การเดินทางของขบวนเอกสารไปยังเมืองอื่นต้องใช้เวลาหลายวัน
มู่เฉินก้าวเดินไปกับศิษย์พี่จ้าวอี้เหริน และศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้
ขบวนเคลื่อนผ่านเส้นทางที่สลับซับซ้อน
มีทั้งหุบเขาเขียวขจี ลำธารใสเย็นไหลผ่านกลางทาง และทุ่งหญ้าที่โค้งเลียบทิวเขา
แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านใบไม้ ทำให้เกิดเงาเป็แพรวพราวบนพื้นทาง
สายลมพัดเย็นเบา ปลิวผ่านใบไม้และผมของผู้เดินทาง
มู่เฉินสูดลมหายใจลึก รู้สึกได้ถึงความสดชื่นของธรรมชาติรอบตัว
ยามพักแต่ละครั้ง ศิษย์จาก สี่สำนักใหญ่ มักจับกลุ่มพูดคุยหัวเราะอย่างสนุกสนาน
แต่ศิษย์คุ้มภัยหมื่นลี้กลับกระจายตัวสอดส่องรอบขบวน คอยเฝ้าระวังทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และข้างทาง
มู่เฉินมักเดินออกมาอยู่ตามมุมเงียบสงบ
ทอดสายตาจ้องไปยังกลุ่มศิษย์สำนักอื่นด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
หากวันประลองคัดเลือกศิษย์สำนักใหญ่ เขาแสดงฝีมือได้ดีกว่านี้ อาจได้อยู่ในกลุ่มพวกเขา
แต่คิดไปคิดมา ก็เข้าใจว่า สำนักคุ้มภัยของตนก็ไม่เลวร้ายเกินไป
เพียงแต่แนวทางและทิศทางของสำนักแตกต่างออกไป
เส้นทางเดินมีทั้งเนินเขาลาดชันและหุบเขาสลับซับซ้อน
บางครั้งต้องเดินลัดเลาะริมลำธารที่น้ำไหลเย็นใส
เสียงน้ำกระทบโขดหินเป็ริ้วเพลงเบาๆ ทำให้เหน็ดเหนื่อยคลายลงไปได้บ้าง
หญ้าสูงชื้นน้ำค้างเลียเท้าเล็กน้อย แต่ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ร่างกาย
บาง่ทางลาดชัน มู่เฉินรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย
แต่พอเห็นทิวเขาที่โอบล้อมรอบทาง ทุ่งหญ้าที่ทอดยาว และท้องฟ้าสีคราม
ความเหน็ดเหนื่อยก็ถูกลบไปด้วยความสงบเย็นของธรรมชาติ
บางครั้งขบวนหยุดพัก ริมลำธารน้ำใสไหลเย็น มู่เฉินจุ่มมือและล้างหน้า ความเย็นฉ่ำซึมเข้าสู่ร่างกาย คลายความอ่อนล้า
สายลมพัดผ่าน ใบไม้ไหวเริงร่า เสียงนกร้องระหว่างป่าทำให้หัวใจสงบลง เขาเงยหน้ามองทิวเขาไกลสุดสายตา สีเขียวเข้มของป่าทิวเขาและน้ำเงินใสของท้องฟ้าเป็ภาพที่สวยงามน่าประทับใจ
การเดินทางเป็ไปอย่างช้าๆ แต่ราบรื่น
การเปลี่ยนเส้นทางขึ้นลงหุบเขาและข้ามลำธารไม่เคยทำให้ขบวนติดขัด
แม้จะเหนื่อยบ้าง แต่ความงดงามของธรรมชาติรอบตัว ทำให้มู่เฉินลืมความเหน็ดเหนื่อยไปบ้าง เพราะทำให้คิดถึงบรรยากาศบ้านเกิดตัวเอง
ความสงบ ความสดชื่น และจังหวะเดินที่เป็ระเบียบ ทำให้หัวใจเขารู้สึกเบาและผ่อนคลาย นับเป็การเดินทางที่แม้จะยาวนาน แต่เต็มไปด้วยความสงบและความงามของโลกภายนอก
แสงแดดยามเที่ยงสาดทอแ่ลงมาท่ามกลางป่าโปร่ง ขบวนรถม้าหนักอึ้งจอดเรียงราย ศิษย์ทั้งหลายพากันพักเหนื่อย กินน้ำกินอาหารพลางพูดคุยเบาๆ บางกลุ่มจากสี่สำนักใหญ่ยังหัวเราะสนุกสนาน ทว่าเพียงชั่วพริบตา
เสียงวี้ดแหวกอากาศดังขึ้นจากรอบทิศ ก่อนที่กลุ่มชายชุดดำจำนวนมากจะบุกเข้ามาจู่โจม!
“ศัตรู! ตั้งขบวน!!” เสียงะโดังก้อง ความวุ่นวายเกิดขึ้นฉับพลัน ทั้งดาบและหอกปะทะกันอย่างดุเดือด เสียงโลหะกระทบโลหะดังระงม เสียงม้าร้องและเสียงผู้คนปะปนจนแทบฟังไม่ออก
จ้าวอี้เหริน ผู้นำขบวนจากสำนักคุ้มภัยหมื่นลี้ เหลือบมองรอบด้านก็รู้ทันทีว่าศัตรูมาเกินคาด กำลังของพวกเขามิอาจต้านได้ เขากัดฟันเงื้อแขน ยิงพลุสัญญาณสีแดงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่นั่นเป็เพียงความหวังเลือนราง กลางวันแสกๆ เช่นนี้ อีกทั้งอยู่ไกลโพ้น ไม่รู้ว่าจะมีใครเห็นและนำกำลังมาช่วยทันหรือไม่
“มู่เฉิน! ขึ้นม้าไปรายงานและตามกำลังเสริมเดี๋ยวนี้!” เสียงคำสั่งหนักแน่นดั่งขุนเขาสาดใส่หู
มู่เฉินแม้ลังเล แต่สายตาของศิษย์พี่จ้าวอี้เหรินเปี่ยมด้วยความเด็ดขาด ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธได้
เพียงพริบตา มู่เฉินะโขึ้นหลังม้า จ้าวอี้เหรินฝ่าฟันดาบหอกเปิดทาง เืสาดกระเซ็นข้างกาย เขาะโลั่น “ไป!”
ม้ากระโจนพุ่งไปเบื้องหน้า ทว่าเส้นทางกลับปรากฏภาพสะท้อนในใจ มู่เฉินเห็นกลุ่มชายชุดดำสามสี่คนกำลังรุมโจมตีศิษย์สตรีจากสำนักตำหนักเมฆา นางต้านได้อย่างยากลำบาก ก่อนจะถูกปลายดาบฟันเข้ากลางหลัง เืไหลเป็ทางยาว
มู่เฉินพุ่งม้าเข้าไปอย่างไม่ลังเล ฟาดดาบสกัดการโจมตีทันควัน มืออีกข้างคว้าร่างสตรีผู้นั้นขึ้นหลังม้า ก่อนควบหนีออกมาอย่างรวดเร็ว
แต่ชะตากลับไม่ปรานี เสียงธนูแหวกอากาศดังขึ้น ม้าถูกลูกธนูปักเข้าลำตัว ม้าร้องกรีดเสียงโหยหวน ก่อนจะเสียหลักล้มลง ร่างของทั้งคู่กลิ้งตลบลงตามไหล่เขา กิ่งไม้แหลมคมและหินน้อยใหญ่เฉียดผิวกายจนาแกระจายไปทั่ว
มู่เฉินโอบกอดร่างสตรีไว้แน่นไม่ให้กระแทกแรงเกินไป จนกระทั่งหยุดกลิ้ง และหมดสติไป
พลางได้สติ แต่ก็ไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านไปนานเพียงใด
“นางอยู่ไหน…” มู่เฉินครางเบา ก่อนสายตาจะพบร่างสตรีนอนนิ่งอยู่ไม่ไกล เขาค่อยๆเข้าไปตรวจอาการ แม้เือาบแผ่นหลัง แต่ชีพจรยังเต้น ์อาจจะยังเมตตาอย่างน้อยทั้งคู่กระดูกมิได้หัก
เขาอุ้มนางขึ้น เดินหาทางออกจากป่า จนพบเพิงหินใต้ไหล่เขาซึ่งพอใช้หลบพักได้ มู่เฉินวางนางลงอย่างแ่เบา ก่อนจะสำรวจาแกลางหลังที่ถูกฟัน รอยแผลไม่ลึกนัก แต่เืจากาแยังไหลอยู่ หากปล่อยไว้นานคงเป็อันตราย เขานึกถึงสมุนไพรที่เจอระหว่างทาง จึงรีบเร่งวิ่งไปเก็บและกลับมาทันที
ฟ้าเริ่มมืด เงาปกคลุมทั่วป่า เสียงสัตว์ราตรีดังระงม มู่เฉินก่อไฟ บดยาสมุนไพรทาบนแผลอย่างระมัดระวัง ก่อนฉีกชายผ้าตัวเองพันแผลให้อย่างแ่า เขายกนางนอนตะแคง พยายามไม่ให้าแกระทบพื้น
ไม่นาน ฟ้าร้องคำราม แสงฟ้าแลบสาดสว่าง ก่อนสายฝนแรกของปีจะเทลงมา เสียงฝนซัดใบไม้ราวกับกลองก้องสะท้อน อากาศหนาวเย็นจนสั่นสะท้าน มู่เฉินรีบถอดชุดคลุมนอกห่มให้นาง แต่ตัวเองกลับกลับรู้สึกหนาวสั่น
ระหว่างนั่งพิงหิน ฟังเสียงฝนริน เขาได้ยินเสียงเบาๆ “หนาว… ข้าหนาวเหลือเกิน…”
หัวใจเขาเจ็บแปลบ ไม่อาจหาวิธีใดได้อีกนอกจากโอบร่างบางเข้ามาแนบอก ใช้ความอบอุ่นของกายตนปกป้องนางไว้ ความเหนื่อยล้าสะสมทำให้ดวงตาปิดลงโดยไม่รู้ตัวท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำ
รุ่งเช้า แสงแรกลอดผ่านปลายกิ่งไม้ ส่องกระทบหยดน้ำที่เกาะพราวเต็มใบหญ้า สตรีผู้นั้นพลันรู้สึกถึงความอบอุ่น เมื่อค่อยลืมตาขึ้นกลับพบว่าตนถูกโอบกอดไว้แนบอกบุรุษผู้หนึ่ง
นางตาเบิกกว้าง แต่เพียงครู่หนึ่งความทรงจำจากเมื่อคืนก็หวนกลับมา ภาพการต่อสู้ เื ความวุ่นวาย และเสียงฝน นางนิ่งไปพักใหญ่ ก่อนค่อยๆ พยายามลุกขึ้น แม้เ็ปที่หลังนักก็ตาม
มู่เฉินสะดุ้งตื่น รีบผละออก สีหน้าแดงเรื่อรีบอธิบาย “เมื่อวาน…ข้าไม่ได้มีเจตนาใด นี่เป็เพราะฝนและความหนาวเท่านั้น…”
แต่สตรีผู้นั้นเพียงเอ่ยเสียงเบาอ่อนแรง “ไม่ต้องพูด… ข้าเข้าใจ”
นางไม่มีเรี่ยวแรงจะเอ่ยต่อ ร่างกายซีดเซียวไร้กำลัง มู่เฉินเห็นดังนั้นก็ตัดสินใจหันหลังให้นางขึ้นขี่บนหลังตนเอง แล้วค่อยๆ ก้าวไปตามเส้นทางลาดลงที่พอคาดว่ามีถนนใหญ่เบื้องหน้า
สตรีผู้นั้นอยู่บนหลังเขา ดวงตาปิดลงครึ่งหนึ่ง รับรู้เพียงััมั่นคงและความอบอุ่นของบุรุษผู้นี้ บางครั้งสติเลือนหาย บางครั้งเลือนรางกลับคืนมา แต่ทุกครั้งที่รู้สึก ตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่นางพึ่งได้ก็คือ มู่เฉิน…