หอบร่างที่เหน็ดเหนื่อยของตนกลับมาจากกิลนักผจญภัย “จากที่พนักงานคนนั้นบอกมา คงใช้เวลา 1-3 วันละมั้งกว่าจะรู้ผล ระหว่างนี้ก็ยังไม่ได้มีงานใหม่ติดต่อเข้ามาด้วย อย่างนั้นเราก็สามารถที่จะเข้าไปฝึกในโลกแห่งยุทธจักรได้อย่างสบายใจแล้วสิ” เต้นึกคิดขณะที่ใช้ผ้าขนหนูเช็ดผมซึ่งยังคงเปียกปอนของตน
เดินขึ้นไปนั่งยังเตียงเพื่อทดลองอะไรบางอย่าง สุดท้ายแล้วเต้ก็ที่หลับตานั่งขัดสมาธิก็ลืมตาตื่นขึ้น “นึกว่าจะได้ซะอีก …นี่แสดงว่าเราไม่สามารถฝึกพลังปราณในโลกแห่งความเป็จริงได้ แต่สามารถดึงเอาพลังปราณจากในตัวมาใช้ได้? แบบนี้มันออกจะดูขัดๆกันอยู่รึเปล่าวะ?” นึกคิดตั้งคำถามกับตัวเองอยู่พักใหญ่ เต้ก็เหมือนว่าจะคิดอะไรได้ “อย่างนั้นถ้าพลังปราณจากโลกยุทธจักรสงผลต่อโลกความเป็จริงของเรา..อย่างนั้นถ้าเกิดในโลกแห่งความจริงนี้ระดับเลเวลของเราพัฒนาและมีค่าสถานะที่สูงขึ้น อย่างนั้นมันจะส่งผลกับตัวเราในโลกยุทธจักรด้วยหรือเปล่า?” เต้นึกคิดตั้งคำถามกับตัวเอง
ถ้าจะให้พูดตามตรงแล้ว สองถึงสามวันมานี้มีเื่เกิดขึ้นมากเกินไป มากเสียจนเต้ยังจัดเรียงกระบวนความคิดของตัวเองไม่ได้ว่าตนสมควรที่จะเริ่มทำอะไรก่อน
“เป็ไปได้..ถ้าจำไม่ผิดตัวเราในโลกยุทธจักรั้แ่เล็กก็..ก็มีร่างกายแข็งแรงกว่ามนุษย์ปกติทั่วไปจนแม้แต่ท่านพ่อยังรู้สึกแปลกใจอยู่บ่อยครั้ง…หรือว่านี่จะเป็ผลมาจากค่าสถานะของเราจากโลกทางฝั่งนี้?” เมื่อนึกคิดอย่างไรก็คงไม่สามารถที่จะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ในตอนนี้ เต้ก็ตกลงใจที่จะไม่เสียเวลานึกคิดหาคำตอบซึ่งตนยังคงไม่สามารถที่จะหาได้อีก
หลังจากหลับตาลงเพื่อที่จะนอนหลับอย่างตั้งใจแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อนในชีวิต เวลาผ่านไปสักระยะ เต้ก็หายใจอย่างสม่ำเสมอซึ่งเป็สัญญาณบ่งบอกว่าเต้ได้เข้าสู่ห้วงลึกของการหลับไหลแล้ว
เย่หลางลืมตาตื่นขึ้นมาในบ้านซอมซ่อหลังเดิมเหมือนกับทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้กลับเป็การตื่นอย่างกระปรี้ กระเปร่า แบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน “จากนี้ชีวิตของเราในโลกแห่งนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
ที่ว่าชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็สืบเนื่องมาจากการได้พบกับผู้เป็อาจารย์ ผู้เป็อาจารย์หย่างหลิวไป๋นั้นไม่เพียงแต่ถ่ายทอดพลังลมปราณและสอนวิทยายุทธให้กับตน หากแต่ยังคงทิ้งสมบัติวิเศษไว้ให้ตนอีกมากมาย แน่นอนว่าสมบัติในที่นี้ย่อมรวมไปถึงเงินทองมากมายที่ในชีวิตนี้ของเย่หลางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะสามารถได้
เมื่อมีเงินทองมากมายก็หมายความว่าเย่หลางไม่จำเป็ที่จะต้องตรากตรำทำงานหนักอย่างการขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรและตัดฟืนอีกต่อไป
ก่อนที่ตัวเองจะคิดฟุ้งซ่านเหลวไหลไปมากกว่านี้ เย่หลางที่นอนอยู่ก็รีบดีดตัวขึ้นมานั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ จากนั้นจึงหลับตาลงเพื่อกำหนดลมหายใจเดินพลังปราณตามเคล็ดวิชาซึ่งหลิวไป๋ถ่ายทอดสั่งสอนมา
หลับตาเดินพลังเพื่อบ่มเพาะฝึกฝนอยู่ครึ่งค่อนวัน เย่หลางก็ลืมตาตื่นขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเกิดไม่สามารถฝึกฝนรับรู้ถึงพลังปราณโดยรอบได้ เราคงไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไป” เย่หลางนึกคิดอย่างโล่งอก
หลังจากที่ลุกขึ้นและก้าวลงมาจากเตียงนอน สิ่งแรกที่เย่หลางทำคือเดินออกไปยังนอกบ้านเพื่อตักน้ำจาไหใหญ่ที่สำรองน้ำเอาไว้ขึ้นมาล้างหน้าล้างตา จากนั้นจึงเดินกลับเข้าบ้านไปเพื่อสำรวจเสบียงที่เหลืออยู่
“จากเสบียงซึ่งเหลืออยู่ ที่จริงเราสมควรที่จะอยู่ได้อีกสองถึงสามวัน แต่ในขณะที่ฝึกฝนพลังปราณ ร่างกายของเราดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยอยากอาหาร อย่างนั้นเราคงไม่จำเป็ที่จะต้องเข้าเมืองไปอีกสักระยะ ว่าแต่การอดอาหารแบบเพื่อฝึกพลังแบบนี้จะส่งผลเสียอะไรหรือเปล่านะ?” เย่หลางได้แต่ตั้งคำถามขึ้นมากับตัวเอง เนื่องเพราะเวลาที่ได้ใช้อยู่กับหลิวไป๋ผู้เป็อาจารย์นั้นมีอย่างจำกัด ทำให้รายละเอียดเล็กน้อยบางอย่างเย่หลางก็ไม่มีโอกาสได้สอบถามกับผู้เป็อาจารย์ไว้เป็ความรู้
เมื่อกำหนดทิศทางถึงสิ่งที่ตัวเองสมควรจะทำต่อไปได้อย่างคร่าวๆแล้ว เย่หลางก็หันกลับมาใช้เวลาไปกับการสำรวจข้าวของต่างๆที่อยู่ในแหวนมิติซึ่งหลิวไป๋ทิ้งไว้ให้
“มีสมบัติมากมายก็เป็อีกเื่หนึ่ง จะรักษาไว้ได้หรือไม่ก็เป็อีกเื่หนึ่ง ท่านอาจารย์ทิ้งสมบัติมากมายเหล่านี้ไว้ให้กับเรา ด้วยกำลังของเราในตอนนี้ หากปล่อยให้คนอื่นล่วงรู้เข้าก็คงมีแต่ผลร้ายไม่เกิดผลดี” เย่หลางนึกคิด จากนั้นคำสอนที่หลิวไป๋พร่ำบอกตนตลอดมาก็เสมือนกับว่าจะดังขึ้นมาในห้วงความคิด “เด็กน้อย จดจำไว้ คิดสำเร็จกิจการใหญ่ เ้าต้องรู้จักอดทนและซุกเก็บงำประกายไว้” รู้ได้แบบนั้น เย่หลางจึงตัดสินใจที่จะเก็บตัวฝึกฝนวิชาอยู ณ ตีนเขาที่ซึ่งบ้านหลังน้อยของตนตั้งอยู่ต่อไปอย่างเงียบๆ อย่างน้อยก็จนกว่าตนจะมีความมั่นใจว่าจะสามารถปกป้องดูแลตัวเองได้
ฝึกฝนขัดเกลาพลังปราณสลับกับการฝึกวิชาฝีมืออยู่ ณ บ้านในป่าเขาของตนอีกเป็เวลากว่าสองอาทิตย์ สุดท้ายแล้วเย่หลางก็สามารถที่จะเลื่อนขั้นระดับลมปราณของตนจากระดับลมปราณแรกก่อกำเนิดขั้นต้นไปเป็ขั้นกลางได้สำเร็จ
หลังจากที่สามารถเลื่อนขั้นระดับลมปราณของตนเองได้สำเร็จ เย่หลางที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับที่ก้มลงสำรวจมองร่างกายของตนเองที่ปรากฎไหลเหงื่อชุ่มโชกออกมา “นี่ขนาดเป็เพียงระดับลมปราณแนกก่อกำเนิด เราที่พยายามอย่างยากเย็นยังใช้เวลาไปตั้งหลายอาทิตย์กว่าที่จะพัฒนาระดับปราณได้สำเร็จ…ฟังจากที่ท่านอาจารย์บอกเล่ามา ยิ่งระดับปราณสูงชึ้นมากเท่าไร ความยากลำบากที่จะพัฒนาต่อไปก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น” เย่หลางนึกคิดกับตัวเองพร้อมกับที่ลุกขึ้นก้าวลงมาจากเตียงไม้
ทันทีที่ก้าวขาลงมาจากเตียงนอน เย่หลางก็ััได้ว่าร่างกายของตนนั้นเกิดอาการอ่อนเพลียอยู่ไม่น้อย “ก็คงไม่แปลก ในสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เราทั้งฝึกวิชาอย่างทรหด ทั้งกินอาหารอย่างจำกัด อีกทั้งยังไม่ได้นอนหลับเลย..ถึงจะเป็ผู้ฝึกยุทธ จะยังไงร่างกายก็ยังคงมีขีดจำกัด” นึกคิดกับตัวเองได้อย่างนั้น เย่หลางก็ตัดสินใจที่จะอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน จากนั้นจึงตั้งใจว่าจะเดินทางเข้าสู่เมืองกุ้ยชิวเพื่อเข้าไปซื้อหาเสบียงกลับมาตุนไว้
ใช้เวลาอีกพักใหญ่เพื่ออาบน้ำชำระล้างร่างกาย เย่หลางที่ใส่ชุดผ้าเนื้อหยาบก็ออกเดินทางเท้าสู่เมืองกุ้ยหยางในใจก็นึกคิด “ขากลับซื้อม้ากลับมาด้วยสักตัวจะดีกว่า แบบนั้นครั้งต่อไปจะได้เดินทางสะดวก”
ออกเดินทางผ่านป่าเขาอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายแล้วเย่หลางก็สามารถที่จะออกจากเขตป่ามาถึงถนนหลวงสายหลักได้สำเร็จ
ชั่วขณะหนึ่งซึ่งเย่หลางกำลังคิดประเมินถึงความสำเร็จจากการฝึกฝนของตนเองอย่างรู้สึกพอใจ เย่หลางพลันพบว่าที่ด้านหลังของตนพลันเกิดเสียงอึกทึกครึกโครมดังก้องมาแต่ไกล ครั้นพอเหลือบไปมองก็พบว่าเสียงอึกทึกเ่าั้กลับมาจากรถม้าคันหนึ่งซึ่งกำลังควบตะบึงมาทางตนอย่างเร่งร้อน ที่ด้านหลังของรถม้านั่นยังมีผู้คนซึ่งถือดาบทวนชูขึ้นฟ้าอยู่กลุ่มหนึ่งกำลังควบม้าตะบึงไล่กวดมา
“!”
“ไล่กวาดตามไปเลยพี่น้องข้า อย่าให้คุณหนูตระกูลเถียนหนีไปได้ รับรองว่าหากก่อการสำเร็จ พวกเราทั้งหมดจะได้เสพสุขวาสนาไม่สิ้น” ชายฉกรรจ์ผู้ควบม้านำขบวนไล่กวดตามรถม้านั่นมาชูดาบในมือขึ้นพร้อมกับที่กู่ร้องบอกกับลูกสมุนของตนเองที่ด้านหลัง
เย่หลางเห็นอย่างนั้นก็เกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นมาบนใบหน้า อีกทั้งยังไม่ทราบด้วยว่าในสถานการณ์เช่นนีตนสมควรที่จะทำอย่างไรดี?
เมื่อไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ เย่หลางจึงทำได้แต่หยุดยืนมองดูภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่เฉยๆ “จะยังไงก็ไม่ใช่เื่ของเรา อย่าไปยุ่งเลยจะดีกว่า” เย่หลางนึกคิดกับตัวเองขณะที่ยืนมอนรถม้าซึ่งบัดนี้ถูกลายล้อมไปด้วยกลุ่มชายฉกรรย์บนหลังม้า
“!” ทันทีที่เห็นว่าบ่าวไพร่ผู้ทำหน้าที่บังคับรถม้าถูกกระชากลงมาจากที่นั่งพร้อมกัoนั้นก็ปรากฎดาบเล่มหนึ่งเสียบทะลุเข้าใส่คอหอยของมัน เย่หลางก็เบิ่งตากว้างออกอย่างรู้สึกใ “นั่น..ไม่ใช่คุณหนูใหญ่ตระกูลเถียนหรอกหรือ?” เย่หลางตั้งคำถามกับตัวเองออกมาเมื่อเห็นร่างบางอ้อนแอ้นสายหนึ่งถูกฉุดดึงออกมาจากภายในรถม้า
แน่นอนว่าเมื่อเกิดมาเป็ชาย จะมากจะน้อยอย่างไรก็ต้องมีบางสภาวะซึ่งเกิดอารมณ์รักหยกถนอมบุบผาขึ้น อย่าว่าแต่คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเถียนนั้นคือสตรีซึ่งงดงามหมดจดและยากที่จะพานพบได้แม้แต่ในโลกแห่งความจริงของเย่หลาง พริบตาที่เห็นว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลเถียนกำลังจะประสบพบเจอเข้ากับชะตากรรมอันโหดร้ายยิ่งกว่าตกตายทั้งเป็ เย่หลางก็เกิดความรู้สึกสับสนลังเลขึ้น แต่แล้วเย่หลางก็ตัดสินใจที่จะละทิ้งความคิดที่จะเข้าไปช่วยเหลือคุณหนูใหญ่ตระกูลเถียงไป “ช่างเถอะ จะอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เื่ของเรามาั้แ่ต้น เราเพียงผู้เดียวก็ใช่ว่าจะสามารถช่วยเหลือคุณหนูใหญ่ตระกูลเถียนได้” ตกลงใจได้อย่างนั้นเย่หลางก็หันกลายหมายจะเดินทางสู่เมืองกุ้ยชิวต่อ
“พี่ใหญ่” หนึ่งในกลุ่มโจรที่สังเกตเห็นเย่หลางแต่ไกลเอ่ยเรียกบอกผู้เป็พี่ใหญ่ของตน
“ภารกิจครั้งนี้ห้ามมิให้มีพยานเหลือรอด ฆ่ามัน” ผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็พี่ใหญ่เอ่ยสั่ง
ได้ยินอย่างนั้นหนึ่งในกลุ่มโจรที่ขี่ม้าอยู่ก็ปลดคันธนูของตนลงมาจากด้านหลังและหยิบลูกธนูขึ้นมาทาบเพื่อเล็งยิงเข้าใส่เย่วหลางที่หันหลังเดินให้กับตน