ตอนที่ 72 กรรมตามสนอง
หานซานหยางนั้นเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เมื่อได้ยินหานชีเยวี่ยพูดเช่นนั้น เขาก็ได้แต่ตอบตกลง “น้องสาว น้องวางใจได้ พี่ไม่ใช้เงินของน้องเปล่าๆ พอพี่เริ่มทำงานแล้ว น้องอยากได้อะไรพี่จะซื้อให้” ฃ
หานซานหยางตบอกรับประกัน ดวงตากลมโตเป็นประกายของหานชีเยวี่ยจ้องมองเขาเขม็งพร้อมกับถามว่า “พี่สาม หากในอนาคตมีพี่สะใภ้แล้ว พี่ยังจะซื้อทุกอย่างที่หนูอยากได้ให้หนูอีกไหมคะ? ”
หานซานหยางตอบกลับด้วยท่าทางที่ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ควรกระทำอยู่แล้วว่า “แน่นอนสิ น้องเป็นน้องสาวของพี่ ภรรยาพี่ก็ต้องรักน้องเหมือนกับพี่แน่นอน! ”
หานชีเยวี่ยหัวเราะออกมา ดูท่าแล้ว ยังต้องใช้เวลาในการปรับมโนคติของพี่สามอีกสักหน่อย ถ้าแต่งงานไปแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ยังคงให้น้องสาวเป็นที่หนึ่งเช่นนี้ คาดว่าชีวิตคู่คงต้องจบลงด้วยการหย่าร้างเป็นแน่ การเกิดใหม่ของเธอในครั้งนี้ เธอหวังว่าพี่ชายทุกคนจะมีชีวิตที่ดี ไม่ได้ต้องการให้ชีวิตของพวกเขาวุ่นวาย
ทว่าอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน เพราะอย่างไรเสีย ตอนนี้พี่สามของเธอก็ยังคงโสดสนิท แม้แต่เงาของคนรักสักคนก็ยังไม่มี แต่หานชีเยวี่ยรู้สึกว่า พี่สามอาจจะเป็นคนที่ได้แต่งงานเร็วที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เพราะพี่ชายคนอื่นๆ ยังต้องเรียนต่อ แต่พี่สามนั้นได้เริ่มทำงานก่อนใครเพื่อน
ใช้เวลาไม่นานนัก สองพี่น้องก็เดินมาถึงหน้าร้านสหกรณ์
หานชีเยวี่ยส่งจักรยานให้หานซานหยาง ก่อนจะพูดว่า “พี่สาม พี่เฝ้าจักรยานรอหนูอยู่ตรงนี้ก่อนนะคะ หนูจะเข้าไปซื้อของแป๊บเดียวเดี๋ยวออกมาค่ะ”
เดิมทีหานซานหยางอยากจะเข้าไปพร้อมกับน้องสาว แต่เมื่อมองไปที่จักรยาน สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจอยู่เฝ้าจักรยานข้างนอกดีกว่า ของล้ำค่าขนาดนี้ถ้าหากหายไปล่ะก็ ผู้นำชุมชนคงตามมาเอาเรื่องเขาถึงในเมือง แถมยังต้องชดใช้ค่าจักรยานให้อีก
หานชีเยวี่ยเดินเข้าไปในร้านสหกรณ์ ร้านสหกรณ์ในเมืองค่อนข้างใหญ่ มีชั้นวางสูง เหล่าพนักงานขายล้วนยืนอยู่ด้านหลังของชั้นวางสินค้า วันนี้เป็นวันธรรมดา แถมเวลานี้ก็เป็นเวลาทำงานด้วย คนจึงไม่เยอะมากนัก โดยเฉพาะชั้นวางขายของที่ไม่ค่อยมีคนนิยมก็ยิ่งเงียบเหงา พนักงานขายล้วนแอบนั่งงีบหลับอยู่ในชั้นวางสินค้า
ทันทีที่เข้าไปในร้านสหกรณ์ หานชีเยวี่ยใช้ประโยชน์จากมุมอับของประตู บังสายตาแล้วหายตัวเข้าไปในมิติ จากนั้นก็รีบหยิบถุงตาข่ายที่เตรียมไว้ออกมาอย่างรวดเร็ว
ถุงตาข่ายนี้หานชีเยวี่ยเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ข้างในมียาสีฟันหนึ่งหลอด แปรงสีฟันหนึ่งด้าม ขวดโหลหนึ่งใบ กระติกน้ำร้อนหนึ่งใบ ผ้าเช็ดตัวหนึ่งผืน กะละมังหนึ่งใบ และรองเท้าบู๊ตยางหนึ่งคู่ ซึ่งเป็นขนาดของหานซานหยาง
ของพวกนี้ทั้งหมดนี้ล้วนได้มาจากห้างสรรพสินค้าในมิติ มีเพียงกระติกน้ำร้อนที่ได้มาจากบ้านจวงเหวินหลิน
หานชีเยวี่ยถือของมากมายขนาดนี้เดินอยู่ในร้านสหกรณ์ พาให้พนักงานขายมองด้วยความประหลาดใจ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเห็นคนหอบของพะรุงพะรังเข้ามาในร้านสหกรณ์
ทว่าอย่างไรก็ตาม นั่นก็เป็นอิสรภาพส่วนบุคคลของเธอ
หานชีเยวี่ยแสร้งทำเป็นเดินดูของไปรอบๆ ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบ เธอไม่ได้ถามราคากับพนักงานขายเลย พวกพนักงานขายเองก็ไม่เข้ามาถามเธอเช่นกัน
ขณะที่หานชีเยวี่ยกำลังเดินทอดน่องอยู่นั้น จู่ๆ เธอก็ได้ยินคนพูดถึงผู้อำนวยการหลิน
วินาทีนั้นเธอพลันอยากรู้อยากเห็น และอดไม่ได้ที่จะฟังอีกสักประโยคสองประโยค
ที่แท้แล้ว ผู้อำนวยการหลินมีลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ร้านสหกรณ์แห่งนี้ จากคำนินทาของพนักงานขาย หานชีเยวี่ยฟังออกว่าลูกสาวคนนี้ถึงแม้จะแต่งงานออกไปแล้ว แต่ก็ยังโดนลูกหลง จนถูกส่งตัวไปทำงานที่ไร่นาอยู่ดี
ตอนนี้ ทางบ้านสามีต้องการตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวสกุลหลิน จึงอยากให้ลูกชายหย่าขาดกับลูกสาวของผู้อำนวยการหลิน ถึงขนาดที่แม้แต่หลานชายก็ยังไม่เอา จะโยนให้ครอบครัวสกุลหลินเลี้ยงดู แต่น่าเสียดาย ที่หลานชายคนนี้คงถูกโยนทิ้งไม่ได้ เพราะอย่างไรเด็กยังแบเบาะ ครอบครัวสกุลหลินตอนนี้ก็ไม่มีใครอยู่ คงจะปล่อยให้เด็กอยู่คนเดียวเกิดเองตายเองในบ้านร้างไม่ได้กระมัง!
หานชีเยวี่ยสะเทือนใจเล็กน้อย เด็กตัวเล็กแค่นี้ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่ผู้อำนวยการหลินทำลงไป หานชีเยวี่ยก็รู้สึกว่า เหตุและผลทั้งหลายล้วนมีที่มาที่ไป คนรุ่นก่อนก่อกรรม คนรุ่นหลังก็ต้องชดใช้! นี่อาจเป็นกรรมตามสนองอีกรูปแบบหนึ่งเป็นได้
หานชีเยวี่ยอยากฟังต่อเหลือเกินว่าจวงเหวินหลินมีจุดจบเป็นอย่างไร เพราะยังไงเขาก็เป็นลูกชายแท้ๆ ของผู้อำนวยการหลิน ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นลูกชายที่ไม่ได้เกิดมาอย่างถูกต้องอีกด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้ คาดว่าวิธีการจัดการน่าจะรุนแรงกว่าลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้ว
แต่ดูเหมือนว่าความสนใจของพนักงานขายเหล่านี้จะอยู่ที่ครอบครัวสกุลหลินหาใช่ครอบครัวสกุลจวงไม่ พวกเขาไม่ได้พูดคำว่าจวงเหวินหลินออกมาเลยแม้แต่คำเดียว หานชีเยวี่ยไม่ได้ยินคำตอบที่ตนต้องการ เธอกระอักกระอ่วนที่จะยืนอยู่ที่ชั้นขายสินค้าเดิมนาน สุดท้ายจึงทำได้เพียงค่อยๆ เดินต่อ หลังจากเดินเตร่ไปอีกสักพัก ภายใต้สายตาของพนักงานขาย เธอก็เดินออกจากร้านสหกรณ์ไปอย่างใจเย็น
หานซานหยางยืนอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้า เขาจ้องมองจักรยานไม่วางตา ราวกับว่าถ้าเผลอเมื่อไหร่ จักรยานก็จะวิ่งหนีไปเองอย่างไรอย่างนั้น
“พี่สาม ตรงนั้นก็มีต้นไม้อยู่นะคะ!” หานชีเยวี่ยเห็นท่าทางทึ่มทื่อของพี่ชาย จู่ๆ ก็รู้สึกว่าการที่ให้พี่สามไปทำงานที่สถานีตำรวจเป็นความคิดที่ผิดหรือเปล่านะ
หานซานหยางพูดว่า “พี่กลัวว่าถ้าพี่ไปหลบไกลๆ เธอกลับมาแล้วจะหาพี่ไม่เจอ”
หานชีเยวี่ย “...” เหมือนจะฟังขึ้นอยู่เหมือนกัน!
หานซานหยางรับถุงตาข่ายมาจากมือของหานชีเยวี่ย มันหนักมาก เขาจึงมองเข้าไปข้างใน ก่อนจะพบว่าน้องสาวเตรียมของไว้ให้เขามากมายขนาดนี้ “น้องสาว ทำไมซื้อของมาเยอะขนาดนี้? คงเสียเงินไปเยอะเลยใช่ไหม?” หานซานหยางรู้สึกปวดใจเสียเหลือเกิน!
“ที่เหลือถ้าไม่พอก็รอพี่สามได้เงินเดือนมาแล้วค่อยไปซื้อใหม่เองนะคะ หนูว่าคุณย่าคงให้พี่เบิกเงินเดือนล่วงหน้าได้ด้วย”
ย่าเฒ่าหานไม่ใช่หญิงชราบ้านนอกที่ไร้เหตุผล ถึงแม้จะเข้มงวดกับหลานชายทุกคน แต่ของที่จำเป็นต้องเตรียมให้ ก็ยังคงเตรียมให้เสมอ
“น้องสาว ทำไมไม่ซื้อของให้ตัวเองบ้างล่ะ?”
เป็นในตอนนั้นเองที่จู่ๆ หานซานหยางก็นึกขึ้นมาได้ว่า วันจันทร์ที่จะถึงนี้หานชีเยวี่ยก็ต้องไปทำงานที่สหคามเช่นกัน
“หรือไม่อย่างนั้น... ของพวกนี้ให้เธอเอาไปใช้ก่อน พี่เป็นผู้ชาย ใช้ของแบบลวกๆ หน่อยก็ไม่เป็นไร”
“พี่สาม หนูยังไม่คิดที่จะพักที่สหคามในเร็วๆ นี้หรอกค่ะ รอหน้าหนาวแล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะพักที่นั่นไหม ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้ค่ะ”
สองพี่น้องถือของไปที่สถานีตำรวจ ก่อนจะบอกกับอู๋เจี่ยฟั่งว่าจะฝากของไว้ที่นี่ก่อน
อู๋เจี่ยฟั่งเพิ่งกินหมูตุ๋นน้ำแดงเสร็จ ถึงแม้ว่าจะถูกพวกเด็กหน้าเหม็นที่ได้กลิ่นหอมๆ มาแย่งไปกินครึ่งหนึ่ง ทว่าเขาเองก็พอใจแล้ว นานแล้วที่ไม่ได้กินหมูตุ๋นน้ำแดงจนอิ่มหนำขนาดนี้ ฝีมือการทำอาหารของครอบครัวสกุลหานต้องยกนิ้วให้จริงๆ การที่หานซานหยางมาทำงานที่สถานีตำรวจ หมายความว่าต่อจากนี้เขาจะสามารถไปเที่ยว (กินข้าว) ที่บ้านสกุลหานพร้อมกับหานซานหยางได้ไหมนะ? เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ สายตาที่อู๋เจี่ยฟั่งมองหานซานหยางก็ดูร้อนแรงขึ้นมาก ทำเอาหานซานหยางผวาจนเริ่มสงสัยว่าผู้ชายคนนี้คิดอะไรไม่ดีกับเขาหรือเปล่า
“ไม่ต้องฝากไว้กับฉันที่นี่หรอก เอาไปเก็บไว้ในห้องพักของนายเลย”
อู๋เจี่ยฟั่งพาหานซานหยางตรงไปที่ห้องพัก ห้องพักสำหรับคนโสดขนาดประมาณสิบตารางเมตร ภายในมีเพียงเตียงไม้แบบง่ายๆ โต๊ะทำงานหนึ่งตัว และตู้เก็บเอกสารหนึ่งตู้ ถึงจะไม่ได้กว้างขวางมากมายนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับหานซานหยางที่อยู่คนเดียว
“สภาพห้องพักของสถานีเราก็เป็นแบบนี้แหละ ที่พักกับที่ทำงานอยู่ด้วยกัน สหายหานซานหยาง ช่วยทนหน่อยนะ!”
ที่จริงแล้วหานซานหยางรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่างไรเสีย ที่บ้านของเขา นอกจากน้องสาวที่มีห้องส่วนตัวเป็นของตัวเองคนเดียวแล้ว พี่น้องคนอื่นๆ ก็นอนรวมกันบนเตียงเตาตั้งแต่เด็ก พอมาที่นี่ มีพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้ จะยังมีอะไรให้ไม่พอใจอีก?