บทที่ 9 บรรลุขั้นก่อร่างระดับแปด ถูกขับไล่ออกจากสำนักกระบี่ขุนพล์
อาคารว่านอวี่
ภายในห้องรับรองทางฝั่งตะวันตก
เซียวนั่วจมดิ่งสู่สภาวะแห่งการบ่มเพาะอย่างไม่รู้วันรู้คืน
สองวันผ่านไป…
ชายหนุ่มไม่ได้ออกไปไหน ไม่แม้แต่จะก้าวออกจากถังอาบน้ำเสียด้วยซ้ำ
หากเป็คนปกติ ร่างคงบวมน้ำไปแล้ว แต่ตัวเขากลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ ทั้งสิ้น
พลังของน้ำยาชำระไขกระดูกถูกดูดซับโดยสมบูรณ์ น้ำในถังเองก็ค่อนข้างขุ่นมัว
ในขณะที่ของเหลวดังกล่าวได้เสริมความแข็งแกร่ง และเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะ เวลานี้ เซียวนั่วรู้สึกว่าเส้นลมปราณภายในร่างลื่นไหลอย่างมาก ประสาทััเองก็ปลอดโปร่งเช่นกัน
เม็ดยาพลังปราณทั้งสิบเม็ดถูกกินจนหมด
ภายในถังน้ำ ดวงตาของชายหนุ่มทอประกายมุ่งมั่น
"ขั้นก่อร่างระดับแปด"
หลังจากดูดซับเม็ดยาพลังปราณทั้งสิบไป ประกอบกับน้ำยาชำระไขกระดูก ระดับขั้นก็เพิ่มขึ้นสองระดับภายในสองวัน จากระดับหกเป็ระดับแปด
‘แม้จะสามารถบรรลุขั้นก่อร่างระดับแปด แต่มันก็ใช้ทรัพยากรไปจำนวนมากเช่นกัน’
ชายหนุ่มส่ายหัวช้า ๆ
น้ำยาชำระไขกระดูกกับเม็ดยาพลังปราณสิบเม็ด ภายใต้สถานการณ์ปกติ สิ่งนี้เพียงพอที่จะทำให้ก้าวสู่ขั้นก่อร่างระดับเก้าได้สบาย ๆ
อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนกายาหงเิเ้าโลกาจำเป็จะต้องใช้พลังปราณจำนวนมากเพื่อขัดเกลาร่างกาย จึง้าทรัพยากรปริมาณมากในการจะเพิ่มขึ้นหนึ่งระดับ
สำหรับเซียวนั่ว ระดับขั้นคือเื่หนึ่ง และความแข็งแกร่งก็คืออีกเื่หนึ่ง
ตอนนี้ความแข็งแกร่งทางกายภาพ เหนือกว่าขั้นก่อร่างระดับเก้ามาก
ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่อยู่ขั้นสร้างรากฐาน ตนก็มั่นใจว่าสามารถสู้ได้
ชายหนุ่มกำมือแน่น จนเสียงข้อนิ้วลั่นออกมา
"มีเพียงความแข็งแกร่งของตัวบุคคลเท่านั้นที่เป็ความแข็งแกร่งที่แท้จริง"
เซียวนั่วเอ่ยเสียงเข้ม จากนั้นจึงก้าวออกจากถังไม้ แม้ว่าจะยังผ่ายผอม แต่พลังปราณกลับแตกต่างไปจากเมื่อหลายวันก่อนอย่างสิ้นเชิง
“เม็ดยาพลังปราณถูกใช้หมดแล้ว ตอนนี้ยังเหลือยาปรับรากฐานอีกสองเม็ด ข้าต้องหาทรัพยากรเพิ่ม"
ยาปรับรากฐานสองเม็ด หนึ่งเม็ดจากตระกูลเซียว และอีกเม็ดได้มาจากการแลกเปลี่ยนกับเพลงกระบี่เงาเหินเวหา
สำหรับเซียวนั่ว ตอนนี้มันยังเร็วไปที่จะใช้ยาปรับรากฐาน
ยาปรับรากฐานคือยาอายุวัฒนะระดับล่างอันดับต้น ๆ และเหมือนกับชื่อของมัน มันใช้เพื่อบรรลุสู่ขั้นสร้างรากฐาน
จุดสูงสุดของขั้นก่อร่างระดับเก้าคือ่เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการกินยาปรับรากฐาน
จากนั้น ก็เรียกดาบมนต์ดำออกมา
“ถึงข้าจะบรรลุขั้นก่อร่างระดับแปดแล้ว แต่ความเย็นของิญญาดาราทมิฬก็ยังคงแผ่ซ่านเข้าไปถึงกระดูก... ดูเหมือนยังเร็วไปที่จะควบคุมพลังของมันได้อย่างเต็มที่"
เซียวนั่วตวัดดาบมนต์ดำเบา ๆ ิญญาดาราทมิฬถูกแปลงมาจากเกล็ดัของราชินีปีศาจอั้นเย่ ทว่ารูปร่างของมันกลับดูเหมือนเขี้ยวของัมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนปลายของตัวดาบ ซึ่งแหลมคมอย่างมาก
โฮกกกก!
ทันใดนั้น เสียงคำรามต่ำของัก็เปล่งออกมาจากดาบมนต์ดำ
เมื่อได้ยินเสียงดังกล่าว ชายหนุ่มก็รู้สึกวิงเวียน หัวใจเต้นรัว จนแทบทรงตัวไม่อยู่
"เกิดอะไรขึ้น?" เซียวนั่วเอามือค้ำโต๊ะข้างตัวเอาไว้และมองดาบมนต์ดำในมือด้วยแววตาสับสน
ดาบมนต์ทอประกายอ่อน ๆ และความเป็ปรปักษ์ของมันก็แผ่ออกมาอย่างชัดเจน
“นายท่าน อย่าตื่นตระหนกไป" เสียงของจิติญญาหอคอยดังเข้ามาในหู
"ดาบมนต์ดำเล่มนี้ไม่ใช่เพียงแค่เกล็ดของัดาราทมิฬหกปีกเท่านั้น แต่ยังแฝงพลังจิติญญาบางส่วนของราชินีปีศาจอั้นเย่ด้วย เสียงคำรามเมื่อครู่นี้คือพลังของดาบมนต์ดำ เป็การโจมตีทางจิติญญา”
จิติญญาหอคอยอธิบาย
ดวงตาของชายหนุ่มเปล่งประกายขึ้น "การโจมตีทางจิติญญา?"
“ใช่แล้ว การโจมตีทางจิติญญานี้เกิดจากพลังปีศาจอันทรงพลังของราชินีปีศาจอั้นเย่ ผู้ที่ได้ยินจะรู้สึกวิงเวียน และหวาดกลัว... เมื่อระดับการบ่มเพาะของท่านสูงถึงระดับหนึ่ง ท่านก็จะสามารถใช้พลังของดาบมนต์ดำได้มากขึ้น”
"เป็เช่นนี้เอง!" เซียวนั่วพยักหน้าน้อย ๆ “ทั้งที่เป็เพียงแค่ดาบ แต่ยังมีพลังมากขนาดนี้ ไม่อยากจินตนาการเลยว่าราชินีปีศาจอั้นเย่จะทรงพลังเพียงใด"
หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็เอ่ยต่อ “หากการบ่มเพาะของข้าพัฒนาขึ้น แล้วพลังของดาบก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เช่นนั้นลูกปัดิญญาโลหิตเองก็คงจะเป็เหมือนกันใช่หรือไม่?"
"ถูกต้อง!" จิติญญาหอคอยเอ่ย “อย่างที่นายท่านเคยใช้ลูกปัดิญญาโลหิต ซึ่งสามารถะเิพลังของท่านได้สามเท่า แต่ตอนนี้ท่านบรรลุขั้นก่อร่างระดับแปดแล้ว มันน่าจะสามารถะเิพลังได้ถึงห้าเท่า”
"ห้าเท่า!" ดวงตาของเซียวนั่วเป็ประกายยิ่งกว่าเดิม
"แต่ข้าขอแนะนำให้นายท่านใช้ลูกปัดิญญาโลหิตให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็ไปได้จะดีกว่า"
"เพราะอะไร?"
“ลูกปัดิญญาโลหิตควบแน่นขึ้นจากปราณโลหิตของจักรพรรดินีจ้านถู นางมีอารมณ์รุนแรง ขี้หงุดหงิด และกระหายเื หากใช้มากเกินไป อาจมีผลข้างเคียงได้ ท่านจะกลายเป็คนขี้หงุดหงิดและโกรธง่าย เว้นแต่ท่านจะบรรลุกายาหงเิเ้าโลกา ท่านถึงจะสามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบนี้ได้" จิติญญาหอคอยอธิบาย
ชายหนุ่มพยักหน้า “ได้ ข้าเข้าใจแล้ว หากไม่ฉุกเฉินจริง ๆ ข้าจะพยายามไม่ใช้ลูกปัดิญญาโลหิต"
จากนั้น จึงเปลี่ยนเป็ชุดใหม่และเดินออกจากห้อง
ชายหนุ่มเดินมายังห้องโถงของอาคารว่านอวี่
“คุณชาย พักผ่อนสบายหรือไม่?" สาวใช้เมื่อวันก่อนกล่าวทัก นางมองเซียวนั่วที่ดูกระฉับกระเฉง และรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
อีกฝ่ายอยู่ในห้องพักตลอดสองวันที่ผ่านมา แต่สภาพร่างกายกลับดูดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ชายหนุ่มพยักหน้า “ข้าจะไปแล้ว ค่าห้องเท่าไหร่?"
“ผู้จัดการเหยียนบอกข้าว่าคุณชายไม่จำเป็ต้องจ่าย และท่านสามารถออกไปได้ทุกเมื่อ”
"เช่นนั้นก็ฝากขอบคุณผู้จัดการเหยียนให้ข้าด้วย"
"เ้าค่ะ"
หลังจากพูดคุยเล็กน้อย เซียวนั่วก็ออกจากอาคารว่านอวี่
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว
เมืองซีเยว่ในตอนกลางคืนสว่างไสว ทั้งสองฝั่งของถนนคึกคักอย่างยิ่ง
ชายหนุ่มกลับไปยังที่พักของตน
เขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งตัดขาดจากเสียงรบกวนทั้งหมดด้านนอก
ตกกลางคืน รอบ ๆ ที่พักเงียบสงัด
ร่างผอมยืนอยู่ที่ประตู แววตาล้ำลึกกว่าเดิม จากนั้นจึงเปิดเดินเข้าไปด้านใน
เซียวนั่วจุดเทียนที่อยู่บนโต๊ะ แสงสว่างจากเปลวเทียนค่อย ๆ ขับไล่ความมืดมิดและความหนาวเหน็บออกไป
ชายหนุ่มนั่งลง และรินชาให้กับตนเอง
น้ำชาในถ้วยเย็นชืด และแสงสว่างจากเทียนก็สะท้อนใบหน้าด้านข้างซึ่งค่อนข้างเ็า
ขณะกำลังยกถ้วนชาขึ้นจ่อริมฝีปาก และกำลังจะดื่มมัน...
ฟึ่บ!
ประกายแสงดาบพลันปรากฏขึ้น คมดาบแหลมพุ่งลงมาจากคานห้อง ตรงเข้าที่ศีรษะของเซียวนั่วโดยตรง!
อย่างไรก็ตาม ร่างผอมยังคงสงบนิ่ง ไม่แม้แต่แสดงท่าทีใกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลยสักนิด
ปลายดาบเข้าใกล้ศีรษะมากขึ้นทุกขณะ แล้วชายหนุ่มก็หมุนตัว
ฟึ่บ!
คมดาบแหลมเฉียดไปด้านข้าง เซียวนั่วไม่ได้รับอันตรายใด ๆ
ชายชุดดำคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้
"เ้าระมัดระวังตัวอยู่ตลอดเวลาเลยหรือ?" ชายชุดดำอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจกับความสงบนิ่งของคนผู้นี้
ร่างผอมหัวเราะ "วิธีการของตระกูลเซียวช่างไร้รสนิยมจริง ๆ"
หลังจากเอ่ยเช่นนั้น เขาก็ปาถ้วยน้ำชาในมืออกไป
ฟึ่บ!
ถ้วยน้ำชาถูกปาเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ เมื่อถ้วยน้ำชาแตก น้ำชาก็สาดกระเซ็นไปทั่ว ส่งผลให้ชายชุดดำก็ก้าวถอยหลังออกไป
และก่อนที่อีกฝ่ายจะทรงตัวได้ เซียวนั่วก็พุ่งตัวไปจับแขนข้างที่ถือดาบของอีกฝ่าย!
"เ้า!?" ชายชุดดำตกตะลึง ความเร็วของคนตรงหน้าเร็วเกินไป และความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายก็ไม่ธรรมดาเลย
อาศัยจังหวะที่ชายชุดดำตกตะลึง ชายหนุ่มออกแรงบิด และยกแขนของอีกฝ่ายบังคับให้คมดาบปาดเข้าที่ลำคอของชายชุดดำเอง!
ฉัวะ!
ชายชุดดำไม่มีเวลาตอบสนองแม้แต่น้อย เส้นชีวิตขาดสะบั้นทันที!
เืพุ่งออกมาราวกับธารน้ำ
ร่างของชายชุดดำยังไม่ทันล้มถึงพื้น ประตูหน้าต่างของบ้านก็ถูกทำลาย กลุ่มนักฆ่าบุกเข้ามาจากทุกทิศทาง
"เ้าคนสารเลวเซียวนั่ว ตายซะเถอะ!"
“วันนี้ ต่อให้เป็เทพเ้าก็ไม่สามารถช่วยชีวิตของเ้าได้!"
"ฆ่ามัน!"
สายตาของทุกคนดุดันราวกับสัตว์ร้ายกระหายเื นักฆ่าทั้งหมดลงมือพร้อมกัน
สีหน้าของชายหนุ่มยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาคว้าข้อมือของผู้ใช้ดาบคนหนึ่ง จากนั้นออกแรงอีกครั้ง
กร๊อบ!
ตามมาด้วยเสียงกระดูกมือของชายคนดังกล่าวถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด
"อ๊ากกก!" ชายคนดังกล่าวกรีดร้องโหยหวน และไม่สามารถถืออาวุธได้อีกไป
ด้วยสายตาที่เฉียบคม เซียวนั่วรีบคว้าอาวุธของอีกฝ่าย แล้วเหวี่ยงข้อมือ ประกายแสงจากดาบเฉือนเข้าที่ลำคอของนักฆ่าคนดังกล่าว
ฉัวะ!
เืสาดกระเซ็นไปถึงคาน้า ศีรษะของชายผู้เคราะห์ร้ายกระเด็นหลุดออกจากร่าง ภายในเวลาไม่นาน เซียวนั่วก็สังหารนักฆ่าไปอีกคน
……
เวลานี้
ด้านนอกของบ้าน
ร่างสองร่างกำลังมองดูการต่อสู้ภายในไม่วางตา
คนหนึ่งคือเซียวอวี่เว่ย อีกคนคือเซียวหย่ง
ไหล่ขวาของเซียวหย่งถูกผ้าพันแผลพันเอาไว้แน่น ตอนนี้เขาเหลือแขนเพียงข้างเดียว ความแค้นที่มีต่อเซียวนั่วสุมอยู่เต็มอก
“ข้า้าให้มันตาย ข้าอยากจะตัดแขนขาของมัน! ท่านพี่ ท่านจะต้องล้างแค้นให้ข้า ข้าจะตัดแขนตัดขาของมันด้วยมือของข้าเอง!"
คำพูดของเซียวหย่งนั้นดุร้าย ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ
เซียวอวี่เว่ยที่อยู่ด้านข้างอีกฝ่ายยังคงเ็าราวกับน้ำแข็ง “ไม่ต้องห่วง! วันนี้ เขาจะไม่รอดไปจากที่นี่แน่ เมื่อข้ากลับไปยังสำนักกระบี่ขุนพล์ ข้าจะหาหนทางเชื่อมต่อแขนของเ้า ดูว่าเราสามารถทำให้มันกลับมาเป็เหมือนเดิมได้หรือไม่”
เซียวหย่งกำมือแน่น เอ่ยลอดไรฟัน “ข้าจะฆ่ามันให้ได้! ข้าจะทำให้มันตกอยู่ในสภาพที่น่าสมเพชยิ่งกว่าสุนัขจรจัด!”
ฉัวะ!
ยังไม่ทันเอ่ยจบ นักฆ่าอีกคนหนึ่งก็ถูกฟันด้วยดาบ!
พร้อมกับบานประตูที่พังทลาย าแบริเวณอกของนักฆ่านั้นลึกเข้าไปถึงอวัยวะภายใน หลังจากดิ้นรนอยู่สองสามครั้ง ร่างนั้นก็แน่นิ่งไป
"หืม?" เซียวอวี่เว่ยก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างอดไม่ได้ "เกิดอะไรขึ้น?"
กลุ่มนักฆ่าต่างอยู่ในขั้นก่อร่างระดับหกและเจ็ด และบางคนก็อยู่ในระดับแปด
น่าจะสามารถฆ่าเซียวนั่วผู้อยู่เพียงขั้นก่อร่างระดับหกได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเวลานี้ นักฆ่าทั้งหมดภายในห้องกลับต้องล่าถอย หลีกทางให้ร่างผอมโชกเืก้าวออกมาช้า ๆ
“หากไม่สามารถทำในที่สาธารณะ เช่นนั้นจึงลงมือในที่ลับตาคน? ดูเหมือนตระกูลเซียวจะไม่ได้ภักดีต่อสำนักกระบี่ขุนพล์อย่างที่พวกเขาคิด"
ฟ่าว!
กระแสอากาศที่มองไม่เห็นเกิดความผันผวน เซียวนั่วเอ่ยเสียงเบา แววตาเ็าอย่างยิ่ง
เมื่อรู้สึกถึงรัศมีพลังของคนตรงหน้า สีหน้าของเซียวอวี่เว่ยก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ผ่านไปเพียงสองวัน พลังของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นอีกแล้ว!
แต่ในพริบตาต่อมา เซียวอวี่เว่ยก็แย้มยิ้มเย็น จากนั้นหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา และโยนมันไปที่เท้าของเซียวนั่ว
“นี่คือสารที่ถูกส่งมาโดยสำนักกระบี่ขุนพล์เมื่อวานนี้ เ้า เซียวนั่ว ได้ถูกขับไล่ออกจากสำนักกระบี่ขุนพล์แล้ว หรือก็คือ... ตอนนี้ เ้าไม่ใช่ศิษย์ของสำนักกระบี่ขุนพล์อีกต่อไป!"