บทที่ 30
ตำรา
หมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่ใกล้ตีนเขากระบี่์สถานที่แห่งนี้หนาแน่นไปด้วยผู้คนมากมายพวกเขาเดินทางมาชื่นชมความยิ่งใหญ่ของสำนักอันดับหนึ่งแห่งแดนดิน
มีผู้คนไม่น้อยที่ไม่ได้เดินทางมาฝากตัวเป็ลูกศิษย์แต่พวกเขานั้นเดินทางมาชื่นชมสถานที่แห่งนี้
ทำให้หมู่บ้านเล็กๆที่ตั้งอยู่ใตู้เาแห่งนี้กลายเป็สถานที่ที่นิยมแก่การท่องเที่ยวแม้ว่าจะเป็หมู่บ้านแต่ว่าก็ไม่สามารถตั้งตั้งกลายเป็เมืองได้
เพราะว่าสถานที่แห่งนี้โดดเดี่ยวอยู่ใจกลางห้าดินแดนมันจึงไม่สามารถก่อตั้งกลายเป็เมืองได้ เพราะไม่ทราบว่าถ้าก่อตั้งกลายเป็เมืองจะเข้าอยู่กับอาณาจักรใด
แม้จะกล่าวว่าเป็หมู่บ้านเล็กๆแต่ก็มีพื้นที่กว้างขวางใหญ่โตหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการคุ้มกันจากสำนักแห่งนี้มาเป็เวลานาน
ไม่เพียงเท่านั้นในหมู่บ้านเองก็มีทุกอย่างฉันครบครันไม่ว่าจะเป็ร้านอาหาร แม้กระทั่งร้านสุรา หรือแม้กระทั่งร้านขายตำรา
ร้านขายตำราเล็กๆแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางจางอี้เดินทางเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ด้วยท่ามือไขว้หลัง
เดินเข้ามามองดูทางโน้นทีทางนี้ที พบเห็นว่าร้านเล็กๆแห่งนี้แม้จะสกปรกไปบ้างแต่ก็ดูไม่เลวไม่ใช่ว่าภายในหมู่บ้านใต้ตีนเขาแห่งนี้จะไม่มีร้านที่ใหญ่โตกว่านี้
เพียงแต่ว่าร้านที่ใหญ่โตก็ไม่ใช่ว่ามันจะมีตำราที่้าจางอี้เดินทางมาสถานที่แห่งนี้เพราะ้าจะซื้อตำรา
ในตอนนี้เดินทางไปชมร้านขายตำราที่ใหญ่โตกว่านี้ภายในหมู่บ้านแล้วเพียงแต่ว่ามันก็ไม่มีตำราที่ตัวเอง้า
ทันทีที่เดินเข้ามาเถ้าแก่ร้านร่างกายอ้วนท้วนเข้ามาประจบประแจคนผู้นี้เป็เถ้าแก่ร่างกายอ้วนควรวัยกลางคน
มองเห็นว่าคุณชายที่เข้ามาดูท่าทีไม่เลวและยังแต่งกายด้วยชุดลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์ เกรงว่าจะเป็คนของสำนัก
หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการคุ้มกันจากสำนักกระบี่์กล่าวว่าไม่มีผู้ใดกล้ายุ่งเกี่ยวแต่ในขณะเดียวกันผู้คนในหมู่บ้านเองก็เคารพยกย่องคนของสำนักกระบี่์ดุจเทพเซียน
“ คุณชายเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ไม่ทราบว่า้าอันใด” เถ้าแก่ร้านร่างกายอ้วนท้วนกล่าวอย่างฉะฉาน
จางอี้กวาดสายตามองรอบหนึ่งในร้านก่อนที่จะกล่าว “ข้า้าหาตำราโอสถสักเล่มพอจะมีหรือไม่ ตำราเพียงแค่ขั้นพื้นฐานก็ได้ ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้ที่อยู่ด้านหน้าก็งงงันวูบหนึ่งเหตุใดคนจากสำนักถึงเดินทางมาหาตำราในสถานที่แห่งนี้กัน
สำนักกระบี่์ขึ้นชื่อว่ารวบรวมความรู้ทั่วทั้งแดนดิน มีผู้คนมากมายเข้าไปภายในสถานที่แห่งนั้นพบเจอว่ามีตำราล้ำค่าไม่น้อย
เหตุใดจึงมาหาตำราภายในร้านเล็กๆของมันทั้งที่เป็ลูกศิษย์ของสำนักอันดับ 1 แห่งโลกเบื้องล่างแห่งนี้
ไม่ขนาดที่เห็นว่าเถ้าแก่ร้านแสดงใบหน้างงงันจางอี้ก็กล่าวขึ้น “ หรือว่าไม่มี? ”
ได้ยินคำพูดนั้นกล่าวออกมาผู้ที่อยู่ด้านหน้าสะดุ้งเฮือกรีบกล่าวกลับไปอย่างรวดเร็ว “ มีขอรับ มีขอรับ ”
มันรีบเข้าไปที่หลังร้านหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็วตำราเล่มนี้แม้ว่าจะเก่าแต่ไม่ทรุดโทรมดูเหมือนว่าจะเป็ตำราที่เพิ่งจัดสร้างขึ้นได้ไม่กี่ปี
เพียงแต่ว่ามันไม่ได้ถูกผู้คนนั้นสนใจจนเ้าของร้านนั้นเก็บเข้าไปด้านหลังคนที่เดินทางมาซื้อตำราส่วนใหญ่พวกเขานั้นมุ่งเน้นไปกับการหาตำราฝึกยุทธ
เพราะแบบนั้นพวกนี้เลยขายไม่ได้สักเท่าไหร่ ตั้งขายอยู่เนิ่นนานไม่มีผู้คน้าเถ้าแก่ร้านยิ่งเก็บมันกลับไป
จางอี้รับมันมาดูเปิดดูด้านในก่อนที่จะโยนเงินออกไปอย่างรวดเร็วเถ้าแก่ร้านรับเงินเอาไว้ผ่านคำนับมองลูกศิษย์ของสำนักกระบี่์ที่เดินออกไป
แววตานั้นยังไม่ขายความสงสัยแต่ก็ใช้แววตาน้อมส่งเอาหลังของคนผู้นั้นอย่างนอบน
จางอี้เดินอยู่บนถนนหนึ่งมือถือตำราในมือเอาไว้ ส่วนอีกหนึ่งมือถือก็ค่อยๆเปิดหน้าด้านในอย่างบรรจง
“ ไม่อยากจะรู้ขอทานอย่างเ้าอ่านหนังสือออกด้วย” เสียงอันคุ้นเคยดังมาจากด้านหลังราวเงาติดตามตัว
จางอี้หันไปมองคนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นชายชราหลังค่อมที่ติดตามเขาอยู่ั้แ่แรก จางอี้ไม่ตอบคำอันใด ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยดวงตาก็ยังคงจดจ้องกับสิ่งที่อยู่ในตำรา
“ หาซื้อตำราโอสถ ”
“ เ้าฝึกฝนวิถียุทธเหตุใดจึงหาซื้อทำลายเช่นนี้” เกาเทียนฉียังคงถามออกมาด้วยความสงสัยการกระทำของเด็กหนุ่มผู้นี้เริ่มแปลกประหลาดไปทุกวัน
จางอี้จึงกล่าวตอบกลับคำมา “ ข้าศึกษามันเอาไว้เป็ความรู้ถ้าเกิดว่าไม่รู้เกี่ยวกับพวกยาฝึกฝนพวกนี้การใช้ชีวิตก็คงจะลำบากขึ้น ”
ครั้งก่อนตอนที่ได้ยาลูกกลอนพวกนั้นมาจางอี้ไม่รู้เกี่ยวกับพวกมันจึงรู้ว่าความรู้ของตนเองในด้านนี้นั้นตื้นเขิน
เพราะแบบนั้นยามนี้จึงบังเกิดความคิดอยากจะทำการศึกษาเกี่ยวกับเื่พวกนี้เพราะว่ามันสำคัญแม้จะกล่าวว่าเป็คนที่ฝึกฝนสายยุทธ
แต่ว่าถ้าเกิดว่าไม่รู้เกี่ยวกับพวกยาพวกนี้ก็ไม่สามารถใช้งานพวกมันได้วิถียุทธ์เองก็เป็วิถีที่จำเป็จะต้องใช้ยาช่วยในเื่บางเื่
เพราะแบบนั้นยาที่ช่วยในการฝึกฝนได้ก็จำเป็จะต้องรู้เอาไว้ยามนั้นในตอนนี้ยังศึกษาไว้มากๆ ตอนแรกกะว่าจะไปหาตำราอ่านภายในสำนัก
แต่ว่าจึงนึกได้ว่าตนเองนั้นเป็เพียงแค่คนเฝ้าูเาแม้ว่าจะเป็ลูกศิษย์ของสำนักเช่นเดียวกันแต่การปฏิบัติั้แ่ต่าง
แน่นอนว่าถ้าอยากจะหาตำราพวกนี้ก็จำเป็จะต้องไปหาที่ขอตำราของอารามโอสถไม่ทราบว่าสถานที่แห่งนั้นต้อนรับตนเองหรือไม่
จึงได้แต่มาทำการซื้อหาตำราภายในหมู่บ้านที่อยู่ห่างจากตีนเขาประมาณ2 ลี้ตอนนี้ได้ตำราที่้าแล้วถึงเวลาเดินทางกลับ
จางอี้เดินทางกลับกับตาเฒ่าผู้นั้นอย่างเงียบสงัดเกาเทียนฉีเดินทางมาที่หมู่บ้านในครั้งนี้ได้สุรากลับไปหลายไห่
แล้วจะเดินทางกลับถึงกระท่อมจางอี้ก็ยังคงจดจ่ออยู่กับตำราของตนเองไม่ห่างตนนั้นไม่ใช่คนเกียจคร้าน
เพียงแต่ว่าโดยปกติชอบทำตัวสบายๆในยามนี้มีสิ่งที่ตนเองจำเป็จะต้องศึกษาก็ศึกษาอย่างขะมักเขม้นแล้วก็จริงจัง
เกาเทียนฉีมองเห็นความมุ่งมั่นนี้ไม่เลวได้แต่พยักหน้าชื่นชมอยู่ไกลๆหลังจากนั้น่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตำราโอสถเล่มหนาถูกจางอี้อ่านจบในเวลาประมาณ 3 วันในตอนนี้อ่านพวกมันหลายรอบจนศึกษาจนจำพวกตัวยาทั้งหมดภายในตำราขั้นพื้นฐานได้ทั้งหมดแล้ว
เพียงแค่นี้ตนเองก็พอมีความรู้เกี่ยวกับยาพวกนั้นอยู่เบื้องต้นเพียงแต่ว่าถ้าเกิดว่ามีโอกาสเดินทางออกจากสำนัก
อยากจะเดินทางไปที่เมืองใหญ่ๆหาซื้อตำราโอสถขั้นสูงมาจางอี้หลังจากที่ได้ลองอ่านตำราพื้นฐานพวกนี้ในตอนนี้จึงตระหนักรู้ว่าเส้นทางนี้ก็น่าสนใจ
เพียงแต่แต่ว่าตนเองนั้นเดินอยู่ภายในวิถีแห่งการฝึกยุทธในตอนนี้ตนจึงไม่สามารถทุ่มเทเวลาของตนเองไปฝึกฝนวิถีของการหลอมโอสถได้
วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วผู้ใดจะคาดคิดวันเวลาที่อยู่ภายในสำนักตอนนี้ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งเดือนแล้ว
เข้าสู่่ต้นเดือนแปดอากาศเริ่มเย็นตัวลงผู้คนมากมายพากันตักเตรียมอาหารใน่หน้าหนาว จางอี้เดินทางมาอยู่ที่สำนักแห่งนี้ได้ประมาณ2 เดือน
ตนเองนั้นยังไม่ถูกผู้ใดละลานเพราะว่าตอนนี้ยังหมกตัวอยู่ใต้เขาตะเกรงว่าความสงบของตนเองนั้นคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน
ในตอนนี้ป้ายสำนักถูกเหยี่ยวตัวดึงคาบลงมาจนถึงด้านล่างส่งให้ถึงหน้ากระท่อมของจางอี้ จางอี้รับป้ายสำนักที่เหยี่ยวดำตัวนั้นคาบมาให้พลางมองในมือของตนเองทอดถอนใจอย่างหนักใจ “ ดูเหมือนว่าเวลาของสำนักจะมาถึงแล้ว ”
เมื่อผ่านไป 2 เดือนกับการเข้าสำนักในตอนนี้ถึง่เวลาที่สำนักนั้นจะเริ่มการทดสอบประเมินลูกศิษย์
จบบท