การที่จะหาเื่หลบเลี่ยงจากการควบคุมของคุณพ่อเบิร์นฮาร์ทนั้นเป็เื่ง่ายสำหรับผมมาก วันสองวันแรกที่ถูกกักบริเวณผมพยายามทำตัวให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนคุณพ่อวางใจ อีก 2-3 วันต่อมา ผมก็หาทางออกถนนได้อีกชนิดที่ไม่มีใครจับได้ด้วยและครั้งนี้เองที่ผมได้พบกับซิลค์ เฟนเนลลิ
เขาเป็บุรุษที่จัดว่ายิ่งใหญ่คนหนึ่งในละแวกเมืองของเราดูเหมือนกิจการสำคัญๆ แทบทุกอย่างจะต้องตกอยู่ในมือเขาทั้งสิ้น เป็คนทั้งน่านับถือทั้งน่ากลัว ผมเคยเห็นเขาไกลๆ 2-3 ครั้งเวลาที่เขาแวะมาที่ร้านของมิสเตอร์โคชส่วนมากเขาจะมาที่นี่เวลามีธุระสำคัญๆ ที่จะต้องติดต่อมากกว่าจะเป็ลูกค้าของร้านและทุกครั้งที่มา ก็จะต้องมีคนติดตามมาด้วย 1-2คนเสมอ
ในความคิดของผมเขาเป็บุคคลที่น่ารู้จักด้วยเหลือเกิน ท่วงท่าเคร่งขรึม สมาร์ทท่าทางเหมือนไม่เคยกลัวใครในโลกสักคน ใจของผมยอมรับเขาเป็วีรบุรุษมาตั้งนานแล้ว
บ่อยครั้งที่ผมจะมาถึงร้านมิสเตอร์โคชเร็วกว่าปกติแล้วก็เอาหีบขัดรองเท้าออกไปหาเงินพิเศษก่อนถึงเวลาทำงานอย่างบ่ายวันนี้ก็เหมือนกัน ผมเดินตรงไปทางสามแยกระหว่างบริดจ์เวย์กับถนนสาย 65ที่กำลังมีไฮด์ปาร์คอยู่ รู้สึกว่าคนพูดจะมีชื่อเสียงพอสมควรเพราะมีคนมาออฟังกันแน่น
ผมและเล็มเข้าไปในบาร์แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่แถวๆนั้น เราเข้าไปหาลูกค้าคนหนึ่งที่นั่งดื่มเบียร์อยู่
“ขัดรองเท้าไหมครับท่าน?”
ยังไม่ทันที่ลูกค้าคนนั้นจะตอบเ้าของบาร์ท่าทางน่ากลัว ไว้หนวดหนาปึกหัวเถิกล้านกลมเกลี้ยงก็ถลาเข้ามาตวาดใส่ผม
“เฮ้ย...ออกไป...ออกไปเดี๋ยวนี้เลยกี่ครั้งแล้วที่ฉันสั่งพวกแกไม่ให้เข้ามากวนลูกค้าที่นี่...ไป...ไปเสียก่อนที่ฉันจะเตะส่งออกไปข้างนอกนั่น...!”
ผมไม่ได้ตอบโต้แม้แต่คำเดียวแต่หันหลับจะเดินออกจากบาร์ แต่ทันใด...มันก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นบ๋อยประจำบาร์ซึ่งอยู่ที่โต๊ะแถวหน้า ทะลึ่งยืดขามาขัดเท้าผมเข้าเป็ผลให้ผมหน้าคะมำไปทันที หีบเครื่องมือขัดรองเท้าตกกระจายลงเต็มพื้นขวดยาขัดหกรดลงบนพรมปูพื้นทั้งสีน้ำตาลสีดำ ผมใจนลุกไม่ขึ้นพยายามใช้มือกอบน้ำยาที่กำลังไหลออกจากขวด เพื่อไม่ให้เปื้อนพื้นพรมมากกว่านั้น
มีมือของใครคนหนึ่งกระชากคอเสื้อผมจนตัวลอยขึ้นมาใครคนนั้นโกรธเสียจนพูดแทบไม่เป็ภาษาคน...
“ไอ้ห่า...กูบอกแล้วว่าให้ออกไปก่อนที่กูจะ...”เขาสำลักความโกรธอย่างเหลือระงับ กระแทกร่างผมลงกับพื้นห้องเต็มที่
“ครับ...ครับ...ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้ให้ผมเก็บหีบเครื่องมือก่อน...”
“ไม่ต้องเก็บ...ออกไปเดี๋ยวนี้กูจะสอนให้รู้เสียบ้างว่าอย่าได้เข้ามาที่นี่อีก เฮ้ย...จับมันโยนออกไป...!”
“ไม่ไป...เอาหีบเครื่องมือของผมมาก่อนสิ”ผมสะบัดตัวหลุดออกจากอุ้งมือเขา วิ่งกลับเข้าไปในร้าน คว้าแปรงขวดยาและผ้าขัดยัดๆ ลงไปในหีบเครื่องมือ...แต่พอจะลุกขึ้นเ้าของบาร์ก็ตบเปรี้ยงลงที่กกหู เล่นเอาชาไปทั้งแถบ
“กูจะสอนให้มึงจำให้ได้สักทีว่าอย่าเข้ามายุ่งในนี้อีก...ไอ้เด็กระยำ...!” ดูเหมือนเขากำลังคลุ้มคลั่งด้วยความโกรธแค้นเขาตบซ้ำลงมาอีก มืออีกข้างหนึ่งก็จับคอเสื้อแน่น ผมพยายามดิ้นแต่ไม่หลุดแม้จะออกแรงอย่างสุดฤทธิ์ แต่รู้สึกว่ายิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บตัวหนักขึ้น
“ปล่อยเด็กนั่นเถอะโทนี่ ผมจะให้มันขัดรองเท้า” เสียงเรียบๆแต่มีสำเนียงบังคับกลายๆ ดังมาจากมุมห้อง
ทั้งเ้าของบาร์และผมหันไปทางเสียงนั้นมือที่กำลังจะตวัดใส่หน้าผมเงื้อค้างอยู่กลางอากาศแต่มืออีกข้างหนึ่งก็ยังไม่ปล่อยคอเสื้อ ผมไม่รู้ว่าระหว่างเราใครจะแปลกใจกว่ากันแต่ผมก็ได้เห็นผู้ชายคนหนึ่งท่าทางดีมาก อายุประมาณ 38-40ปี นั่งใช้มือเคาะโต๊ะอยู่ตรงมุมห้องแต่อีกมือหนึ่งกำลังเล่นอยู่กับสายสร้อยห้อยมีดพกข้างเอว
เขาแต่งตัวด้วยสูทสีดำสวมหมวกที่ดัดไว้อย่างเข้ารูปน่าดูมาก รองเท้าขึ้นมันปลาบขณะที่เขามองดูเราอยู่นั้น ดูเหมือนดวงตาเขาจะหรี่ลงเล็กน้อยถ้าผมเข้าใจไม่ผิด...เขากำลังยิ้มให้ มองเห็นฟันขาวเป็เงาวับอยู่ในแสงสลัวๆ
บุรุษผู้นี้คือซิลค์ เฟนเนลลิ...
“ครับมิสเตอร์เฟนเนลลิ” เ้าของบาร์กระแอมเบาๆ ปล่อยมือจากผมทันที
ผมยกท่อนแขนขึ้นเช็ดหน้าและเดินเข้าไปหาเขาที่โต๊ะไม่ลืมคว้าหีบเครื่องมือติดไปด้วย เมื่อเข้าไปใกล้จึงได้เห็นว่าที่จริงแล้วเขาไม่ได้นั่งอยู่เพียงลำพังมีผู้หญิงกับผู้ชายอีกคู่หนึ่งนั่งอยู่กับเขาด้วยแต่งตัวสุภาพเรียบร้อยด้วยกันทั้งคู่
“ผมขัดรองเท้าให้ท่านไม่ได้หรอกครับ”มันช่างะเืใจกับคำพูดประโยคนี้ของตัวเองจริงๆ
“อ้าว...ทำไมล่ะ?เขามองผมอย่างสงสัย
“ผมทำยาขัดหกหมดแล้วครับ”
“อ๋อเท่านั้นน่ะเรอะ” เขาล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อนอกหยิบซองเงินออกมาเลือกได้ธนบัตรราคา 5 เหรียญออกมาส่งให้ผมใบหนึ่ง
“เอ้า...เอาไปซื้อมา”
ผมมองดูเงินในมือมิสเตอร์เฟนเนลลิแล้วก็มองหน้าเขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปรับตอนที่ผมเดินผ่านคนทำความสะอาดที่กำลังเช็ดพื้นห้องอยู่นั้นได้ยินเสียงคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับเขาพูดว่า
“พนันกันสิบต่อหนึ่งมันไม่กลับมาแน่”
“ผมรอง” มิสเตอร์เฟนเนลลิพูดพลางหัวเราะเบาๆ
“ฉันไม่เชื่อว่าเด็กพวกนี้จะเคยเห็นเงินมากๆอย่างนี้มาก่อนหรอกค่ะ” เสียงผู้หญิงว่า
“ก็อาจจะจริงผมก็ว่าอย่างนั้นก็อายุมันยังน้อยอยู่นี่” มิสเตอร์เฟนเนลลิตอบ
ตอนที่ผมเดินกลับเข้าไปในบาร์อีกครั้งหนึ่งพบว่ามิสเตอร์เฟนเนลลิกับเพื่อนกำลังนั่งรับประทานอาหารกันอยู่ ผมส่งเงินทอนให้เขาซึ่งเขาก็รับไปใส่กระเป๋าเงียบๆ
“ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้ท่านต้องคอยเลยครับแต่คนขายเขาไม่มีเงินทอนต้องไปหาแลกให้เขา”
หลังจากนั้นผมก็คุกเข่าลงกับพื้นและเริ่มลงมือขัดรองเท้าให้เขาแอบเห็นเพื่อนของเขาหยิบซองเงินออกมา กรีดนิ้วหยิบธนบัตรออกมาส่งให้ซึ่งเขาก็รับมาใส่กระเป๋าโดยไม่ได้นับเสียด้วย
“นี่เป็บทเรียนที่จะสอนให้คุณรู้ว่าอย่ามาท้ากับผู้ชำนาญการอย่างผม” ซิลค์ เฟนเนลลิพูดปนหัวเราะ
“ไอ้หนุ่มเราน่ะชื่ออะไร?” เขาถามพร้อมกับยื่นเท้าอีกข้างหนึ่งให้ถอดรองเท้าออกขัด
“ฟรานซิส เคนครับแต่ท่านจะเรียกผมว่าแฟรงกี้ก็ได้ เพื่อนๆ เขาเรียกผมว่าแฟรงกี้กันทั้งนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็เป็เพื่อนของเราคนหนึ่งก็แล้วกันนะ ได้ไหมล่ะ...แต่นั่นแหละนะฉันจะสอนให้จำไว้ว่า มิตรภาพเป็สิ่งที่คนเราจะประมาทไม่ได้อย่าชะล่าใจกับมันนักก็แล้วกันไอ้ลูกขาย”
“ผมไม่เข้าใจที่ท่านพูดเลยครับแต่ท่านก็ดีกับผมนี่ครับ” รองเท้าอีกข้างหนึ่งขัดเสร็จเรียบร้อยแล้วชายหญิงที่นั่งรับประทานอาหารอยู่กับเขากำลังเตรียมตัวลุกขึ้นยืน
“เราคงต้องไปแล้วละซิลค์ แล้วเจอกันวันหน้านะ”
“สวัสดี...สวัสดี...”ซิลค์ เฟนเนลลิตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อทั้งคู่เดินคล้อยหลังไปแล้วผมจึงถามเขาว่า
“ท่านชนะหรือเปล่าครับมิสเตอร์เฟนเนลลิ?”
“หมายความว่ายังไง?”
“หมายถึงที่ท่านพนันกับเขาน่ะครับผมได้ยินท่านพูดกัน เขาจ่ายท่านหรือเปล่าครับ?”
“อ้อ...ได้ยินด้วยหรือนี่?”เขาหัวเราะอีก
“ครับรู้แต้มต่อรองด้วย”
“เอาละถ้าอย่างนั้นก็นั่งลง” เขาหัวเราะเสียงดัง “เอาแซนวิชไหมล่ะ...ว่าแต่เราน่ะอยู่ที่ไหน?”
“โรงเลี้ยงเด็กกำพร้าเซ้นท์เทอเรซครับ?”
“อ๋อ...ก็รู้สึกว่าคุ้นๆหน้าอยู่นะ เราเคยไปสนามเด็กเล่นกับเขาบ้างหรือเปล่า?”
ผมนึกออกแล้ว...ซิลค์เฟนเนลลิคนนี้เองที่สร้างสนามเด็กเล่นไว้ 2-3 แห่งตามมุมเมืองเพื่อให้เด็กๆ ได้ไปเที่ยวเล่นฟรีๆ
“ไม่เคยไปเลยครับผมทำงานให้จิมมี่ โคชด้วย”
บริกรเดินมาที่โต๊ะเขาให้ผมสั่งอาหาร ผมเลยสั่งแซนด์วิชกับเบียร์แก้วหนึ่ง
“ยังเด็กอยู่อย่าเพิ่งกินเบียร์เลย เอาครีมโซดาดีกว่า”
หลังจากนั้นเขาก็นั่งมองดูผมกินซึ่งเพียงแค่ครู่เดียวอาหารก็เรียบวุธ เสร็จสรรพแล้วผมก็ลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณมากครับมิสเตอร์เฟนเนลลิ”
“ไม่เป็ไรไอ้หนูเมื่อตอนเด็กๆ ฉันก็รับจ้างขัดรองเท้าอย่างเราเหมือนกัน” เขาล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรออกมาส่งให้2-3ใบ “เอ้า...เอานี่ไปแล้วใช้ให้เป็ประโยชน์นะ”
“ครับท่านขอบคุณมากครับ” ผมก้มลงมองเงินในมือแล้วก็ออกประหลาดใจว่าเขาให้ผมทำไมตั้ง 5 เหรียญเมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเขามองยิ้มๆ อยู่ก่อนแล้วผมก็เลยขอบคุณเขาอีกครั้งแล้วก็เดินออกจากบาร์