“จ้าวกูเหนียง!” ซิ่นสือรีบวิ่งเข้ามาหา กว่าเขาจะข้ามถนนมาได้ก็รอจนสิ้นสุดขบวน ซึ่งใช้เวลานานมาก ดียิ่งนักที่นางยังไม่กลับไปก่อน
“คุณชายซิ่น”
“กูเหนียงจำข้าได้ด้วยหรือ”
“ท่านคือผู้บริจาคเงินให้กับโรงหมอ เหตุใดข้าจะจำท่านมิได้”
“กูเหนียงมาทำอันใดที่โยวโจว”
“ข้านำของมาส่งให้คนรู้จัก” จ้าวลู่ชิงไม่แปลกใจสักเท่าไหร่ที่เจอคุณชายซิ่น เพราะตระกูลเขาเป็นตระกูลคหบดีใหญ่แห่งโยวโจว
“อ้อ ข้าเห็นกูเหนียงจึงเข้ามาทักทายตามประสาคนรู้จักกัน”
“แล้วคุณชายจะไปไหนหรือเจ้าคะ” จ้าวลู่ชิงก็มิรู้ว่าจะสนทนาอันใดกับคุณชายผู้นี้จึงถามเรื่องทั่วไปตามมารยาท
“ข้ามาร่วมส่งกองทัพ ทักทายกูเหนียงเสร็จก็จะไปหอต่อสู้
“หอต่อสู้?”
“กูเหนียงคงไม่รู้จัก หอต่อสู้คือหอที่ทำการประลองฝีมือการต่อสู้กัน” ซิ่นสือแลซ้ายแลขวา “ผู้ใดมีฝีมือในการต่อสู้ก็จะไปร่วมประลองที่นั่น”
“ประลองแล้วได้อะไร?”
“เงิน” ซิ่นสือกระซิบบอก “ทุกสามวันหอต่อสู้จะเปิดประลอง ผู้ชนะคนสุดท้ายจะได้รางวัลหนึ่งพันก้วน”
“หนึ่งพันก้วน” สำหรับราษฎรเกินครึ่งแคว้นเงินหนึ่งพันก้วนมิใช่น้อย ถ้าไม่มีกฎต้องมีผู้สมัครเข้าร่วมอย่างล้นหลามจนทำให้วุ่นวาย
“มีค่าสมัครหรือไม่” ลองถามในสิ่งที่สงสัย
“ย่อมมีค่าสมัคร ค่าสมัครเข้าร่วมประลองคนละสิบก้วน”
“ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีเงินคงเข้าร่วมประลองไม่ได้”
“คนที่เข้าร่วมประลองส่วนมากมีนายหน้าเป็นคนออกค่าสมัครให้”
จ้าวลู่ชิงรู้ได้ทันว่าเพราะเหตุใด “มีเล่นพนันด้วยหรือ” สำหรับผู้ร่ำรวยเงินทอง เงินหนึ่งพันก้วนไม่ควรค่าให้เสียเวลาเฟ้นหาคนมาร่วมประลองด้วยซ้ำ แต่เพราะเหตุใดล่ะถ้ามิใช่ต้องการทำเงินให้ได้มากกว่านั้น
“กูเหนียงฉลาดมาก ใช่แล้ว! ที่นั่นมีการวางเดิมพัน เงินรางวัลที่ตั้งขึ้นแทบไม่มีค่า ส่วนใหญ่คนที่ร่วมประลองหวังเดิมพันกันทั้งนั้น
“ข้าขอให้คุณชายสมหวัง ร่ำรวยร่ำรวย ข้าต้องขอตัวกลับก่อน”
ซิ่นสือยืนโบกมือให้กับคนรู้จัก จากนั้นก็เดินทางไปยังหอต่อสู้
“คุณหนู” ซูเซียงหรี่ตามองจ้าวลู่ชิง
“ไม่ได้นะเจ้าคะ” อี้หมัวมัวรีบเอ่ยห้ามเมื่อเห็นใบหน้าคนที่นางเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก
“หมัวมัวตื่นตระหนกเกินไปแล้ว ข้าจำคำสอนของท่านปู่ได้ขึ้นใจ”
“แน่นะเจ้าคะ”
“แน่สิ”
พอกลับถึงจวน จ้าวลู่ชิงก็วิ่งหน้าตั้งไปหาเผยเยี่ยนที่กำลังเดินหมากกับหลี่หยวนอยู่ในศาลากลางสวนดอกเหมย
“ท่านอาจารย์!”
“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” สายตามองกระดาน ทว่าหูคอยฟังเสียงหายใจไม่เป็นจังหวะของนาง เพียงได้ยินเสียงหายใจก็รู้แล้วว่านางต้องรีบร้อนมาที่นี่
“เกิดอะไรขึ้น”
“ท่านอาจารย์อยากได้เงินหรือไม่”
“เท่าไหร่” เผยเยี่ยนใช้สมาธิในการเดินหมากไม่ได้หันมาเจรจากับจ้าวลู่ชิง แต่หูก็รอฟังจำนวนเงิน
“ท่านอยากได้เท่าไหร่เจ้าคะ ข้าไปรู้สิ่งหนึ่งมาและคิดว่าท่านต้องชอบ แต่ข้าไม่ได้ชื่นชอบมันนะเจ้าคะ” รีบปฏิเสธอย่างเร็ว
“เล่ามา”
“ที่นี่มีหอที่ชื่อว่าหอต่อสู้……”
“หยุด!”
จ้าวลู่ชิงเพิ่งได้อ้าปากก็ถูกสั่งให้หยุดพูด
“เจ้าจะให้ข้าไปเข้าร่วมประลอง” เหตุใดเผยเยี่ยนจะไม่รู้จักหอต่อสู้นั่น เพียงแค่ไม่เคยใส่ใจ
จ้าวลู่ชิงพยักหน้าเร็วและรัวจนคอแทบเคล็ด
“เจ้าจะลงเดิมพัน? มิกลัวว่าท่านปู่ของเจ้ารู้เรื่องเข้าจะโดนลงโทษหรอกหรือ”
“ท่านอาจารย์พูดอะไรอย่างนั้น ข้าไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเดิมพัน ผู้ที่ลงเดิมพันคือท่านต่างหาก หรืออาจจะเป็นไท่ซ่างหวง” หันหน้าไปส่งยิ้มให้ชายชราที่กำลังนั่งลูบเครามองดูหมากในกระดาน
“เด็กเจ้าเล่ห์” เผยเยี่ยนชี้นิ้วต่อว่าจ้าวลู่ชิง “ข้าแก่ปูนนี้แล้วเจ้ายังใช้แรงงาน”
“ท่านอาจารย์ยังแข็งแรง ขนาดข้ายังสู้ท่านไม่ได้” อาจารย์นางมีฝีมือขนาดนี้เก็บไว้ก็มิเกิดประโยชน์ แค่ไปยืดเส้นยืดสายถือว่าเป็นการออกกำลังกายไปในตัว
“เจ้าดูลูกสะใภ้ที่เจ้าเลือก เด็กคนนี้เจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอก อนาคตบุตรชายเจ้าต้องปวดหัวกับนาง”
หลี่หยวนหัวเราะ “สิ่งที่นางกล่าวออกมาน่าสนใจมิน้อย ข้าอยากลองไปร่วมชมการประลองสักหน่อย”
“เยี่ยมไปเลย!” จ้าวลู่ชิงปรบมือถูกอกถูกใจกับคำพูดของไท่ซ่างหวง
“พวกท่านทั้งสองอายุมากแล้ว อยากทำอะไรก็ทำเลย ขอเพียงสิ่งที่ทำไม่เดือดร้อนผู้อื่นเท่านั้นก็เพียงพอ” จริงจังกับคำพูดของตนเองจนแสดงท่าทางประกอบ
“นังหนูคนนี้ เข้าอกเข้าใจคนแก่”
“ไท่ซ่างหวงเพคะ บ้านหม่อมฉันยามนี้เหมือนบ้านพักคนชราเข้าไปทุกที”
จ้าวลู่ชิงเริ่มจะสนิทสนมกับไท่ซ่างหวง นางจึงพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ความช่างเจรจาของนางทำให้ผู้สูงวัยยิ้มจนตาหยี
“บ้านพักคนชราคืออะไร”
“บ้านที่เลี้ยงดูผู้สูงอายุเพคะ”
“บ้านที่ซานเป่ย?”
“ใช่เพคะ ที่นั่นมีท่านปู่ ท่านหมอสวี ท่านอาจารย์ปู่ และสุดท้ายคือท่านเผยเยี่ยนคนนี้”
“พวกเจ้าไม่มีที่ซุกหัวนอน จนต้องไปรบกวนตาเฒ่าจ้าวเฉิงหรือ”
หลี่หยวนเพิ่งรู้ว่าสหายแต่ละคนไปกองกันอยู่ที่ซานเป่ย
“เจ้าจะไปรู้อะไร ความสัมพันธ์ของสามัญชน คนอย่างเจ้าคงไม่เคยสัมผัส”
จ้าวลู่ชิงยกมือขึ้นปิดปากกับวาจาทิ่มแทงของอาจารย์นาง ท่านเผยช่างปากคอเราะร้ายเสียจริง
หลี่หยวนคอตก “ใช่! ข้ามิได้สัมผัสความรู้สึกนั้นมานานแล้ว ยาโถว เจ้าจะกลับบ้านเมื่อไหร่ ข้าขอกลับด้วยได้หรือไม่” สหายอยู่ที่นั่นมากมายคงมีความสุข เขาอยากไปพบปะกับสหายอีกสักครั้ง
“เจ้าอยากให้หมู่บ้านเล็ก ๆ ของพวกข้าถูกโอรสสวรรค์เล่นงานหรืออย่างไร” เผยเยี่ยนล้มกระดาน เก็บหมากเข้ากล่อง
“เจ้ากำลังจะแพ้เลยล้มกระดานใช่ไหม” หลี่หยวนโมโหให้สหายเจ้าเล่ห์เพทุบาย เขากำลังจะชนะแต่ดูตาแก่น่าตายผู้นี้สิ ล้มกระดานอย่างง่ายดาย และยังแสร้งทำเป็นโมโหกลบเกลื่อน
“เจ้ามั่วแล้ว สายตาแบบเจ้าไม่น่าจะมีอายุยืนยาว”
“เจ้าน่ะสิ แก่จนหนังเหี่ยว ครอบครัวก็ไม่มี พอตายแล้วก็ถูกนำไปโยนทิ้งยังสุสานไร้ญาติให้สัตว์แทะกิน”
“เจ้าปากสุนัข” เผยเยี่ยนโมโห ชี้นิ้วใส่ไท่ซ่างหวงโดยมิเกรงกลัวอำนาจ ขันทีกับองครักษ์เห็นก็ก้มหน้ามองปลายเท้า หลายวันมานี้เขาชินกับภาพแบบนี้เสียแล้ว
จ้าวลู่ชิงที่ไม่ชินกับการโต้เถียงกันของทั้งสอง รีบขอตัวแล้วถอยออกห่างสงครามน้ำลายระหว่างขุนนางเก่าแก่ตั้งแต่ราชวงศ์ก่อนกับไท่ซ่างหวงที่ถูกแย่งบัลลังก์
เห็นคุณหนูกลับมา บ่าวรับใช้ก็รีบมาช่วยถอดชุด น้ำในอ่างที่เตรียมไว้อุ่นกำลังดีพร้อมสำหรับแช่กาย
จ้าวลู่ชิงนอนแช่น้ำสมุนไพรที่นางทำขึ้นเอง บ่าวรับใช้ออกไปรอด้านนอกตามคำสั่ง
คิดถึงฟองสีขาวฟู ๆ จนเต็มอ่าง ครีมอาบน้ำหอม ๆ ในโลกที่นางจากมีกลิ่นดอกไม้ที่นางชอบเต็มไปหมด แต่ตอนนี้ในอ่างมีเพียงสมุนไพรที่ลอยอยู่จนเต็ม
หลับตานึกถึงความสุขจากสิ่งอำนวยความสะดวกในชาติที่แล้ว ชีวิตในยุคที่ไม่มีสิ่งให้ความบันเทิง อย่างเช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน
“นี่คืออะไร”
“เจ้าปรากฏตัวแล้วหรือ” มือที่อยู่ใต้น้ำกำลังจะซัดเข็มใส่ผู้บุกรุกต้องหยุดลงเมื่อเห็นสายตาเหมือนลูกแมวส่งมาให้
“เจ้าอย่าทำร้ายข้า ข้ามาดี” ยกมือขึ้นพร้อมกับหมุนตัวว่าตนไปไม่ได้มีอาวุธ
“เจ้าเป็นใคร มาแอบดูข้าอาบน้ำทำไม”
“ข้าไม่ได้แอบ ข้าเพียงตามกลิ่นหอม ๆ มา” มองสมุนไพรกลิ่นที่ลอยอยู่บนน้ำ
“เจ้าเป็นใคร”
“ข้าเป็นบ่าวรับใช้ที่นี่”
“โกหก! จวนอ๋องไม่มีบ่าวเป็นสตรี”
“เช่นนั้น ถ้าข้าบอกว่าเป็นบุตรของท่านอ๋องล่ะ”
“กูเหนียง อายุเจ้าน่าจะไล่เลี่ยกับข้า ท่านอ๋องคนไม่วิปลาสไปมีบุตรตั้งแต่อายุเพิ่งสิบขวบกระมัง”
“เอ๊ะ! เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นสตรี” มัวแต่ตอบโต้จนหลงลืมว่ากำลังปลอมตัว ก้มลงมองดูตัวเองที่แต่งกายเป็นบุรุษ
จ้าวลู่ชิงตาขวางใส่สตรีไร้ที่มา “ซูเซียง! ซูเจิน!”
“เจ้าอย่าเสียงดังสิ” ถลาเข้ามาปิดปาก
ซูเซียงกับซูเจินเข้ามาในห้องอาบน้ำเห็นคุณหนูถูกผู้บุกรุกทำร้ายจึงเกิดโทสะ
“สารเลว! ตายเสียเถอะ!” ซูเซียงกระโดดถีบผู้บุกรุก แต่เป้าหมายหลบได้
ซูเจินกับซูเซียงร่วมมือกันจัดการกับผู้บุกรุก ใช้เวลาเพียงไม่นานก็จับได้ พอหมวกหลุดออกจากศีรษะพวกตนจึงรู้ว่านางคือสตรีที่ปลอมเป็นบุรุษ
“เจ้าสารเลวน้อย! กล้าปลอมเป็นบุรุษมาแอบดูคุณหนูอาบน้ำ สมควรตาย”
“ซูเซียงหยุด พานางออกไปรอข้างนอก”
“เจ้าค่ะ”
ซูเจินรีบเข้ามาช่วยคุณหนูแต่งกายให้เรียบร้อยก่อนออกจากห้องน้ำ สีหน้าของนางโกรธขึง เมื่อมีผู้บุกรุกมาทำร้ายผู้เป็นนายโดยที่พวกนางไม่รู้ตัว ถือว่าพวกนางบกพร่องในหน้าที่เป็นอย่างมาก
อี้หมัวมัวยกบัวลอยน้ำขิงเข้ามาในห้องตกใจกับสิ่งที่เห็น นางรีบวางถ้วยบัวลอยไว้บนโต๊ะ
“เกิดอะไรขึ้น! นางเป็นใคร”
“นางแอบปลอมเป็นบุรุษเข้ามาทำร้ายคุณหนูเจ้าค่ะ” ซูเซียงกดคอสตรีนางนี้ ให้ใบหน้าติดกับพื้น
“ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้ทำร้ายนาง ข้าเพียงแอบเข้ามาเพื่อพูดคุยกับนางเฉย ๆ” พยายามดิ้นรน แต่ใบหน้าถูกกดแนบพื้น
“โจรชั่วอย่างเจ้า ไม่ยอมสารภาพใช่ไหม” กดศีรษะนางลงกับพื้นหนักกว่าเดิม
“ซูเซียงพอเถอะ ปล่อยนาง” จ้าวลู่ชิงนั่งลงบนเก้าอี้ ผมเปียกชื้นเล็กน้อยแนบลู่กับใบหน้างาม