บทที่ 17 ขอโทษ
แม้กู้อวี้จะมีร่างกายผอมบาง แต่นางมีวาสนาได้กราบเซียนกระบี่กว่างหลิงนามกระเดื่องยุทธภพเป็อาจารย์ วรยุทธ์ของนางไม่ต่ำต้อย เพียงไม่้าเปิดเผยออกมาให้คนอื่นรู้โดยง่าย การหลบการโจมตีของจางเซี่ยงหรงในขณะนี้จึงถือว่าเกินพอ
กู้อวี้กำลังจะเบี่ยงกายหลบ แขนที่เงื้อขึ้นของจางเซี่ยงหรงเหมือนจะถูกอะไรบางอย่างโจมตี จนร่างสะท้านเซออกไปหาเสาที่อยู่ข้าง ๆ
แม้ห้องข้างนี้จะใช้เสาไม้กลมก่อขึ้นมาสำหรับใช้งานชั่วคราว แต่โครงสร้างมั่นคงอย่างยิ่ง ทว่าจางเซี่ยงหรงยืนได้ไม่มั่นคง หลังชนกับเสาไม้แล้วก็ล้มโครมลงไป
กู้อวี้หรี่ตาลง เหลียวมองรอบด้าน ด้วยผู้คนมาชมดูความครึกครื้นแน่นขนัด นางจึงมองอันใดไม่ออก
“คนถ่อยชั้นต่ำ ถึงกับกล้าโจมตีลับหลังเชียวเรอะ” จางเซี่ยงหรงคืบคลานขึ้นมาได้ก็ทำท่าจะพุ่งเข้ามาหากู้อวี้อีกครั้ง
เซียวสิงจือเพิ่งไปรับปิ่นหลิวหลีกลับมา เห็นเช่นนั้นก็ยกเท้าขึ้นเหยียบโต๊ะตัวหนึ่ง ตวาดเสียงดัง “อยากตายเรอะ!”
แล้วะโถีบแผ่นหลังของจางเซี่ยงหรง
จางเซี่ยงหรงยังยืนได้ไม่มั่นคงก็ถูกเซียวสิงจือกระทืบล้ม หน้าของเขากระแทกพื้นอย่างจัง ดิ้นรนอยู่เป็นานก็ไม่อาจลุกขึ้นมา
“เ้านับเป็ตัวอะไรถึงกล้ามาเห่าหอนต่อหน้าข้า” เซียวสิงจือเตะซ้ำไปอีกสองที
เขาหันมามองกู้อวี้ พลางถามอย่างเป็ห่วง “เ้าไม่เป็ไรนะ”
“ไม่เป็ไร”
กู้อวี้เดินไปนั่งยองลงตรงหน้าจางเซี่ยงหรง เห็นเขาเงยหน้าขึ้นมา เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเืกำเดา ทำเอานางขมวดคิ้วอย่างรังเกียจ
“เ้าหน้าขาว เ้ารู้ไหมว่าข้าเป็…”
จางเซี่ยงหรงฝืนทนต่อความเ็ปร่ำร้องออกมา แต่ยังพูดไม่ทันจบ กู้อวี้ก็ขยุ้มผมของเขาแล้วโขกศีรษะเขาลงกับพื้นเต็มแรง
ศีรษะของจางเซี่ยงหรงถูกระแทกจนหน้ามืดตาลาย พูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่ใหญ่
กู้อวี้ใช้น้ำเสียงที่คนรอบข้างไม่ได้ยินกล่าวอย่างชั่วร้าย “เ้าเป็ญาติผู้พี่ของโจวเป่าหลินในวังหลวงสินะ บอกเ้าไว้ก็ได้ วันเวลาดี ๆ ของนางจวนจะถึงจุดจบแล้ว”
นางหยัดกายลุกขึ้น ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดมือ
เพราะการอาละวาดของจางเซี่ยงหรง ราตรีชมสมบัติจึงไม่อาจดำเนินต่อไปได้อีก คนรอบข้างวิพากษ์วิจารณ์เสียงจ้อกแจ้ก
“นั่นใครกัน?”
“คนที่อยู่บนพื้นพูดว่าตัวเองเป็ญาติผู้พี่ของโจวเป่าหลินในวังหลวง”
“คนที่เตะเขาคือเซียวซื่อจื่อจากจวนจงอี้โหว”
“คนสวมชุดเขียวที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับไม่ค่อยคุ้นหน้าคุ้นตาเท่าไหร่”
ผู้ดูแลหอร่ำเมรัยประคองกล่องขนาดเล็กประณีตสองใบเดินแหวกฝูงชนเข้ามาหา กล่าวต่อซื่อจื่อว่า “ผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง ต้องขออภัยจริง ๆ ลูกปัดแก้วหลิวหลีสีเพลิงสองกล่องนี้ถือเสียว่าหอร่ำเมรัยชดเชยให้พวกท่าน”
กู้อวี้กำลังจะปฏิเสธก็ได้ยินหลันเยียนพูดขึ้นมาจากข้าง ๆ “ซื่อจื่อรับไว้เถอะเ้าค่ะ ถือว่าเป็ของชดเชยที่ทำให้พวกท่านได้รับความใ วันหน้าหอร่ำเมรัยจะไม่ให้คุณชายจางย่างเท้าเข้ามาในหออีกแล้ว”
อีกฝ่ายได้แต่รับกล่องนั้นมา พลางกล่าวต่อนักบรรเลงฉินเสียงแ่เบา “เช่นนั้นข้าจะรับไว้ก็แล้วกัน ไว้พบกันใหม่ แม่นางหลันเยียน”
กู้อวี้พาเซียวสิงจือจากไป เมื่อเดินไปถึงประตูใหญ่ของหอร่ำเมรัย นางก็หันกลับมามองโถงอีกครั้ง พร้อมดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
จางเซี่ยงหรงถูกอาวุธลับโจมตีเข้าที่แขนขวาก่อน จากนั้นเซียวสิงจือค่อยถีบเขาจากข้างหลัง
คนที่ลอบโจมตีย่อมไม่ใช่เซียวสิงจือ ตกลงแล้วเป็ใครกันแน่? และเพราะเหตุใดจึงลงมือ?
กู้อวี้จากไปพร้อมความสงสัย
ครั้นส่งแขกผู้สูงศักดิ์จากไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าผู้ดูแลก็พลันสลายสิ้น สั่งต่อคนงานว่า “ยืนเฉยอยู่ทำไม ยังไม่รีบพาคุณชายจางออกไปอีก นำคนไปส่งที่จวนที่ว่าการจิงจ้าว แจ้งว่าเมาสุราแล้วก่อเหตุทะเลาะวิวาท”
ผู้ดูแลประสานมือคารวะต่อผู้คนรอบด้านพลางกล่าวเสียงดัง “ผู้สูงศักดิ์ทุกท่านคงจะทราบกฎของหอร่ำเมรัยดี หอร่ำเมรัยไม่ยินดีต้อนรับแขกที่อาศัยยศศักดิ์มาสร้างความวุ่นวาย วันนี้แขกทุกท่านจะได้รับสุราเก้าบรรพตแทนการปลอบขวัญ เมื่อย่างเท้าพ้นประตูบานนี้ออกไปแล้ว หวังว่าทุกท่านจะช่วยปกป้องชื่อเสียงอันดีงามของหอร่ำเมรัย”
สุราของหอร่ำเมรัยมีชื่อเสียงโจษจันไปทั่วหล้า กำนัลสุราให้แเื่คราวหนึ่งก็แจกจ่ายคนละหนึ่งกาเช่นนี้ กล่าวได้ว่าเงินหนาใจถึงโดยแท้
เมื่อทุกคนออกไปแล้วก็จะไม่นำไปพูดส่งเดช แต่จางเซี่ยงหรงที่ก่อเื่เป็ญาติผู้พี่ของโจวเป่าหลินในวังหลวง คนที่ไม่ชอบการประพฤติตนของจางเซี่ยงหรงก็พลอยสบประมาทด่าทอโจวเป่าหลินไปด้วย
“เสียดายแหวนน้าวหยกของข้าจริง ๆ วงนี้สวมมาสามปีแล้ว รู้สึกผูกพันอยู่บ้าง”
บนหอ จวินเจ๋อมองนิ้วโป้งที่ว่างเปล่าของตนเองขณะกล่าวอย่างเสียอกเสียดาย
“ในเมื่อเสียดาย เหตุใดจึงลงมือ?” โม่เจ๋อเยี่ยนกล่าว
“เลี่ยงไม่ได้ ดีชั่วอย่างไรข้าก็เป็เ้าของหอร่ำเมรัย มีคนถ่อยมาสร้างความวุ่นวายต่อหน้าข้าอย่างนี้ ข้าจะอดกลั้นอยู่ได้หรือ?” จวินเจ๋อพูด
“มีเพียงเท่านี้?” คู่สนทนาเลิกคิ้วถาม
“ไม่อย่างนั้นยังจะเป็เพราะอะไรได้อีก?” จวินเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองกลับมาด้วยดวงตาดอกท้อเปี่ยมความไม่แยแส
“ข้าเข้าใจว่าท่านสร้างปัญหาให้กู้ซื่อจื่อครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดก็คิดได้จึงลงมือช่วยเหลือเสียอีก” โม่เจ๋อเยี่ยนกล่าวอย่างชวนให้คิด
จวินเจ๋อยิ้มหยัน “เ้าประเมินเขาสูงส่งเกินไปแล้ว เขาเป็ใครกัน คู่ควรให้ข้าลงมือด้วย?”
“ไม่ใช่ข้าที่ประเมินเขาสูงส่ง แต่เป็ท่านอ๋องต่างหาก ั้แ่เขาลงมาชั้นล่าง สายตาของท่านอ๋องก็ไม่ได้ละไปจากร่างเขาอีกเลย ทั้งยังลงหมากต่างจากที่เคย เดินพลาดอยู่หลายครั้งหลายครา” โม่เจ๋อเยี่ยนวางหมากสีขาวเม็ดหนึ่งลงบนกระดาน กินหมากสีดำของจวินเจ๋อหลายเม็ดได้อีกครั้ง
เซียวเหยาอ๋องไม่เห็นพ้อง เขายกจอกสุราขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมด “มองเขาด้วยหรือ? ข้าไม่ยักรู้”
กล่าวจบก็หยิบหมากสีดำขึ้นมาวางลงบนตำแหน่งชี้เป็ชี้ตาย ฝ่าวงล้อมเปลี่ยนจากแพ้เป็ชนะได้ในตาเดียว
หลังจากกู้อวี้ทะลุมิติมาก็ไม่ค่อยได้ดื่มสุราอีกจึงไม่รู้ความสามารถในการดื่มของตนเองกระจ่างนัก สุราหิมะดับหนาวมีรสเย็นซ่าน แต่ฤทธิ์สุราที่ตามมาภายหลังกลับรุนแรงยิ่ง
เซียวสิงจือมาส่งนางถึงหน้าประตูจวนกั๋วกงก็นั่งรถม้าจากไป
่นี้อากาศอบอุ่นขึ้น นางสวมอาภรณ์ไม่หนา ลมราตรีพัดผ่านทำให้สติแจ่มใสขึ้นมาบ้าง พอกลับมาถึงเรือนพักของตนเองก็พบว่าข้างในมีแสงไฟเหลืองนวลสลัว
เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบว่ากู้ฉยงน้องสาวกำลังนั่งก้มหน้าปักผ้าอยู่ข้างโต๊ะตัวเล็ก เห็นนางเข้ามาก็วางงานเย็บปักในมือลง เอ่ยเสียงเบา “พี่ชายกลับมาแล้ว นี่ดื่มมาด้วยหรือเ้าคะ”
กู้ฉยงได้กลิ่นสุราจาง ๆ จากบนร่างนางก็หันไปสั่งความสาวใช้ข้างกาย “ไปต้มน้ำแกงสร่างเมามาสักถ้วย”
“ทำไมถึงมาอยู่ที่ห้องของข้าได้” กู้อวี้ถาม
“นอนไม่หลับ ได้ยินว่าดึกป่านนี้แล้วพี่ชายยังไม่กลับ ข้าไม่ค่อยสบายใจจึงมารอท่านอยู่ที่นี่ ข้าเย็บเหอเปา*[1] ให้พี่ชายด้วย พี่ชายชอบลายแบบไหนเ้าคะ ต้นสน ไผ่เขียว หรือว่าูเาสายน้ำ?” กู้ฉยงถาม
กู้อวี้เห็นอุปกรณ์เย็บปักในมือน้องสาวก็เอ่ยว่า “เื่พวกนี้ให้ช่างเย็บผ้าทำก็ได้”
คนฟังขมวดคิ้วน้อย ๆ “พี่ชายรังเกียจข้าหรือ? ฝีมือข้าอาจสู้พี่สาวไม่ได้ แต่ยามนี้พี่สาวอยู่ในวังหลวง ข้าเห็นว่าพี่ชายไม่ได้พกเหอเปามานานแล้ว จึงอยากทำให้ท่านสักใบ”
เดิมทีกู้อวี้ก็ดื่มสุรามา ตอนนี้มาได้ยินคำพูดของกู้ฉยงแล้วยิ่งเวียนศีรษะกว่าเดิม
น้องสาวผู้นี้ของนางดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง เสียตรงที่อารมณ์อ่อนไหวชอบคิดมาก กู้อวี้กล่าว “ไผ่เขียวก็แล้วกัน ฝีมือของเ้าดีมาก ข้าชอบมาก”
นางว่าแล้วก็เปิดกล่องขนาดเล็กในมือ หยิบปิ่นหลิวหลีพิรุณบุปผาออกมา “ปิ่นอันนี้เซียวสิงจือซื้อมาจากหอร่ำเมรัย บอกว่าให้เอามาเติมสินเดิมให้เ้า”
กู้ฉยงมองปิ่นหลิวหลีพลางเอ่ยว่า “งามจริง รูปแบบอาจไม่ได้ประณีตเท่าของที่หอหยกงามของพวกเรา แต่มีความโปร่งใสแวววาวยิ่งกว่า”
กู้อวี้ช่วยปักปิ่นให้น้องสาว ภายใต้แสงเทียนแลเห็นนางแย้มยิ้มฟันขาว ริมฝีปากแดง หน้าผากโค้งมนงดงาม ขณะมองใบหน้าที่ละม้ายตนเองอย่างยิ่งดวงนี้ ฤทธิ์สุราก็พลันกำเริบ ฉับพลันนั้นรู้สึกเหมือนตนเองกำลังส่องกระจกอยู่
“พี่ชาย งามไหมเ้าคะ?” กู้ฉยงเอียงคอยิ้มหวานถามนาง
น่าเสียดายที่ถึงที่สุดแล้วที่นางยังคงมีสติอยู่ จึงผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ แล้วกล่าว “งามมาก”
นางลูบผมน้องสาว พล่างเอ่ยเสียงเบา “เ้าอยู่ในวัยแรกแย้ม แต่งตัวให้มากหน่อย เครื่องประดับและเสื้อผ้าอาภรณ์ในหอหยกงามและร้านภูษาฟ้าเ่าั้ ชอบชิ้นไหนก็เลือกมาใช้ได้ตามใจ”
ได้ยินดังนั้น กู้ฉยงพลันมีสีหน้าเศร้าใจ คิ้วเรียวบางย่นเข้าหากัน “สตรีแต่งกายงดงามเพื่อคนรู้ใจ วัน ๆ ข้าอยู่แต่ในเรือน จะแต่งไปให้ใครมอง?”
แววตาของกู้อวี้พลันหม่นหมอง ความรู้สึกผิดถาโถมออกมา
นางกอดน้องสาว แนบคางลงบนไหล่ที่ผอมบางของกู้ฉยง
“ขอโทษ”
[1] เหอเปา (荷包) คือกระเป๋าแบบหูรูดขนาดเล็ก มักปักลวดลายประณีต ห้อยไว้บริเวณหว่างเอว สามารถใช้เก็บสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ และใช้เป็เครื่องประดับไปในตัว