าๆเพื่อซึมซับรสััของมัน แล้วก็ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้ลิ้มรสหอมหวานที่มีความมันสอดแทรกอย่างลงตัว เมื่อชิ้นแรกหมดลง จึงส่งชิ้นที่สองตามเข้าปากไปด้วยความรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
หงเป่ากลับมาถึงจวนยามเซิน รีบเข้ามารายงานจางหลิวหยางเกี่ยวกับอาการของคนเจ็บ ท่านหมออนุญาตให้เขาเข้าไปดูอาการเพียงครู่เดียวเท่านั้น เนื่องจากคนเจ็บยังหลับเพราะฤทธิ์ยา ท่านหมอชราบอกว่าร่างกายเขายังไม่เหมือนวัยผู้ใหญ่ ต้องใช้เวลา อีกอย่างเด็กคนนี้เหมือนจะเคยได้รับความบอบช้ำทางร่างกายอย่างมาก อีกทั้งยังซูบผอมราวกับคนอดอาหารเป็เวลานานหลายวัน ระยะนี้จึงต้องให้อาหารเหลว ให้ยาเพื่อรักษาาแไม่ให้อักเสบติดเชื้อ และปล่อยให้พักผ่อนให้มาก
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเ้ามากอาเป่า”
หงเป่ารับคำแล้วกำลังจะเดินจากไป จางหลิวหยางก็เรียกไว้ก่อน
“แล้วตอนเอาขนมไปให้พ่อข้า มีใครเห็นเ้าหรือไม่”
“ไม่มีขอรับ ข้าระมัดระวังที่สุด พอส่งขนมเสร็จข้าก็รีบกลับออกมาเลย”
“ทำดีมาก อ่อ.. ข้าให้แม่ครัวแบ่งขนมให้เ้าส่วนหนึ่ง รีบไปกินเถอะ”
หงเป่าได้ยินดังนั้นดวงตาก็เป็ประกาย ระบายรอยยิ้มเสียเต็มหน้า
“ขอบคุณขอรับคุณหนู ท่านดีกับข้าที่สุด” เมื่อกล่าวจบบ่าวจอมทะเล้นก็วิ่งตรงไปโรงครัวทันที
ขนมแค่นี้ เ้าดีใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ ช่างมีความสุขได้ง่ายเสียจริง...
จางหลิวหยางนึกอย่างเอ็นดู
ที่หน้าโรงเตี๊ยมบุปผาห่างจากจวนสกุลจางไปเล็กน้อย มีชายฉกรรจ์สองคนรูปร่างกำยำแต่งกายด้วยชุดกางเกงสีเทา บนหน้าผากมีผ้าคาดสีเดียวกับชุด ท่าทางยโสโอหังประหนึ่งผู้มีอิทธิพลเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยม เมื่อเข้าไปถึงก็หยุดยืนอยู่กลางโถงของโรงเตี๊ยมกวาดสายมองผู้คนโดยรอบอย่างมีจุดประสงค์ เพียงครู่เดียวเสี่ยวเอ้อรูปร่างผอมบางก็เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางนอบน้อม
“นายท่าน เชิญนั่งก่อนขอรับ” เสี่ยวเอ้อยิ้มกว้างจนตาหยี พร้อมผายมือเชื้อเชิญ
“ข้าไม่ได้มากินอาหาร ข้ามีเื่จะถาม” น้ำเสียงแข็งกร้าวที่แค่ดังแว่วเข้าโสตประสาทก็ให้ความรู้สึกขนลุกซู่
“ท่านมีสิ่งใดจะถามหรือขอรับ”
“เมื่อสองวันที่ผ่านมา เ้าเห็นชายชุดดำ รูปร่างผอม มีอาการาเ็มาพักที่นี่หรือไม่”
“เอ.. คนลักษณะนี้ตัวข้าเองไม่เคยเห็น ส่วนแขกที่มาพักของเราล้วนเป็แขกประจำ ไม่มีคนลักษณะแบบที่คุณชายว่า คนาเ็ยิ่งไม่มีเลยขอรับ” เสี่ยวเอ้อกล่าวตอบด้วยท่าทางปกติไม่มีพิรุธใดๆ
ชายฉกรรจ์ทั้งสองเมื่อได้ยินดังนั้นก็หรี่ตามองเสี่ยวเอ้ออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงหนัก “ขอบใจ” จากนั้นก็หันขวับเดินออกจากร้านไปทันที
“พี่กัว เหตุใดเราจึงไม่เข้าไปดูข้างในเล่า มันอาจจะซ่อนตัวอยู่” หนึ่งในสองคนนามว่าหลี่ซ่านเอ่ยถาม
“เ้าโง่ ถ้าทำเช่นนั้นเื่มิต้องถึงทางการจนวุ่นวายไปถึงคุณชายรึ”
“อ่อ จริงด้วย” หลี่ซ่านที่ถูกด่าพยักหน้าพลางเกาศีรษะแกรกๆ
หวางหลีจุน ชายเร่ร่อนที่ชาวบ้านแถบนี้รู้จักกันอย่างดี เขาไม่มีที่อยู่เป็หลักแหล่ง มักอาศัยนอนตามโรงเตี๊ยมร้างเป็ส่วนใหญ่ ไม่มีญาติพี่น้อง ลักษณะผอมจนหนังหุ้มกระดูก เสื้อผ้าที่สวมใส่ขาดวิ่นสกปรก ผมเผ้าพันกันยุ่งเหยิงราวกับไม่ได้โดนน้ำมาหลายปี เดินผ่านไปที่ใดจะมีกลิ่นเหล้าคละคลุ้งจนผู้คนที่พบเห็นไม่อยากจะเฉียดใกล้ หาเงินด้วยการขอทานตามตลาด หรือขออาหารจากชาวบ้านประทังชีวิต บางทีเมื่อสบโอกาสก็แอบหยิบฉวยเงินหรือสิ่งของไปบ้าง เมื่อได้เงินมาก็จะนำไปซื้อสุราเป็ส่วนมาก ภาพที่คนแถวนั้นเห็นจนชินตาคือชายร่างผอมจนหนังหุ้มกระดูกสภาพรุงรังเวลาเดินไปไหนมักมีไหสุราหนีบไปด้วยเสมอ ชาวบ้านที่พบเห็นบ้างระอา บ้างสมเพชเวทนา แต่ก็ไม่มีใครสนใจหรือถือสา จึงปล่อยไป
เวลานี้หวางหลี่จุนกำลังเดินขออาหารจากแม่ค้าที่ตั้งแผงขายอาหารเล็กๆน้อยๆอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมบุปฝา พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นบุรุษรูปร่างกำยำสองคนกำลังเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมพลางกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณราวกับกำลังหาใครอยู่ เขาจึงวิ่งไปแอบอยู่กับเสาด้านนอกของโรงเตี๊ยมในระยะที่ใกล้กับห้องโถงโรงเตี๊ยมที่สุด จ้องมองบุรุษทั้งสองกำลังสนทนากับเสี่ยวเอ้อ บางจังหวะก็ตะแคงหูเข้าไปเพื่อให้ได้ยินสิ่งที่พวกเขาสนทนาให้ชัดขึ้น และเมื่อเห็นบุรุษทั้งสองเดินออกโรงเตี๊ยมไป หวางหลีจุนก็รีบติดตามไปด้วยใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง
หาเงินไม่ได้ซักอีแปะมาหลายวันแล้ว วันนี้ข้าจะได้เงินไปซื้อสุรามาดื่มให้หนำใจ