ในโลกนี้มีเหตุผลเช่นนี้ด้วยหรือ? ฆ่าบิดามารดาและทำความหายนะให้แก่บ้านเมืองของผู้อื่นแล้ว กลับยังมาด่าทอผู้อื่นอีก?
ไม่รู้ว่าไปเอาความกล้ามาจากไหน จู่ ๆ อวิ๋นหวงก็เงื้อมือตบหน้าซูอวี้เจ๋ออย่างแรง และผลักเขาออกไป!
องครักษ์ที่ติดตามอารักขาอยู่ข้างหลังซูอวี้เจ๋อตวาดด้วยความเดือดดาล “บังอาจ!” พลันชักกระบี่ออกจากฝักแล้วแทงใส่อวิ๋นหวงโดยตรง!
เมื่อเห็นปลายแหลมของกระบี่กำลังพุ่งมาที่อก อวิ๋นหวงกลับไม่หลบ นางขึงตากลมโตที่มีน้ำตาปริ่มอยู่ด้วยความโกรธ น้อมรับความตายด้วยความเต็มใจ
แต่ใครจะคิดว่าก่อนกระบี่จะทะลวงอกนางอีกเพียงชุ่น[1]เดียว ปลายกระบี่กลับถูกซูอวี้เจ๋อจับเอาไว้แน่น!
คมดาบบาดลึกลงไปในฝ่ามือของเขา เืสีแดงฉานไหลลงมาตามคมกระบี่ในพริบตา!
“กระหม่อมสมควรตาย!” องครักษ์ใจนทำกระบี่หลุดมือ เขารีบคุกเข่าลงบนพื้น ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
อวิ๋นหวงมองซูอวี้เจ๋อด้วยความประหลาดใจ และนิ่งงันไปชั่วขณะ
“อวิ๋นหวง ฟังข้านะ ส่งแผนที่หงส์เพลิงมาให้ข้า ข้าขอรับประกันว่าเ้าจะไม่ตาย” ซูอวี้เจ๋อนิ่วหน้าด้วยความเ็ป น้ำเสียงเย็นะเื
“ไม่! ข้าไม่ให้!” อวิ๋นหวงตื่นจากภวังค์ กัดฟันกล่าวด้วยความเคียดแค้น “ท่านไม่ต้องมาโกหกข้า! ข้าจะไม่เชื่อใจท่านอีกแล้ว!”
เสียง *เคร้ง* ดังขึ้น ซูอวี้เจ๋อโยนกระบี่ลงพื้น ก่อนลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธ จ้องมองหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่ง ขณะหายใจหอบหนักน้ำเสียงเย็นเยียบก็ลอดไรฟันออกมา “ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา! เฉินอวิ๋นหวง จงจำไว้ ไม่ใช่ข้าไร้ปรานีแต่เป็เ้าที่ไร้ความชอบธรรม!”
ซูอวี้เจ๋อหันหลังเดินไปที่ประตู เขายกมือขึ้นมองาแที่กลางฝ่ามือ พลางขมวดคิ้วแน่น “พานางไปที่ตำหนักเฉียนเฉิง!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์ผู้นั้นราวกับได้รับการอภัยโทษ รีบลุกขึ้นจากพื้นอย่างลนลาน เขาหยิบกระบี่ขึ้นมา แล้วคว้าตัวอวิ๋นหวงลากออกไปราวกับสุนัขที่ตายแล้ว...
ร่างของเฉินอวิ๋นหวงถูกลากเดินโซซัดโซเซออกไปอย่างน่าเวทนา นางเพิ่งค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า ไม่รู้ั้แ่เมื่อไรที่นางถูกใส่โซ่ตรวนไว้ที่ข้อเท้า!
ทุกครั้งที่นางก้าวเดิน ตรวนหนักและแข็งกระด้างก็จะเสียดสีกับเนื้ออันเนียนละเอียดบอบบางของนาง เพียงไม่นาน ข้อเท้าของนางก็มีรอยแผลเปิด ิัฉีกขาด เืไหลซึม!
ซูอวี้เจ๋อก้าวเดินอย่างรวดเร็วข้างหน้า ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายโเี้ เขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองนางสักแวบเดียว
อวิ๋นหวงกัดฟันอดทนต่อความเ็ป และไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่น้อย
นี่คือคุกใต้ดิน เป็สถานที่คุมขังนักโทษปะา! อับชื้นมืดมิดและหนาวเย็น ไม่ต่างอะไรจากนรกบนดิน
ระหว่างที่เดินไป ไออัปมงคลพลันพัดผ่านอย่างน่าสะพรึงกลัว ทำให้ผู้คนรู้สึกหนาวสั่นไปทั้งร่าง
ทว่าในขณะนี้ อวิ๋นหวงผู้ซึ่งถูกไฟแห่งความแค้นกัดกินกระดูกและเผาไหม้หัวใจ นางหาได้หวาดกลัวสิ่งใดไม่
หญิงสาวจ้องมองแผ่นหลังของซูอวี้เจ๋อที่อยู่เบื้องหน้าเขม็ง อยากจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียดจนกลายเป็ผุยผง
“องค์หญิง! องค์หญิง!”
ทันใดนั้น ก็มีคนจากห้องขังข้าง ๆ พุ่งตัวเข้ามาที่ประตู ใช้เสียงแหบแห้งร้องะโเรียกนาง
ยามอวิ๋นหวงหันขวับไปมอง นางก็ใจนแทบสิ้นสติ
ชายผู้นั้นผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดูราวกับผีร้าย ใบหน้ามีรอยแผลรอยฟกช้ำเต็มไปหมด ิัฉีกขาดเหวอะหวะ เืและน้ำตาไหลปะปนกันไม่ขาดสาย เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งบนร่างกายถูกย้อมด้วยเืที่แห้งกรังจนดำมะเมื่อม บ่งบอกว่าเขาถูกทรมานมาอย่างแสนสาหัส และไม่มีร่างกายบริเวณใดที่ยังสมบูรณ์ดี
“ฉู่เซียว? เ้าคือฉู่เซียวจริง ๆ หรือ!”
อวิ๋นหวงคิดจะพุ่งเข้าไปหา ทว่ากลับถูกกระชากกลับมาจนหน้าหงาย ข้อเท้าถูกโซ่เหล็กบีบรัดจนแน่น ความเ็ปเสียดแทงทะลุเข้าไปในกระดูก
“องค์หญิง องค์หญิงไม่ต้องกลัว! คนเราเกิดมาก็ต้องตาย หากได้ตายอย่างมีเกียรติ ก็ไม่มีอะไรให้เสียดายอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉู่เซียวเป็คนซื่อสัตย์และจงรักภักดี เสียงลากโซ่ตรวนอย่างองอาจกระทบจิตใจของนางอย่างล้ำลึก ทว่ากลับไม่อาจทำให้ซูอวี้เจ๋อรู้สึกซาบซึ้งได้แม้แต่น้อย
ซูอวี้เจ๋อหยุดก้าวเท้าแล้วหมุนตัวเดินกลับมา เขาคว้ากระบี่ในมือองครักษ์อย่างดุดัน กลิ่นอายดุร้ายของเขาเข้มข้นขึ้น จากนั้นกระบี่ในมือก็แทงไปที่ฉู่เซียวอย่างโเี้!
“ฉู่เซียว!”
อวิ๋นหวงกรีดร้องออกมาด้วยความใ
ยามที่ซูอวี้เจ๋อดึงกระบี่ออกมา เืสด ๆ พลันสาดกระเซ็นไปไกลถึงสามฉื่อ[2] หยดเืสีแดงฉานสาดลงบนชุดนักโทษของอวิ๋นหวง ขณะที่ฉู่เซียวเปล่งเสียงครางอู้อี้ แล้วหงายหลังล้มตึงลงไป
“ซูอวี้เจ๋อ! ข้าเกลียดท่าน ข้าเกลียดท่าน——”
อวิ๋นหวงรีบพุ่งตัวเข้าหาปลายแหลมของกระบี่ในมือซูอวี้เจ๋อ หมายจะตายไปพร้อมกับเขา! ทว่าซูอวี้เจ๋อกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างว่องไว มือยังคงกำกระบี่อาบเืไว้แน่น ไอสังหารดุจดั่งพญามัจจุราชแผ่ซ่านออกมา
“มาสิ! ฆ่าข้าสิ! ฆ่าข้าเลย!” อวิ๋นหวงโกรธจนแทบคลั่ง
ซูอวี้เจ๋อมองนางด้วยสายตาเ็า แค่นเสียงหัวเราะหยันออกมาคราหนึ่ง พลางสะบัดแขนเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี!
“ไปได้แล้ว! ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย!” องครักษ์ผลักตัวอวิ๋นหวงไปข้างหน้าอย่างวางอำนาจ และไม่ลืมที่จะประจบสอพลอ “ฝ่าาทรงมีพระเมตตา มิเช่นนั้นหัวเ้าคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว”
เปลวไฟแห่งความเคียดแค้นสุมแน่นอยู่เต็มอก ์ไร้เมตตา ผืนดินไม่ตอบสนอง
อวิ๋นหวงกัดฟันแน่น ฝืนกลั้นน้ำตาเอาไว้อย่างสุดชีวิต ฉู่เซียวพูดถูก คนเราเกิดมาก็ต้องตาย แต่ต้องตายอย่างมีคุณค่า!
นางอยากรู้นักว่า ซูอวี้เจ๋อคนหน้าเนื้อใจเสือผู้นี้จะจัดการกับนางเช่นไรต่อไป!
ยามออกมาจากคุกที่มืดสลัว เบื้องนอกดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงเจิดจ้า ท้องฟ้าสว่างสดใส ทำเอาอวิ๋นหวงรู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ
นางหรี่ตามองไปรอบ ๆ เสาหินแกะสลักด้วยหยก กระเบื้องมุงหลังคาสีเขียว พระราชวังทั้งหลังยังคงงดงามไม่เปลี่ยน ทว่ากลับเปลี่ยนผู้เป็เ้าของเพียงชั่วข้ามคืน ที่นี่ไม่ใช่บ้านเมืองของนางอีกต่อไป
เมื่อนึกถึงการตอย่างน่าอนาถของเสด็จพ่อเสด็จแม่ รวมถึงฉู่เซียวที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไร อวิ๋นหวงก็พลันรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง นางก้มมองสารรูปตัวเอง ชุดนักโทษที่สวมอยู่ขาดรุ่งริ่ง ข้อเท้าบอบบางระบมและบวมแดง มันปวดแสบปวดร้อนทว่าก็ไม่เท่ากับความเศร้าโศกที่อยู่ภายในใจ
ทั้งหมดนี้ ซูอวี้เจ๋อเป็ผู้มอบให้!
คนในดวงใจ คนที่นางเรียกว่าศิษย์พี่มาั้แ่ยังเด็ก ผู้ที่เคยเป็ดั่งแสงสว่างในใจของนาง แท้จริงแล้วเขาคือองค์รัชทายาทของแคว้นใดกัน? ที่เขาพยายามอย่างหนักเพื่อแฝงตัวอยู่ในวัดกูหลง อดทนกล้ำกลืนความอัปยศอดสูเป็เวลานานหลายปี ก็เพียงเพื่อ้าทำลายบ้านเมืองของนาง!
ทว่าจนกระทั่งถึงตอนนี้ กว่านางจะเข้าใจได้ ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว...
แล้วต้าซือจิ้งอินเล่า? เขาถูกหลอกใช้ หรือเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดกับคนชั่วกันแน่? การที่เขาออกจากวัดเดินทางไปท่องยุทธจักร เป็การหลบหลีกเคราะห์กรรม หรือเขาตั้งใจปล่อยให้พวกซูอวี้เจ๋อทำตามความประสงค์กันแน่?
แล้วพี่ชายพี่สาวทั้งสี่ของนางเล่า? ตอนนี้พวกเขายังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่?
อวิ๋นหวงที่กำลังครุ่นคิดไปร้อยแปดตลบ ถูกองครักษ์ผลักอย่างแรง “มัวชักช้าร่ำไรอะไรอยู่ รีบไปได้แล้ว!”
อวิ๋นหวงถูกผลักจนเสียหลัก ล้มลงกับพื้น โซ่ตรวนที่ข้อเท้ากระแทกพื้นเสียงดัง
เมื่อได้ยินเสียง ซูอวี้เจ๋อจึงเหลียวหลังกลับมา เมื่อเห็นดังนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป ใจนึกอยากจะเข้าไปช่วยพยุงนางขึ้นมา ทว่าก็หยุดชะงักและยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง มองดูอวิ๋นหวงกระเสือกกระสนลุกขึ้น ดวงตาของชายหนุ่มปรากฏร่องรอยแห่งความเศร้าหมองทว่าก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น “เสด็จพ่อรับสั่งเรียกตัวพวกทาสที่กระทำความผิดเข้าเฝ้า! พวกเ้าอย่าได้หยาบคาย”
องครักษ์รับคำอย่างนอบน้อม “กระหม่อมสมควรตาย กระหม่อมจะปฏิบัติตามรับสั่งพ่ะย่ะค่ะ” พอกล่าวจบ เขาก็เหลือบมองอวิ๋นหวงอย่างเคียดแค้น
ซูอวี้เจ๋อทำท่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เดินเข้าไปยืนตรงหน้านาง ขณะที่สายตาจับจ้องใบหน้างามล้ำของอวิ๋นหวง พลางเอ่ยอย่างมีนัย “เฉินอวิ๋นหวง วันนี้กับวันนั้นไม่เหมือนกัน ผู้มีอำนาจเป็ดั่งเขียง ส่วนข้าเป็เพียงปลา มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเ้าหรือข้า เ้าควรยอมรับชะตากรรมและปรับตัวตามสถานการณ์ ตอนนี้ยังไม่สายที่เ้าจะมอบแผนที่หงส์เพลิงมาให้ข้า หากรอจนไปถึงตำหนักเฉียนเฉิงแล้ว เกรงว่า...”
ซูอวี้เจ๋อยังพูดไม่จบ ก็มีกลุ่มคนในอาภรณ์งดงามสีสันสดใสเดินมาจากที่ไกล ๆ ผู้ที่นำขบวนคือองค์หญิงเจ็ดเฉินซินอี๋ และพระมารดาของนาง สวีเฉี่ยวเอ๋อร์!
คนยังมาไม่ถึงทว่าเสียงกลับนำมาก่อนแล้ว เฉินซินอี๋ค้อมเอวที่คอดอ่อนดั่งต้นหลิวโค้งคำนับ พร้อมประจบประแจงด้วยถ้อยคำสละสลวย “องค์ไท่จื่อ! ขอทรงพระเจริญพันปี พัน ๆ ปีเพคะ!”
ซูอวี้เจ๋อหันกลับมา สีหน้าบึ้งตึง ริมฝีปากเม้มแน่นแสดงความรังเกียจ
เฉินซินอี๋รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ครั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นเฉินอวิ๋นหวงที่มีสารรูปอันน่าเวทนา ใบหน้าพลันเผยความสะใจ “โอ้ เสด็จแม่ รีบมาดูเร็วเพคะ นี่ใครกัน? มิใช่องค์หญิงเก้าของพวกเราหรอกหรือ? ข้าเกือบจำไม่ได้แน่ะ!”
พระสนมสวีกุ้ยเฟยเดินเยื้องย่างเข้ามาใกล้ พลางยกชายแขนเสื้อปิดปากปิดจมูกด้วยความรังเกียจ “จริงรึนี่! ไฉนเ้าถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ? ช่างระคายตาเสียจริง!”
เฉินอวิ๋นหวงนิ่งอึ้งไป
ต่อให้ตนและอีกฝ่ายจะเป็พี่น้องต่างมารดา มีการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันในวังหลัง แต่ตอนนี้พวกนางทั้งหมดล้วนเป็คนที่บ้านเมืองล่มสลาย เหตุใดแม่ลูกคู่นี้กลับให้ความเคารพนับถือซูอวี้เจ๋ออย่างสูงสุด แล้วมาเหยียบย่ำซ้ำเติมนาง!
เมื่อเห็นสีหน้าเหยียดหยามของอวิ๋นหวง เฉินซินอี๋ก็โกรธจนหน้าแดง นางสาวเท้าก้าวไปข้างหน้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเ็าและดุร้าย “เ้ามองอะไร? ใกล้จะตายอยู่รอมร่อแล้ว ยังไม่รู้จักสำนึกผิดอีก!”
เฉินอวิ๋นหวงคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ นางมีอะไรให้ต้องสำนึกผิดด้วยหรือ?
**
[1] 1 ชุ่น = 1 นิ้ว
[2] 1 ฉื่อ = 10 นิ้ว
.
.
.