10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน

    บทที่ 33: สัประยุทธ์ใต้แสงจันทร์

            

            สิ้นเสียงตวาด กำแพงวารีรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดประมาณสามคูณสามเมตร พลันปรากฏขึ้นเบื้องหลังเข่อซิง เสี้ยววินาทีต่อมา วารีรูปร่างคล้ายกระสุนปืนระดมออกมาจากทั่วทุกตารางนิ้วของกำแพงวารี คล้ายกับว่ากำแพงวารีผืนนี้ทำหน้าที่เสมือนป้อมปืนขนาดยักษ์ กระสุนวารีแหวกผ่านอากาศรวดเร็วปานอัสนี พุ่งตรงเข้าหาศัตรูผู้โอหังเบื้องหน้า


            ขณะที่จางเหว่ย แม้ในครรลองสายตาจะเต็มไปด้วยกระสุนวารีนับไม่ถ้วนกำลังพุ่งเข้าหาอย่างไร้ปรานี ทว่าท่าทีของชายหนุ่มยังคงดูสุขุม ไร้วี่แววความตื่นตระหนก เร่งพลังปราณโคจรสู่ระดับสูงสุด สำหรับคู่ต่อสู้ผู้มีตำแหน่งเป็นถึงเจ้าเมือง พลังปราณอยู่ในระดับมหาเซียนยุทธ์ เขาย่อมไม่ประมาทโดยเด็ดขาด 


            พลังปราณยิ่งเร่งสายฟ้ารอบตัวยิ่งส่องประกาย ส่งเสียงเปรี๊ยะอย่างไม่ขาดสาย เป็นสัญญาณบ่งบอกชัดว่าเคล็ดวิชาประจำตัวของจางเหว่ยกำลังจะเปิดม่านสำแดงเดชแล้ว


            ‘สุ้มเสียงอสนีบาต’ 


            เคล็ดวิชาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับจักรวรรดิเหลียนหยางมาเนิ่นนานหลายพันปี ดังนั้นต้นกำเนิดไม่เป็นที่แน่ชัด มีเพียงตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าบรรดาเคล็ดวิชาคือสิ่งที่บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งจักรวรรดิเหลียนหยางคิดค้นขึ้นเพื่อใช้ปกป้องมาตุภูมิจากการรุกรานของจักรวรรดิอื่น 


            เคล็ดวิชาต่าง ๆ จะถูกบรรจุเอาไว้ในรูปแบบม้วนคัมภีร์ กระจายอยู่ทั่วจักรวรรดิเหลียนหยาง จนกว่าจะมีผู้ใดได้ครอบครอง ฝึกฝนมันจนสัมฤทธิผล เมื่อนั้นม้วนคัมภีร์ก็จะสูญสลายหายไป ประหนึ่งเคล็ดวิชาได้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับร่างกายและจิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้น เมื่อเวลาล่วงผ่านไป หากผู้ครอบครองสิ้นลมหายใจ เคล็ดวิชาก็จะกลับคืนสู่รูปแบบคัมภีร์อีกครั้ง เฝ้ารอผู้ครอบครองคนใหม่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในจักรวรรดิเหลียนหยาง วนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏจักรไร้จุดสิ้นสุด


            ยิ่งเคล็ดวิชาทรงอานุภาพมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นการยากที่จะบรรจุลงในม้วนคัมภีร์ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หนึ่งเคล็ดวิชาระดับเต่าดำจะมีม้วนคัมภีร์จำนวนนับพันนับหมื่น ตรงกันข้ามกับเคล็ดวิชาระดับมังกรฟ้าที่มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น 


            ส่วน ‘สุ้มเสียงอสนีบาต’ เคล็ดวิชาธาตุอัสนีที่จางเหว่ยนำมาใช้ในการสัประยุทธ์บ่อยที่สุด ด้วยพลังของมันที่สามารถเพิ่มความเร็วการเคลื่อนไหวของผู้ใช้ให้ว่องไวปานสายฟ้าฟาด นับเป็นเคล็ดอเนกประสงค์ จะใช้จู่โจมหรือหลบหนีก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน จึงถูกจัดให้อยู่ในระดับหงส์แดง ชั้นนภา ลือกันว่าทั่วจักรวรรดิเหลียนหยางมีคัมภีร์ดังกล่าวไม่เกินสิบเล่ม ดังนั้นในแง่ความล้ำค่า กล่าวได้ว่าต่อให้ขนทองมาร้อยเกวียนก็ยากจะทำให้ผู้ครอบครองคัมภีร์หวั่นไหว 


            ในขณะที่อีกเพียงไม่กี่เซนติเมตร กระสุนวารีแหลมคมจะมาถึงตัว พลันร่างกายของจางเหว่ยก็วูบหายไปจากจุดที่เขายืนอย่างอัศจรรย์ ชายหนุ่มพกพาคลื่นอสนีส่องประกายไหลเวียนทั่วร่าง ทำให้ภายใต้แสงจันทร์สลัว จึงสามารถเห็นเส้นทางการเคลื่อนไหวสุดเหลือเชื่อได้


            จากที่เคยโหมกระหน่ำเข้าใส่ปานพายุ เมื่อเคล็ดวิชาสุ้มเสียงอสนีบาตสำแดงเดช ในสายตาของจางเหว่ย กระสุนวารีจำนวนนับไม่ถ้วน จากเคล็ดวิชาวารีพายุคะนอง พลันเปลี่ยนเป็นแทบหยุดนิ่งกลางอากาศ ชายหนุ่มจึงเคลื่อนไหวร่างหลบพวกมันได้อย่างง่ายดาย แลดูคล้ายกับว่าเขากำลังเต้นระบำมากกว่าต่อสู้เอาชีวิต 


            อย่างไรก็ตาม ในสายตาผู้อื่นที่เข้าร่วมศึกต่อสู้ครั้งนี้ กระสุนวารีไม่ได้เคลื่อนที่ช้าลงแต่ประการใด ตรงกันข้ามเป็นจางเหว่ยที่รวดเร็วเกินไปจนทำให้บรรยากาศรอบข้างดูเชื่องช้าราวกับห้วงเวลาโดนยืดออก 


            แหวกว่ายร่างกายซ้ายที ขวาที ผ่านดงกระสุนวารีนับร้อย ทว่าไม่มีนัดไหนเลยที่สัมผัสโดนร่างบุรุษหนุ่มแม้เพียงปลายเล็บ จากระยะห่างสิบกว่าเมตรในตอนแรก พริบตาเดียวจางเหว่ยก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเข่อซิงในระยะไม่ถึงสามเมตรแล้ว ชายหนุ่มกระชับ ‘กระบี่อสนีจันทรา’ ในมือมั่น หมายใช้มันปลิดชีพเจ้าเมืองไคชุน 


            ยามนี้เมื่อกระบี่อสนีจันทราอยู่ใต้แสงจันทร์ รูปร่างโค้งมนเป็นเอกลักษณ์ของมันยิ่งทำให้แลดูคล้ายพระจันทร์บนท้องนภาราวกับพี่น้อง ทว่าเข่อซิงไม่มีเวลามาชื่นชมความประหลาดแกมงดงามของอาวุธที่กำลังจะเล่นงานตน ในวินาทีนั้น เจ้าเมืองไคชุนเพิ่งตระหนักได้ว่าการสัประยุทธ์ครั้งนี้ ฝ่ายที่รองบ่อนคือตน!


            ในตอนแรกที่ประจันหน้า จางเหว่ยยังเร่งการไหลเวียนของพลังปราณไม่เต็มที่ ประกอบกับช่วงวัยที่บ่งบอกชัดจากความอ่อนเยาว์บนใบหน้าว่าอายุไม่เกินยี่สิบห้า เข่อซิงจึงประเมินระดับพลังปราณศัตรูผู้นี้ไว้ว่า แกร่งกล้าที่สุดก็คงไม่เกินระดับเซียนยุทธ์ ทว่าในตอนนี้ ด้วยเคล็ดวิชาสุดอัศจรรย์ ที่ถึงขั้นทำให้วารีพายุคะนองของเขาไร้ผลโดยสิ้นเชิง บวกกับพลังปราณธาตุอัสนีที่ยิ่งมาก็ยิ่งพลุ่งพล่าน แม้จะระบุชัดเจนไม่ได้ แต่เข่อซิงก็มั่นใจได้อย่างหนึ่ง คู่ต่อสู้ที่เขากำลังฟาดฟันด้วย ระดับพลังปราณไม่ต่ำชั้นกว่ามหาเซียนยุทธ์ขั้นสุด หรืออาจข้ามผ่านเขตแดนขุนพลยุทธ์ไปแล้วก็เป็นไปได้


            ผู้ที่สามารถเข้าสู่เขตแดนขุนพลยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า นับว่าเป็นสุดยอดอัจฉริยะที่หาได้ยากเสียยิ่งกว่าเพชรงามใต้โคลนตม เกรงว่าทั่วจักรวรรดิเหลียนหยางคงมีจำนวนนับนิ้วได้ และทั้งหมดต่างก้มหัวจงรักภักดี เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังจักรพรรดิเฟยหลง แล้วเจ้าหนุ่มผู้นี้มันเป็นใครกัน เหตุใดอัจฉริยะระดับนี้จึงตั้งตนเป็นปรปักษ์กับจักรวรรดิ 


            ขณะที่หลายคำถามปะดังปะเดในห้วงความคิดของเข่อซิง ความหวั่นกลัวก็เริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจ เพราะไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งสุดคณา 


            อย่างไรก็ตาม ด้วยศักดิ์ศรีเจ้าเมืองไคชุน เข่อซิงย่อมไม่ถอดใจยอมแพ้โดยง่าย พลังปราณอาจอ่อนด้อยกว่า แต่ด้านประสบการณ์สัประยุทธ์ เขาเข้าสู่สมรภูมิตั้งแต่เจ้าหนุ่มนี่ยังไม่ลืมตาดูโลกเสียด้วยซ้ำ มั่นใจว่าไม่มีทางอ่อนด้อยกว่าเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีกำลังเสริมเป็นนายทหารระดับปราชญ์ยุทธ์และเซียนยุทธ์อีกยี่สิบชีวิต หากรวมพลังต่อสู้กันอย่างมีกลยุทธ์ ก็อาจจะพอต้านทานได้อยู่บ้าง ส่วนที่เหลือก็ได้แต่ภาวนาว่าเจ้าตัวประหลาดยักษ์ใหญ่ที่เขาสัมผัสพลังปราณไม่ได้แม้แต่น้อยจะเป็นคนกระจอกผู้หนึ่ง


            ‘เคล็ดวิชาธาตุน้ำ ระดับพยัคฆ์ขาว ชั้นพสุธา โล่วารี’ 


            ก่อนที่จะคิดถึงชัยชนะ อันดับแรกเข่อซิงต้องเอาตัวรอดจากการจู่โจมของจางเหว่ยที่โถมปราดเข้าหาปานสายฟ้าฟาดเสียก่อน เคล็ดวิชาโล่วารี จึงถูกหยิบออกมาสำแดงเดช สิ้นเสียงตะโกนก้องในใจ พลันปรากฏมวลน้ำมหาศาลโผล่พรวดออกมาจากใต้พื้นดินเบื้องหน้าเข่อซิง พริบตาต่อมากลายเป็นโล่วารีขนาดใหญ่ท่วมหัว โอบล้อมเข่อซิงไว้มิดชิด


            เคร้ง!


            เสียงแข็งชนแข็งดังกังวานกึกก้อง ท่ามกลางความเงียบสงบของพงไพรยามราตรี เหล่าสรรพสัตว์ในรัศมีหนึ่งลี้พลันตื่นกลัวจนกระเจิงหนี 


            วูบแรก เข่อซิงคิดว่าเสียงดังกล่าวเกิดจากกระบี่รูปพระจันทร์เสี้ยวปะทะเข้ากับโล่วารีที่เขากางป้องกันตน ทว่าเจ้ามืองไคชุนผู้นี้เข้าใจผิดถนัด เพราะในเสี้ยววินาทีที่จางเหว่ยกำลังเข้าสู่ระยะโจมตี หุ่นรบเหล็กก็พุ่งมาตัดหน้าเสียก่อน พร้อมง้างดาบใหญ่ในมือวาดเป็นวงกว้างในอากาศ ก่อนฟาดฟันเข้าใส่โล่วารี


            ไม่ใช่เพียงเข่อซิง แต่จางเหว่ยเองก็ตกใจเช่นกันที่อยู่ ๆ อเล็กซ์ภายใต้หุ่นรบยักษ์ชิงพุ่งตัดหน้า ชิงเป็นฝ่ายโจมตีก่อนในชั่วพริบตา และคล้อยหลังจากนั้นไม่กี่วินาที เมื่อผลลัพธ์ของการปะทะกันระหว่างโล่วารีกับดาบใหญ่เป็นที่ประจักษ์ ความตะลึงงันยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี


            อึดใจเดียวหลังเสียงก้องกังวานจางหาย โล่วารีที่แลดูแข็งแกร่งกลับปริแตกออกทีละนิด มวลน้ำมหาศาลที่ผนึกแน่นเป็นโล่พากันทะลักพรั่งพรูตามจุดต่าง ๆ ราวกับแก้วที่โดนเข็มเจาะ สุดท้ายโล่วารีก็พังทลายโดยสิ้นเชิง เกิดเป็นห่าฝนขนาดย่อมกลางป่า ทุกคนในบริเวณต่างเปียกปอนโดยถ้วนหน้า 


            “ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว ตั้งแต่เห็นความเหี้ยมโหดของสุนัขรับใช้เหล่านี้ที่จัตุรัสย่ำรุ่ง เจ้าเมืองผู้นี้ให้ข้าได้จัดการมันด้วยตัวเอง ส่วนเจ้าจัดการที่เหลือ!” ท่ามกลางหยาดน้ำโปรยปราย เสียงอเล็กซ์ร้องบอกออกมาจากหุ่นรบ


            ‘เจ้านี่ถึงกับทำลายปราการป้องกันของผู้แกร่งกล้าระดับมหาเซียนยุทธ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยพลังปราณ อานุภาพของเจ้าหุ่นยักษ์นี่น่ากลัวขนานแท้ เช่นนั้นแล้วขอดูให้เต็มตาหน่อยเถอะ ว่า ‘ผู้กล้าในคำทำนาย’ จะเก่งกาจสมกับที่เฝ้าตามหาหรือไม่’ ครุ่นคิดเช่นนี้ จางเหว่ยจึงตะโกนตอบอเล็กซ์ไปว่า


            “หวังว่าเจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวังล่ะ” 


            กล่าวจบ จางเหว่ยก็โฉบออกไป ร่างกลายเป็นเงาสายหนึ่งที่เคลื่อนที่ว่องไวปานสายฟ้า พุ่งเข้าหาเหล่านายทหารยี่สิบชีวิตที่พกพาพลังปราณหลากสีสัน และกำลังโรมรันมาประหนึ่งฝูงหมาป่ากระหายเลือด เรียกได้ว่าจากนี้ศึกหนึ่งต่อยี่สิบเตรียมเปิดม่านอย่างเป็นทางการ 


            ด้านอเล็กซ์ หลังแบ่งหน้าที่กับจางเหว่ยเสร็จเรียบร้อย ก็ส่งเสียงบอกฮันเตอร์และลี่กันที่ขณะนี้ยืนนิ่งอึ้งอยู่เบื้องหลัง ด้วยภาษาอังกฤษว่า


            “ฮันเตอร์ นายพาผู้เฒ่าคนนี้ไปหลบในที่ปลอดภัยก่อน ตรงนี้เดี๋ยวชั้นจัดการเอง ชั้นรู้ว่านายมีคำถามเต็มไปหมด ไว้ชั้นจะอธิบายให้ฟังหลังทุกอย่างเสร็จสิ้น”


            ในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ทะลุมิติเข้ามาในโลกพิศวงใบนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฮันเตอร์ได้ยินภาษาอังกฤษ อีกทั้งผู้พูดยังทราบชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริงของเขา ด้วยประโยคนี้สติที่กำลังสับสนอลหม่านพลันถูกเรียกกลับคืน และก็จริงดั่งที่บุรุษในหุ่นยนต์กล่าว ตอนนี้ในสมองของเขาเต็มไปด้วยข้อสงสัยร้อยแปด แต่อย่างน้อยเมื่อพูดภาษาเดียวกัน ก็ขอเชื่อใจ ปฏิบัติตามคำสั่งไปก่อนย่อมไม่เสียหาย


            “รับทราบ ฝากด้วย” กล่าวพลางชูนิ้วโป้งไปทางหุ่นรบ  จากนั้นฮันเตอร์จึงนำหน้า พาลี่กันออกห่างจากสมรภูมิไปประมาณห้าร้อยเมตร ซุ่มหลบหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เฝ้ามองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่วางตา


            “คราวนี้ก็เหลือแต่แกกับข้าแล้ว จะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว เตรียมตัวรับความตายได้เลย!” เมื่อหมดห่วง อเล็กซ์จึงกลับมาสานต่อการต่อสู้ที่ค้างคา เปลี่ยนภาษาที่ใช้สื่อสาร ก่อนกึ่งขู่กึ่งท้าทายเข่อซิง ที่นับตั้งแต่โล่วารีพลังทลายลง ก็ยืนทำหน้าปั้นยากอยู่เบื้องหน้า กัดฟันแน่น ชัดเจนว่าเพลิงโทสะกำลังลุกโหมอยู่ในใจ อย่างไรก็ตาม ในแววตาก็มีเสี้ยวหนึ่งที่เจือแววหวั่นเกรงด้วยเช่นกัน ด้วยคู่ต่อสู้คราวนี้ประหลาดกว่าทุกศึกที่เคยผ่านมาในชีวิต ไม่อาจคาดเดารูปแบบการต่อสู้หรือประเมินความแข็งแกร่งได้เลย


            “เจ้าต่างหากที่ต้องเตรียมตัวรับความตาย ข้าไม่สนใจว่าเจ้าเป็นตัวประหลาดประเภทใด แต่ข้าจะแสดงให้เห็นว่าต่อหน้าพลังปราณระดับมหาเซียนยุทธ์ สิ่งนี้ก็เป็นเพียงหุ่นกระป๋องไว้แสดงปาหี่เท่านั้น!” ด้วยศักดิ์ศรีระดับเจ้าเมืองผู้เกรียงไกร เข่อซิงฝังกลบความหวาดหวั่นดังกล่าวได้อย่างหมดจด ตอบโต้กลับด้วยท่าทีทะนงตนไม่แพ้กัน


            ‘เคล็ดวิชาธาตุน้ำ ระดับหงส์แดง ชั้นพสุธา วารีจำแลงกาย’ 


            สิ้นสุดการท้าทายกันด้วยวาจา ปรากฏว่าเป็นฝ่ายเข่อซิงที่เริ่มโจมตีก่อน สองมือยกขึ้น สอดประสานตีลัญจกร ทันใดนั้นฉากอัศจรรย์พลันอุบัติ ร่างที่เคยมีเพียงหนึ่งของเขากลับเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นหลายสิบในชั่วพริบตา 


            นี่คือความร้ายกาจของเคล็ดวิชาวารีจำแลงกาย ที่สามารถใช้น้ำสร้างร่างจำแลงหน้าตาเหมือนผู้ร่ายทุกกระเบียดนิ้ว ยากที่จะจำแนกได้ถูกต้องว่าร่างไหนคือตัวจริง อีกทั้งทุกร่างยังเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่มีแบบแผนตายตัว


            แลเห็นเช่นนี้ อเล็กซ์ที่นั่งประจำการอยู่ในห้องควบคุมหุ่นถึงกับดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตะลึง โลกพิศวงใบนี้มีอะไรล้ำลึกสุดจินตนาการให้ทึ่งอย่างไม่จบไม่สิ้นจริง ๆ แต่ในชั่วเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาไม่มีเวลามาชื่นชม ศึกครั้งนี้มีความตายเป็นเดิมพัน ต้องทุ่มสมาธิทั้งหมดที่มีเพื่อเอาชนะ และหาทางกลับสู่โลกใบเดิมที่จากมาให้ได้!


            ด้านเข่อซิ่ง ที่ยามนี้อำพรางตนเป็นหนึ่งในร่างจำแลงนับครึ่งร้อยที่เคลื่อนไหวฉวัดเฉวียนอยู่รอบหุ่นยักษ์ มั่นใจว่าศัตรูกำลังจับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะจัดการกับร่างจำแลงที่เป็นดั่งหุ่นเชิดของตนอย่างไร เจ้าเมืองผู้นี้ไม่รอช้า งัดเคล็ดวิชาวารีพายุคะนองออกมาสำแดงเดชอีกคำรบ และคราวนี้อานุภาพของมันรุนแรงกว่าครั้งก่อนหลายสิบเท่า เนื่องจากร่างจำแลงทุกร่างต่างสร้างกำแพงวารีขึ้นมาโดยพร้อมเพรียง ชั่วพริบตา กระสุนวารีจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งกราดออกมาจากทุกกำแพงวารี เป้าหมายเดียวคือหุ่นยักษ์ ที่ขนาดของมันทำให้กลายเป็นเป้านิ่งกลางวงล้อมไปโดยปริยาย


            ภาพที่ปรากฏไม่ต่างอะไรจากหมีถูกฝูงผึ้งรุมกินโต๊ะ กระสุนวารีนับพันนับหมื่นนัดพุ่งเข้าปะทะหุ่นเหล็ก ทุกนัดไม่มีพลาดเป้า เกิดเป็นเสียงกึกก้องไกลนับลี้!



    คล้ายกับเรื่อง10 พลิกฟ้าสยบจอมราชัน ที่คุณอ่าน

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    หมื่นวิถีบรรลุเทพ【จบ】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.45M 3422
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    ตำนานวิญญาณแฟนซี (Seirei Gensouki)

    นิยาย แฟนตาซี
    3.26M 1036
    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    เทพสงครามสายเลือดมังกร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    854K 4500
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    Cosmic God System ข้านี่ล่ะผู้ยิ่งใหญ่ (จบ)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    401K 613
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734