ซูเซียงยวี่ทำหน้างง
หลี่รุ่ยเองก็งงเป็ไก่ตาแตกเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นลูก?” ซูเซียงยวี่ถามด้วยความสงสัย
“หม่าม้า ปิดแก๊สก่อน เร็วๆ สิคะ!” กั่วกัวเร่งยิกๆ
ซูเซียงยวี่รีบปิดเตาแก๊สทันที
กั่วกัวโบกมือป้อมๆ จากบนลงล่าง
“หม่าม้า นั่งยองๆ ลงมาหน่อย” การกระทำของกั่วกัวยิ่งทำให้ซูเซียงยวี่งุนงงหนักเข้าไปอีก
หลี่รุ่ยที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็จับต้นชนปลายไม่ถูก
ซูเซียงยวี่ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งยองๆ ตามคำสั่งลูกสาวอย่างว่าง่าย
“ฟู่ว!”
กั่วกัวเป่าลมใส่ตาของซูเซียงยวี่อย่างแรง
เมื่อก่อน เวลาที่เธอตาแดงๆ หรือมีน้ำตาคลอเบ้า หม่าม้าก็จะช่วยเป่าตาให้เธอแบบนี้ประจำ
“อ๋อ... ที่แท้ก็เื่นี้นี่เอง!” ซูเซียงยวี่ทั้งขำทั้งซึ้ง เธอปาดน้ำตาออกจากหางตา แล้วยิ้มหวาน “หม่าม้าไม่ได้มีทรายเข้าตาหรอกลูก กั่วกัวไม่ต้องเป่าให้หม่าม้าหรอกจ้ะ”
กั่วกัวเบิกตากว้างเท่าไข่ห่านทันที
เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกปนประหลาดใจว่า “หม่าม้า งั้นก็แสดงว่าหม่าม้าร้องไห้น่ะสิ?”
“เป็ผู้ใหญ่แล้วแท้ๆ ทำไมถึงร้องไห้ขี้มูกโป่งล่ะคะ?”
“ผู้ใหญ่ขี้แย น่าไม่อาย!”
ในตอนนี้ สีหน้าบนใบหน้ากลมๆ ของกั่วกัว ราวกับโคลัมบัสที่เพิ่งค้นพบทวีปใหม่ไม่มีผิด
ซูเซียงยวี่หัวเราะออกมาอีกครั้ง “กั่วกัว หม่าม้าไม่ได้ร้องไห้สักหน่อย”
กั่วกัวชี้ไปที่คราบน้ำตาบนแก้มซูเซียงยวี่ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังขึงขัง “หม่าม้า โกหกไม่ดีนะคะ หม่าม้าร้องไห้เห็นๆ เลย ปกติหม่าม้าสอนหนูให้เป็เด็กซื่อสัตย์ แล้วทำไมหม่าม้าถึงไม่ซื่อสัตย์ซะเองล่ะ?”
“กั่วกัว ลูกนี่มันเ้าหนูจำไมจริงๆ!” หลี่รุ่ยเดินเข้ามา อุ้มกั่วกัวขึ้นแนบอก
“ป่าป๊า ป่าป๊ารังแกหม่าม้าใช่ไหม?” กั่วกัวเริ่มสืบสาวหาต้นตอ
ซูเซียงยวี่รีบลุกขึ้นยืน แล้วยิ้มอธิบาย “หม่าม้าร้องไห้เพราะซาบซึ้งใจกับสิ่งที่ป่าป๊าทำต่างหากลูก”
กั่วกัวเกาหัวแกรกๆ บนหน้าผากมีเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเริ่มแปะอยู่ “ซาบ-ซึ้ง-ใจ? มันแปลว่าอะไรเหรอคะ?”
“ซาบซึ้งใจ หมายความว่า เวลาที่เราเจอเื่ราวดีๆ หรือมีใครทำอะไรดีๆ ให้เรา จนเรารู้สึกประทับใจมากๆ หัวใจมันพองโต ความรู้สึกมันเอ่อล้นจนกลั่นออกมาเป็น้ำตาไงลูก” หลี่รุ่ยอธิบายอย่างใจเย็น
“อ๋อ... เป็แบบนี้นี่เอง!” กั่วกัวทำหน้าเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ยังงงๆ อยู่บ้าง
ซูเซียงยวี่เห็นดังนั้น จึงช่วยอธิบายเสริม
“กั่วกัว ที่หม่าม้าร้องไห้เมื่อกี้ เป็เพราะป่าป๊าดีกับหม่าม้ามากๆ ไงจ๊ะ”
“หม่าม้าดีใจมาก จนน้ำตามันไหลออกมาเอง”
“คราวนี้เข้าใจหรือยังลูก?”
รอบนี้ กั่วกัวเข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ๋
เธอพยักหน้าหงึกๆ อย่างหนักแน่น “กั่วกัวเข้าใจแล้วค่า”
หลี่รุ่ยมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกอบอุ่นและเปี่ยมสุข
ชาติที่แล้ว เขาไม่มีความอดทนกับกั่วกัวเลยแม้แต่น้อย จนสร้างาแทางใจให้ลูกสาวอย่างรุนแรง
ชาตินี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่ยอมให้กั่วกัวต้องมีาแทางใจอีกเด็ดขาด
มนุษย์เราเป็ผลผลิตของสภาพแวดล้อม
เขาเชื่อว่า ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรัก กั่วกัวจะเติบโตขึ้นเป็เด็กที่สมบูรณ์พร้อมทั้งกายและใจ
“เซียงยวี่ คุณพากั่วกัวออกไปรอข้างนอกเถอะ ในครัวควันโขมง ไม่เหมาะกับผู้หญิงหรอก” หลี่รุ่ยถลกแขนเสื้อขึ้น เตรียมจะจุดเตาแก๊สทำกับข้าวต่อ
ซูเซียงยวี่แกล้งทำหน้าดุ ดันหลังหลี่รุ่ยออกจากห้องครัว แล้วพูดเสียงเข้ม “หาของทะเลเป็งานใช้แรง คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว รีบไปพักผ่อนเถอะ!”
“ถ้าคุณยังจะมาแย่งฉันทำกับข้าวอีก ฉันจะโกรธแล้วนะ”
ด้วยความจำยอม หลี่รุ่ยจึงต้องระเห็จออกจากห้องครัว
มีภรรยาดีขนาดนี้ สามีจะ้าอะไรอีก!
ชาติที่แล้ว เขามีภรรยาที่ประเสริฐขนาดนี้อยู่ข้างกายแท้ๆ แต่กลับไม่รู้จักทะนุถนอม เอาแต่บ้าพนัน จนสุดท้ายครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด
ตัวเขาช่างเลวทรามต่ำช้าจริงๆ
หลี่รุ่ยได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจ
เมื่อมาถึงห้องนั่งเล่น หลี่รุ่ยกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่านอกจากเก้าอี้สี่ตัว โต๊ะหนึ่งตัว และโซฟาเก่าคร่ำครึที่ขาดวิ่นแล้ว ก็แทบจะไม่มีสมบัติชิ้นอื่นอีกเลย
ในใจเขารู้สึกปวดร้าว
ซูเซียงยวี่ต้องมาลำบากกับเขามากจริงๆ
ส่วนกั่วกัว ก็เริ่มเปิดโหมดเ้าหนูจำไมอีกครั้ง
“ป่าป๊า... พ่อของพ่อ เรียกว่าปู่ แม่ของพ่อ เรียกว่าย่า”
“แล้วพี่น้องของพ่อ เรียกว่าอะไรคะ?”
“พี่น้องของแม่ เรียกว่าอะไรคะ?”
“พ่อของแม่ เรียกว่าอะไรคะ?”
……
หลี่รุ่ยได้ยินดังนั้น ก็พูดขัดจังหวะกั่วกัวอย่างนุ่มนวล “หนูถามทีละคำถามสิลูก แล้วพ่อจะตอบให้ทีละคำถาม”
“ได้ค่า” กั่วกัวยิ้มแป้น
สองพ่อลูกเริ่มเข้าสู่โหมดถาม-ตอบ
กั่วกัวสนุกสนานกับการถาม
หลี่รุ่ยเองก็มีความสุขกับการตอบ
ถ้าไม่มีบทเรียนราคาแพงจากชาติที่แล้ว หลี่รุ่ยคงไม่มีความอดทนที่จะสอนกั่วกัวได้ขนาดนี้แน่
ในชาติก่อน กั่วกัวก็เป็เหมือนตอนนี้ เป็เด็กขี้สงสัยที่ถามนู่นถามนี่ไม่หยุด
แต่ตอนนั้นเขากลับรำคาญสุดขีด
เพื่อตัดรำคาญ เขาจึงโยนมือถือให้กั่วกัวเล่น
ั้แ่นั้นมา กั่วกัวก็ติดนิสัยต้องกอดมือถือดูตลอดเวลา
ยังไม่ทันจะแปดขวบ กั่วกัวก็ต้องใส่แว่นสายตาหนาเตอะเสียแล้ว
พอนึกย้อนไปถึงเื่นี้ หลี่รุ่ยก็อยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาดใหญ่
ไม่นานนัก ซูเซียงยวี่ก็เดินออกมาจากห้องครัว พร้อมกับกับข้าวร้อนๆ หอมฉุย
เห็นสองพ่อลูกนั่งคุยกันกระหนุงกระหนิง ซูเซียงยวี่ก็ยิ้มออกมาด้วยความสุข
ความ้าของเธอมีไม่มาก
ขอแค่ครอบครัวมีความสุข ปลอดภัย มีกินมีใช้
สองผัวเมียช่วยกันทำมาหากิน
ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงสมบูรณ์
แค่พ่อแม่ลูกหยิบตะเกียบเตรียมจะลงมือทานข้าว แม่ยายเฉินเอ๋อก็โทรศัพท์เข้ามาหาหลี่รุ่ย
หลี่รุ่ยหยิบมือถือขึ้นมาดู แล้วขมวดคิ้วมุ่น
“ใครโทรมาเหรอ?” ซูเซียงยวี่มองหลี่รุ่ยแล้วถาม
“แม่คุณน่ะ” หลี่รุ่ยตอบสั้นๆ แล้วกดรับสาย
วินาทีถัดมา เสียงแหลมแสบแก้วหูของเฉินเอ๋อก็ดังทะลุเข้ามาในหูของหลี่รุ่ย
“หลี่รุ่ย พรุ่งนี้วันเกิดฉัน แกเตรียมอั่งเปาไว้ให้ฉันเท่าไหร่ฮะ?”
“ฉันยกลูกสาวให้แกไปแล้ว วันเกิดฉันทั้งที แกควรจะมีน้ำใจแสดงความกตัญญูหน่อยไหม!”
ในใจนางคิดว่า:
แกมันไอ้ผีพนัน จะมีปัญญาหาเงินได้สักกี่บาทเชียว!
ที่ฉันทำแบบนี้ ก็เพื่อจะฉีกหน้าแก
ไอ้ผีพนันจนตรอกอย่างแก จะเอาปัญญาที่ไหนมาทำให้ลูกสาวฉันมีความสุข รีบๆ หย่ากับลูกสาวฉันไปซะเถอะ!
ไม่อย่างนั้น ฉันจะตามรังควานแกไม่เลิก
ถ้าไม่เห็นแก่หน้าซูเซียงยวี่ หลี่รุ่ยคงกดวางสายใส่ไปนานแล้ว
“แม่ครับ แม่เกิดทั้งที ผมต้องเตรียมอั่งเปาไว้ให้แม่อยู่แล้วครับ” หลี่รุ่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
แต่ในใจ กลับขุดบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรของเฉินเอ๋อขึ้นมาด่าจนพรุนไปหมดแล้ว
เฉินเอ๋อถามจี้จุดอย่างไม่อ้อมค้อม “แกกะจะให้เท่าไหร่?”
“คงไม่ใช่แค่ร้อยสองร้อยหรอกนะ!”
“ถ้าแค่สามร้อยห้าร้อยยังไม่มีปัญญาจ่าย ฉันว่าแกรีบหย่ากับลูกสาวฉันไปซะเถอะ”
“หลังจากหย่ากับแก ลูกสาวฉันจะได้ไปเจอคนที่ดีกว่า”
หลี่รุ่ยไม่อยากทนฟังเสียงยัยแม่มดเฒ่านี่อีกต่อไป
เขาจึงแกล้งทำเป็สัญญาณไม่ดี
“ฮัลโหล... ฮัลโหล... ฮัลโหลแม่ครับ... สัญญาณทางนี้ไม่ค่อยดีเลย...”
พูดจบ หลี่รุ่ยก็กดตัดสายทิ้งทันที
ที่ปลายสาย เฉินเอ๋อโกรธจนแทบกระอักเื “ไอ้สารเลว แกกล้าวางสายใส่ฉันเหรอ! พรุ่งนี้ถ้าแกไม่เอาซองหนักๆ มาให้ฉัน ฉันจะบุกไปอาละวาดที่บ้านแกให้พังกันไปข้างนึงเลยคอยดู!”