ฮึ่ม!!!! ซูชีิกระเพื่อมพลังเล็กน้อยจนทำให้แรงกดดันต่างๆที่ขัง หงเจียงและซูหนิงสลายไปในทันที
“หนิงเออร์รีบไปกันเถอะ” หงเจียงพุ่งทะะยานออกไปพร้อมกับซูหนิง
หลังจากที่ทั้งสองออกไปแล้ว ซูชีิก็เข้ามาสู่สนามรบ และสังเกตจิติญญาที่กำลังสู้กับหยางเฟย
“นั่นมัน ท่านตงฟางเก้อหลาน วีรชนในตำนาน” ซูชีิอึ้งไปเล็กน้อย
“โอ้ว!! เ้าเป็จ้าวมืองแถวๆนี้สินะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ๆเ้าสมควรจะอยู่กลับไปดูแลประชาชนซะ แล้วก็กางบาเรีย ครอบบริเวณนี้ไว้ก็พอที่เหลือข้าจัดการเอง” ตงฟางเก้อหลาน มองไปยังซูชีิและยิ้มก่อนจะกล่าวออกมา เขาคิดว่าหากซูชีิยังอยู่ที่นี่และสู้กับวิหค์ในร่างหยางเฟยนั้น อาจจะให้ให้ประชาชนรอบๆเดือดร้อนได้
“ขอรับท่าน ตงฟาง” ซูชีิโค้งคำนับลงเล็กน้อยก่อนจะกางบาเรียรอบๆไว้และพุ่งกลับหาซูหนิง เขาคิดว่าหากเป็ท่านตงฟางเก้อหลานน่าจะจัดการปัญหาตรงนี้ได้
“จะว่าไปทำไมจิติญญาของท่านตงฟาง ถึงได้ไปอยู่ที่นั่นกันนะ” ซูชีิได้แต่คิดเหตุผลภายในใจและพุ่งไปหาซูหนิงบุตรสาวของตน
“เอาหละทีนี้ก็เหลือเ้ากับข้า ถึงเวลาที่ต้องสะสางแล้ว” ตงฟางเก้อหลานเขียนอักขระโบราณบางอย่างออกมา ลวดลายบนอักขระช่างลึกลับมากมายและกลิ่นอายที่ปล่อยออกมาของมันช่างน่ากลัว
“สิ่งนั้นมัน!!!!! เ้ามีมันได้อย่างไร ของสิ่งนั้นไม่น่าจะอยู่ในมือของจิติญญาเช่นเ้าได้ หรือว่า...............” วิหค์ยังไม่ทันพูดจบ อักขระโบราณจำนวนมาก ก็มาล้อมรอบมันไว้และซึมซับเข้าไปในร่างกายเมื่ออักขระโบราณเข้าไปในตัวของวิหค์ทำให้มันมีสีหน้าไม่ค่อยจะดีนัก
“อ๊าก!!!!! ม่ายยยยย เ้าจะมาผนึกข้าไว้แบบนี้อีกครั้งไม่ได้ ไอสารเลว” เสียงของวิหค์ค่อยๆหายไป และกลับคืนสู่สภาพของหยางเฟยอีกครั้ง ก่อนที่จะร่วงลงมาจากท้องฟ้าตงฟางเก้อหลานพุ่งตรงไปพยุงร่างของหยางเฟยไว้ก่อนที่จะแหงนหน้าไปบนท้องฟ้า
“นายท่านข้าทำภารกิจของท่านจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่รอให้นายน้อยฟื้นขึ้นมาเท่านั้นเอง” ตงฟางกลับมามองหยางเฟยอีกครั้งก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนปนไปด้วยแววตาอันหม่นหมอง
“ไอหนู ตื่น ไอหนู ตื่น......” เสียงของกิเลนทมิฬยังคงปลุกหยางเฟยอยู่อย่างนั้น
“กิเลนทมิฬ !? อู~ยย จะ~เจ็บ เจ็บ กิเลนเกิดอะไรขึ้นกับข้า ทำไมร่างกายข้าถึงมีสภาพนี้รึ” หยางเฟยสอบถามกับกิเลนทมิฬเขาไม่ได้รับรู้ถึงตอนที่เขาหมดสติไป
“เหตุเพราะเ้า ควบคุมอารมณ์มิได้ เป็เหตุให้พี่สาม ไม่สิ วิหค์ ยึดครองร่างเ้าได้ชั่วขณะ ส่วนที่เหลือเ้าถามตาแก่จิติญญานั่นเถอะ มันช่วยเ้าไว้ ข้าขอกลับไปพักผ่อนก่อน” กิเลนทมิฬพูดจบก็เดินกลับไปยังสถานที่ของปราณอสูรเนื่องจากมันต้องไปดูสภาพของวิหค์
◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘
“โอ้ววววว ในที่สุดก็ตื่นสักที” ตงฟางเก้อหลานมองหยางเฟยที่ลุกขึ้นมา เพื่อพร้อมที่จะคุยเื่สำคัญ
“ท่านตงฟาง.......” หยางเฟยยังคงนิ่งไม่ตอบอะไรและมองดูรอบๆ สถานที่ที่เขาอยู่แตกต่างจากก่อนหน้านี้
“หยางเฟย เ้าผ่านการทดสอบของข้าแล้ว และนี่คือของขวัญจากข้า”ตงฟางเก้อหลานส่งแหวนมิติมอบให้กับหยางเฟย ถึงแม้ว่า จิติญญาจะไม่สามารถจับสิ่งของได้โดยตรง แต่สำหรับตงฟางเก้อหลานที่มีพลังระดับเซียน์ระดับแปดนั้น เพียงเขาใช้ลมปราณก็สามารถจับสิ่งของได้อย่างง่ายดาย
“ขอบคุณท่านมากๆ ท่านตงฟาง” หยางเฟยโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะหยิบแหวนมิติมาเก็บไว้
“!!!เดี๋ยวนะ ท่านรู้จักนามของข้าได้อย่างไร ข้าจำได้ว่าั้แ่ข้ามาที่โบราณสถานแห่งนี้ข้ายังมิได้เอ่ยนามเลยสักครั้ง” หยางเฟยใมาก เนื่องจากเป็ไปไม่ได้ที่ตงฟางเก้อหลานนั้นจะรู้นามของเขา
“แล้วสักวัน ท่านจะรับรู้เอง นายน้อยเฟย และนี่คือภารกิจสุดท้ายของข้าที่ท่านผู้นั้นมอบให้ ขอให้ท่านโชคดี” จิติญญาของตงฟางเก้อหลานค่อยๆเลือนลางและกลายเป็แสงสีขาวและยิ้มอย่างอ่อนโยนมาที่หยางเฟย
“เดี๋ยวก่อน ท่านตงฟาง นายน้อยอะไร แล้วภารกิจคืออะไร ข้าไม่เข้าใจ” หยางเฟย
งงงวยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ก็ช้าไปแล้ว แสงสีขาวพุ่งเข้ามาใส่หยางเฟยไม่ใช่แค่นั้นแม้แต่จิติญญาของเหล่าวีรชนก็ค่อยๆพุ่งเข้ามาหยางเฟย
ม่ายยยยยยย!!!!! พวกท่านอย่าทำเช่นนี้ อ๊ากกกกกก!!!!!!! หยางเฟยร้องอย่างทุรนทุราย ความเ็ปที่ได้รับเสมือนมีมีดนับพันมาแทงร่างกายของเขาทั้งความร้อนความเย็นกระหน่ำเข้ามาไม่หยุดหย่อน
◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘◘
ความเ็ปยังคงหมุนเวียนอยู่หยางนั้นจนครบสามชั่วยาม และทำให้หยางเฟยหมดสติไปในที่สุด
กลับมาที่เมืองฟ้าคราม ( สรุปจะเรียกเมืองหรือ อาณาจักรดีนะ ( -..- ) ) ซูหนิง
หงเจียง หงเย่ และ หงหลี่ ได้ตรงมาถึงเมืองฟ้าครามในที่สุด
“องค์หญิงหนิงเออร์ อาว่าเ้าควรเข้าไปพักผ่อนที่ห้องก่อน ส่วนเ้าสองคนกลับไปที่ตระกูลบอกคนในตระให้เตรียมพร้อมที่จะร่วมงานชุมนุมจอมยุทธ์ ในอีก 6 เดือน” หงเจียงบอกกับซูหนิงและหันไปสั่ง หงเย่และหงหลี่ในเวลาเดียวกัน
“ท่านอาข้าไม่ไป ข้าจะรอท่านพ่ออยู่ตรงนี้” ซูหนิงนั้นยังคงกื้อดึง นาง้าสอบถามเื่ของหยางเฟยในร่างกิเลน
“แต่..........” หงเจียงพูไม่ออกเขาไม่รู้จะทำยังไง เขาอยู่กับหลานสาวคนนี้มานาน จึงสามารถรับรู้ได้อย่างดีหากนางอยากรู้ก็ไม่มีคนห้ามนางได้ ยกเว้นแต่ บิดาของนางเท่านั้น
“ไม่มีแต่ ท่านกลับไปก่อนเถอะท่านอา” ซูหนิงยังคงดื้อดึงและไล่หงเจียงไม่ว่าวันนี้นางต้องรู้ให้ได้ ไม่นานนักซูชีิก็ตรงมาที่ตำหนักเ้าเมือง
“หืม....ซูหนิงเหตุใดเ้าไม่กลับไปที่ห้อง” ซูชีิมองดูลูกสาวตัวเอง ที่กำลังรออยู่หน้าตำหนัก
“ท่านพ่อข้าอยากรู้ว่าท่านได้พบมนุษย์ที่ครึ่งหนึ่งเป็กิเลนรึไม่คะ ” ซูหนิงมองพ่อของนางด้วยแววน่าใสปิ้ง นางอยากรู้เื่ราวของหยางเฟย
“ซูหนิง พ่อมิได้เห็นครึ่งกิเลนหรอกนะ พ่อเ้าเห็นเพียงครึ่งวิหก์เสียมากกว่า และเ้าก็มิควรสอดรู้สอดเห็นมากจนเกินไป ในภายภาคหน้าอาจจักเป็ภัยต่อเ้าได้ กลับห้องไปพักผ่อนเสีย” ซูชีิปวดหัวเล็กน้อยที่ลูกสาวของเขาจะสอดรู้สอดเห็นเขาจึงจำเป็ต้องตักเตือนนางบ้าง
“เ้าค่ะ.........” ซูหนิงหันหลังเดินคอตกตรงไปที่ห้องของเธอ
“เห้อ........” ซูชีิได้แต่ถอนหายใจเบาเบาๆ
“ท่านพี่.......หนิงเออร์ก็ซนแก่นแก้ว อยากรู้อยากเห็น แบบนี้มาตลอด ท่านวิตกมากเกินไปแล้ว” หงเจียงหันมาพูดกับซูชีิทั้งสองคนนั้นเป็พี่น้องร่วมสาบานกันมาอย่างยาวนาน เวลาที่อยู่กันสองคนเขาจะพูดกันอย่างพี่น้อง
“น้องเจียง ข้าเกรงว่าภายภาคหน้า หากลูกสาวข้าไปรู้เื่ที่ไม่สมควรรู้เข้าข้าเกรงว่าชีวิตนางจะตกอยู่ในอันตราย”ซูชีิพูดไปสีหน้าหมนหมองอย่างเห็นได้ชัด
“.............แล้วเื่ภัยคุกคามเป็อย่างไรบ้าง ท่านพี่ ” หงเจียงยังคงเป็กังวลต่อเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เพราะถือว่ารุนแรงมากหากจอมยุทธ์นิรนามบุกมายังเมืองฟ้าคราม
“คงไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงแล้วละ เพราะคนที่อยู่ที่นั่นคือจิติญญาของท่านตงฟางเก้อหลาน” ซูชิิบอกกับหงเจียงพร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ จิติญญาของท่านตงฟางเก้อหลาน!!!!! ท่านพี่เหตุใด จิติญญาของท่านตงฟางเก้อหลานถึงอยู่ที่นั่นได้ ” หงเจียงใทันทีเพราะเท่าที่รู้มา ตงฟางเก้อหลานนั้นเป็คนของทวีป์แดนเหนือ ซึ่งเมืองฟ้าครามนั้นตั้งอยู่บนทวีป์แดนใต้ซึ่งระยะทางนั้นไม่ใช่ของใกล้ๆเลย
“ข้าเองก็ไม่รู้.........เื่นั้นเอาไว้ก่อน อีกหกเดือนจะมีงานชุมนุมจอมยุทธ์ หนุ่ม-สาวรุ่นเยาว์ ของแต่ละตระกูลเป็อย่างไรบ้าง ข้าคิดว่าอีก สามเดือนจะจัดการประลองระหว่างตระกูลเพื่อเค้นหารุ่นเยาว์ที่แกร่งที่สุดสิบอันดับ เข้าร่วมงานชุมนุมจอมยุทธ์ น้องเจียงข้าฟากเ้าจัดการเื่นี้ด้วย” ซูชีิเปลี่ยนเื่ทันที่เพราะอีกหกเดือนจะมีงานชุมนุมจอมยุทธ์ของทวีป์เขตแดนใต้
“ขอรับ!! ท่านพี่” หงเจียงประสานมือเล็กน้อยก่อนจะออกไปดำเนินการแจ้งการประลองยุทธ์แต่ละตระกูล
“ นี่มันข่าวใหญ่แล้ว.........ข้าได้ข่าวว่าการประลองที่จะจัดขึ้นเพื่อหาสิบอันดับที่แกร่งที่สุดเข้าร่วมงานชุมนุมจอมยุทธ์ แถมผู้ที่ชนะในสิบอันดับจะได้รับ รางวัลจากท่านเ้าเมืองด้วยนะ ” ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองฟ้าครามจนทำให้เหล่า จอมยุทธ์รุ่นเยาว์ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนกันอย่างบ้าคลั่ง
ตัดมาที่ โบราณสถานใต้ดิน หยางเฟยยังคงนอนแน่นิ่งจนเวลาผ่านไป หกวันเต็มๆ
หยางเฟยค่อยๆลุกขึ้นสำรวจตัวเองทันที
“ ข้าเลื่อนขั้น!? พลังของข้ามิใช่จอมยุทธ์ปราณฟ้าขั้นที่แปด แต่ข้าอยู่ในขั้นจอมยุทธ์ปราณ์ขั้นที่สาม ถึงอย่างนั้นมันไม่น่าดีใจเอาซะเลยเพราะข้าได้ดูดซับพลังจิติญญาวีรชนของเหล่ามวลมนุษย์ที่ต่อกรกับจอมมาร ” หยางเฟยดีใจและเศร้าไปพร้อมๆกัน
“ เ้าอย่าคิดมากไปเลยไอหนู จิติญญาวีรชนพวกนั้น พุ่งเข้ามาให้เ้าดูดซับจิตวิญาณนั่นแสดงว่าเป็ความตั้งใจของพวกเขา ” กิเลนทมิฬพูดปลอมหยางเฟยเล็กน้อย
“แล้วเ้าละเป็อย่างไรบ้างกิเลนทมิฬ การดูดซับจิติญญาเ้าก็ได้รับมันมิใช่รึ”หยางเฟยสอบถามกิเลนทมิฬเพราะเขาััได้ว่าครึ่งหนึ่งของพลังแบ่งไปทางปราณอสูร
“ จริงอยู่ที่ข้าได้รับพลังมาส่วนหนึ่ง แต่ข้าก็มิได้รับมันทั้งหมดหรอกนะ เพราะพลังจิติญญาที่ดูดซับจากร่างกายเ้าจะถูกแบ่งให้กับเหล่าอสูรทั้งห้าที่อยู่ภายในปราณอสูร พลังที่แท้จริงของข้านั้นถูกเติมเต็มเพียง สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ” กิเลนทมิฬพูดออกมาโดยไม่ปิดบังใดๆทั้งสิ้น
“ เป็อย่างหรอกรึ ถ้าเช่นนั้นหากพลังของเ้าถูกเติมเต็มจนครบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ งั้นก็แสดงว่าปราณอสูรตนอื่นก็เช่นกันรึ ” หยางเฟยสอบถามไปที่อสูรกิเลนโดนตรงทันทีเขาคิดว่าในเมื่อถูกแบ่งไปเท่าๆกันก็เท่ากับว่าพลังจะถูกเติมเต็มเหมือนกัน
“ มิใช่เช่นนั้นหรอกพลังของปราณอสูรแต่ละตนนั้นจะมีปริมาณไม่เท่ากัน ข้านั้นมีปริมาณที่เยอะที่สุดเป็อันดับสี่ อันดับห้าจะเป็ เต่าโลกันต์ อันดับสามันภา อันดับสองวิหค์ อันดับหนึ่งราชันย์ัจตุรเทพ ” กิเลนทมิฬบอกถึงอันดับปริมาณพลังปราณของเหล่าปราณอสูร
“ ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่า เต่าโลกันต์ ที่อยู่อันดับห้านั้นอ่อนแอกว่าเ้าเช่นนั้นรึ ” หยางเฟยยังถามต่อ
“ จริงอยู่ที่ปริมาณพลังปราณอสูรจะน้อยกว่าข้าแต่ว่า นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าใครจะเก่งกว่าหรือใครอ่อนแอกว่า เต่าโลกันต์นั้นหากอยู่ในน้ำจะแข็งแกร่งอย่างมากข้าเกรงปราณอสูรที่พอจะสู้กับมันได้สูสีตอนอยู่ในน้ำคงจะมีแค่ ันภาและราชันย์ัจตุรเทพ เท่านั้น เอาละได้เวลาที่จะต้องกลับไปแล้ว พี่สามไม่สิวิหค์เริ่มอาละวาดภายในปราณอสูรอีกแล้วข้าต้องไปช่วยคนอื่นทำให้วิหค์สงบสติก่อน ” กิเลนทมิฬพูดจบก็เตรียมจะกลับไปยังภายในปราณอสูรทันที
“ เดี๋ยวกิเลน เกิดอะไรขึ้นกับวิหค์เช่นนั้นรึ ” หยางเฟยยังคงไม่รู้เื่ที่วิหค์ถูกผนึกอีกครั้งจึงสอบถามด้วยความสงสัย
“ วิหค์ถูกผนึกโดยยันต์บางอย่างของจิติญญาตงฟางเก้อหลาน ” กิเลนทมิฬพูดจบก็หายเข้าไปในปราณอสูรทันที
“ เอาละได้เวลามาตรวจสอบ แหวนมิตินี่สักที จะมีสมบัติอะไรบ้างนะ ” หยางเฟยหยิบแหวนมิติที่ตงฟางเก้อหลานมาเพื่อตรวจสอบของที่อยู่ภายใน