เวลาพักกลางวันของโรงเรียนยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวายของนักเรียนเหมือนเช่นเคยทุกวัน
วันนี้เซร่านั่งทานข้าวกับเอริโกะเพียงสองคนเท่านั้น เพราะฮิเดกิยังคงหลบหน้าไม่กล้าเจอกับเซร่า ทำให้เซร่ารู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก
แม้จะเป็เวลาพักกลางวัน แต่คิมหันต์ก็ไม่ได้ไปทานข้าวที่โรงอาหาร เขากลับตรงไปยังชมรมเคนโด้ ที่มีรูปถ่ายของนักเรียนที่อยู่ในชมรมติดอยู่บนบอร์ดด้านหน้าของห้องพักนักกีฬา
คิมหันต์ยืนดูรูปนักเรียนของชมรมเคนโด้อย่างตั้งใจ จึงไม่ทันสังเกตคนที่เดินมายืนอยู่ด้านหลังของเขา
“คิม!”
หญิงสาวคนหนึ่งส่งเสียงเรียกคิมหันต์เสียงดังลั่นพร้อมกับเอามือสะกิดที่บ่าของเขา
คิมหันต์สะดุ้งใเล็กน้อย ก่อนจะรีบจับข้อมือของหญิงสาวคนนั้นบิดและดึงมาด้านหน้า พร้อมกับดันตัวของหญิงสาวคนนั้นติดกับกำแพงของบอร์ด
“ว้าย!!”
“อ้าว ออยเฟ่ย์?”
“โอย…ฉันเจ็บนะ” ออยเฟ่ย์ทำหน้ามุ่ยใส่คิมหันต์
“ก็เธอเล่นอะไรล่ะ” คิมหันต์เลิกคิ้วถามเป็เชิงสงสัย แต่เขายังคงไม่ปล่อยออยเฟ่ย์ออกจากกำแพง
“ฉันแค่…จะล้อเล่นหน่อยเดียวเอง…..ใครจะรู้ล่ะว่าเธอจะทำแบบนี้น่ะ” ออยเฟ่ย์ตอบคิมหันต์เสียงอ่อย พร้อมกับค้อนใส่เขาเล็กน้อย
“ฮึ ฮึ เธอก็น่าจะรู้นี่ ว่าฉันเคยเรียนไอคิโด้มาก่อน ฉันเคยบอกเธอแล้วนะ ว่าอย่ามาทักด้านหลังแบบนี้” คิมหันต์หัวเราะอยู่ในลำคออย่างขำขันกับท่าทางของออยเฟ่ย์
“ฉันรู้ แต่ฉันอยากจะแกล้งเธอน่ะ มีปัญหาเหรอ?”
ออยเฟ่ย์ลอยหน้าลอยตาตอบคิมหันต์อย่างยียวน ทำให้เขารู้สึกอยากจะปิดริมฝีปากแดงที่พูดเจื้อยแจ้วอยู่ตรงหน้าเขาไม่น้อย
“เธอไม่มีหรอก แต่ฉันจะสร้างปัญหาให้เธอเองต่างหาก” คิมหันต์บอกออยเฟ่ย์เสียงเข้มพร้อมกับยกมือขึ้นมาลูบปอยผมที่อยู่ด้านข้างใบหน้าของออยเฟ่ย์อย่างอ่อนโยน ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับออยเฟ่ย์เพื่อทำสิ่งที่เขา้า
“เอ่อ…คือ.. คิม…”
ออยเฟ่ย์พูดจาตะกุกตะกักพร้อมกับเอามือยกขึ้นมาดันตัวของคิมหันต์เอาไว้เพราะเธอรู้ดีว่าชายหนุ่มจะทำอะไร
“หืม?”
คิมหันต์ทำเสียงอยู่ในลำคอเป็เชิงถาม แต่ริมฝีปากของเขาก็ัักับแก้มนวลที่เป็สีชมพูระเรื่อของออยเฟ่ย์พร้อมกับไล่ไปยังด้านใบหู
หญิงสาวรู้สึกตัวชาและหมดแรงไม่สามารถฝืนห้ามเขาได้ ก่อนที่ชายหนุ่มจะทำอะไรมากกว่านั้น พลันสายตาของเขาก็ไปสะดุดกับรูปหญิงสาวคนหนึ่งบนบอร์ดเสียก่อน
“เอ๊ะ! ผู้หญิงคนนี้ ………..?”
คิมหันต์ผละออกจากออยเฟ่ย์อย่างกะทันหัน ทำให้ออยเฟ่ย์ที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่รู้สึกตัว เธอเอามือลูบใหน้าด้วยความเขิน ก่อนจะค่อยๆ ถอยห่างจากเขาด้วยความอาย
“ออยเฟ่ย์ เธอรู้จักผู้หญิงคนนี้หรือเปล่า?” คิมหันต์หันมาถาม
“หืม? เอ่อ..อะไรนะ?”
ออยเฟ่ย์ปรับตัวไม่ทันกับท่าทีของคิมหันต์ เมื่อครู่คิมหันต์ยังมีท่าทีที่อ่อนโยนกับเธอ แต่ตอนนี้กลับดูเคร่งเครียดขึ้นมาเสียเฉยๆ
“คนนี้น่ะ เธอรู้จักหรือเปล่า?” คิมหันต์ดึงตัวออยเฟ่ย์ให้เข้ามายืนชิดกับเขา พร้อมกับเอานิ้วชี้ไปที่รูปถ่ายของหญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลอ่อนคนหนึ่งบนบอร์ด
“รู้จักสิ” ออยเฟ่ย์เพ่งสายตามองรูปถ่ายใบที่คิมหันต์ชี้ให้เธอดูก่อนจะตอบคำถามของคิมหันต์
“หล่อนเป็ใครกัน?”
“เรอเนียร์ไง เธอจำเรอเนียร์ไม่ได้เหรอ?” ออยเฟ่ย์ตอบคิมหันต์พร้อมกับเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ เมื่อเห็นเขาทำหน้าเหมือนไม่รู้จัก
“โธ่เอ๊ย..อีตาบ๊องส์ เรอเนียร์เป็พี่สาวฝาแฝดของเรน่าไง”
“แถมเป็แชมป์เคนโด้หญิงเมื่อ 2 ปีที่แล้วด้วยนะ อ้อ..ที่สำคัญ เมื่อก่อนเรอเนียร์เคยส่งจดหมายรักให้เธอด้วยไง จำไม่ได้เหรอ?” ออยเฟ่ย์อธิบายเมื่อเห็นคิมหันต์ส่ายหน้าปฏิเสธว่าไม่รู้จัก
“เธอจำตอนที่ฉันเอาจดหมายให้เธอเมื่อปีที่แล้วได้หรือเปล่า? ที่เธอโมโหฉันเป็ฟืนเป็ไฟหาว่าเอาจดหมายรักของใครมาส่งให้เธอทำไม นั่นน่ะของเรอเนียร์นะ”
“แล้วเธอก็แสบใช่เล่นนะ วันรุ่งขึ้นพอเธอเจอหน้าเรอเนียร์ เธอก็ปฏิเสธเรอเนียร์ต่อหน้าเรน่า และใครๆ ที่อยู่แถวนั้นเสียด้วยซิ”
ออยเฟ่ย์นึกถึงความหลังก็รู้สึกขำคิมหันต์ไม่น้อยที่เขาเป็คนตรง ทำอะไรไม่เคยแคร์คนอื่นเลยแม้แต่น้อย
“คนนั้นเองเหรอ”
คิมหันต์พอจะนึกใบหน้าของหญิงสาวที่เขาปฏิเสธออกบ้าง คิมหันต์เริ่มประมวลเื่ราวต่างๆ เข้าด้วยกัน พร้อมกับหาแรงจูงใจที่คนร้าย้าทำร้ายแคลร์
“มีอะไรเหรอ คิม?”
ออยเฟ่ย์ถามคิมหันต์ที่ยืนนิ่งจ้องมองรูปของเรอเนียร์ตาไม่กระพริบด้วยความสงสัย
ชายหนุ่มไม่ตอบคำถามของออยเฟ่ย์
ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเห็นว่า มีเงาของคนคนหนึ่งแอบดูการกระทำของพวกเขาั้แ่แรกจากทางด้านหลังซอกมุมมืดของอาคารเรียน
แคลร์หญิงสาวผู้โชคร้ายที่นอนสลบไม่รู้สึกตัวั้แ่เมื่อวาน หากแต่วันนี้เหมือนมีปาฏิหาริย์
เธอสามารถขยับนิ้วมือจนกระทั่งรู้สึกตัวและลืมตาขึ้นมาได้ พยาบาลที่ดูแลอยู่รู้สึกดีใจมาก รีบแจ้งข่าวให้แพทย์ที่ดูแลทราบ พร้อมกับรีบย้ายตัวเธอออกจากห้อง ICU ทันที
เมื่อมิสเตอร์เบนสันทราบข่าวว่าลูกสาวของเขาฟื้นคืนสติแล้ว ก็รู้สึกดีใจมากและรีบรุดมาโรงพยาบาลทันทีโดยยกเลิกการประชุมที่บริษัทกะทันหัน
แพทย์ที่ดูแลได้แจ้งข่าวไปยังผู้อำนวยการของโรงเรียน Saint Helena เกี่ยวกับการฟื้นขึ้นมาของแคลร์ แต่เธอยังไม่สามารถพูดคุยกับใครได้ เนื่องจากร่างกายยังคงบอบช้ำ และเหนื่อยอ่อน จำเป็ต้องให้เธอพักผ่อนมากๆ
หลังจากที่ผู้อำนวยการทราบเื่ก็รู้สึกโล่งอกที่แคลร์ปลอดภัย พร้อมกับบอกให้อาจารย์รีส ช่วยประกาศตามตัวเหมันต์ ฮิเดกิ คิมหันต์ และเซร่าให้มาพบที่ห้องของผู้อำนวยการด้วย
“มิสเตอร์เหมันต์ มิสเตอร์ฮิเดกิ มิสเตอร์คิมหันต์และมิสมิยาเกะ กรุณามาพบผู้อำนวยการด่วน”
เสียงประกาศที่ออกจากลำโพง ดังไปทั่วทั้งโรงเรียน ทำให้นักเรียนคนอื่นๆ รู้สึกสงสัย
คิมหันต์ที่ยืนอยู่กับออยเฟ่ย์รู้สึกแปลกใจที่โดนเรียกตัว
“เอ๊ะ คุณคิมหันต์รีบไปไหนเหรอ ออยเฟ่ย์?”
“ไม่รู้สิ อาจารย์ประกาศเรียกชื่อคิมน่ะ คิมก็รีบเดินไปเลย” ออยเฟ่ย์ตอบเรน่า
คิมหันต์ และเซร่าต่างรีบเร่งมาพบผู้อำนวยการ ทั้งคู่จึงเดินมาพบกันตรงด้านหน้าประตูห้องผู้อำนวยการพอดี
ทั้งคู่หยุดชะงักมองหน้ากันเล็กน้อย แต่ก่อนที่จะได้พูดคุยกัน อาจารย์รีสที่เดินตามมาพอดี ก็เร่งทั้งคู่ให้เข้าไปภายในห้องเสียก่อน
เมื่อคิมหันต์และเซร่าเดินเข้าไปภายในห้อง ก็พบว่าผู้อำนวยการนั่งรอพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
รวมทั้งเหมันต์และฮิเดกิ เซร่าตวัดสายตามองไปทางฮิเดกิ ก็พบว่าเขาหลบสายตาของเธอ ไม่ยอมมองมาทางเธอเลยแม้แต่น้อย
เซร่ารู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก แต่เมื่อเจอกับสายตาของเหมันต์ที่จ้องมองเธอ ก็ทำให้เธอต้องหลบสายตาของเขาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“เอาล่ะ ผู้ที่เกี่ยวข้องมากันครบแล้ว”
ผู้อำนวยการพูดทำลายความเงียบขึ้นมา พร้อมกับขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะมองตรงมายังเซร่าและคิมหันต์ซึ่งมีสีหน้าแปลกใจปนสงสัย
“แพทย์จากโรงพยาบาลได้แจ้งให้ทราบว่ามิสแคลร์ อาการปลอดภัยแล้ว และออกจากห้อง ICU เมื่อตอนสายของวันนี้ แต่ว่า….” ผู้อำนวยการหยุดเว้นวรรคซักครู่
“มิสแคลร์ ยังไม่สามารถจะพูดคุยกับใครได้ เนื่องจากร่างกายของเธอยังคงบอบช้ำอย่างหนัก จำเป็ต้องให้เธอพักผ่อนมากๆ”
ผู้อำนวยการบอกถึงอาการของแคลร์ให้ทุกคนทราบ เซร่ามีสีหน้าโล่งอก เพราะเธอคิดว่าหากแคลร์ฟื้นขึ้นมาคงสามารถบอกตัวได้ว่า ใครเป็คนทำร้ายเธอ
“มิสมิยาเกะ การที่มิสแคลร์ฟื้นขึ้นมา ไม่ได้หมายความว่า เธอรอดพ้นจากการเป็ผู้ต้องสงสัยนะ เนื่องจากหลักฐานยังคงมีอยู่ในมือ ดังนั้นครู้าทราบว่าการสืบหาตัวคนร้ายเป็ไปถึงไหนแล้ว ช่วยบอกรายละเอียดให้ครูฟังคร่าวๆ ได้หรือไม่”
“เอ่อ..คือ…”
เซร่ามีสีหน้าซีดเผือดลง เธอไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก เพราะคิมหันต์เป็คนที่เก็บรายละเอียดคนเดียว
เซร่าหันไปมองด้านข้างของชายหนุ่มที่ยืนข้างๆ อย่างวิตกกังวล
“ผมคิดว่า ผมรู้ตัวคนร้ายแล้วล่ะครับ”
“งั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้นช่วยบอกได้หรือไม่ว่า ใครกันที่เป็คนร้าย” ผู้อำนวยการสอบถามคิมหันต์
“ผมยังไม่สามารถบอกได้ครับ เพราะสิ่งที่ผมคิด เป็เพียงการสันนิษฐานของผมคนเดียวเท่านั้น” คิมหันต์บอกอาจารย์กึ่งรับกึ่งสู้ เพราะเขาไม่สามารถที่จะปรักปรำได้หากไม่มีหลักฐานใดชี้บ่งตัวคนร้าย
“ถ้าอย่างนั้น……….”
“แต่ว่าพวกผมยังเหลือเวลาอีก 12 ชม. สำหรับในการหาหลักฐานมัดตัวคนร้ายนี่ครับ” คิมหันต์ทักท้วงผู้อำนวยการ
“ดังนั้นผมคิดว่า น่าจะทันตามเวลาที่อาจารย์กำหนดให้ครับ” คิมหันต์ย้ำยืนยันกับผู้อำนวยการอย่างหนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้นพวกเธอคงต้องเร่งมือหน่อยล่ะ”
ผู้อำนวยการนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะบอกให้คิมหันต์และเซร่ารีบไปหาหลักฐานมาแก้ต่าง
ทั้งสองคนโค้งหัวทำความเคารพก่อนที่จะหมุนตัวแล้วเพื่อเดินออกจากห้องผู้อำนวยการไป