ไมนาสยืนมองดูหมู่บ้านทรายขาวเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะหันหลังเดินจากมาพร้อมกับกระเป๋าใบใหญ่ มุ่งหน้าไปสู่หมู่บ้านป่าสงัดบนเส้นทางที่เขาเคยใช้หลบหนีการไล่ล่าเมื่อคราวก่อน
เส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวตลอดข้างทางเป็ป่าโปร่งอากาศค่อนข้างสดชื่นในยามเช้าตรู่ แสงแดดยังคงให้ความอบอุ่นขับไล่ความหนาวจากยามค่ำคืนระยะทางจากหมู่บ้านทรายขาวที่ต้องไปให้ถึงหมู่บ้านป่าสงัดหากเดินเท้าต้องใช้เวลาประมาณสามถึงสี่วันทำให้พอจะนึกภาพออกว่าระยะทางนั้นไกลแค่ไหน
เมื่อไมนาสเดินมาจนถึงยามสายเล็กน้อยก็พบกับกลุ่มขบวนที่กำลังใกล้เข้ามาจากไกล และเมื่อเริ่มเข้าใกล้จนสายตาสามารถมองได้อย่างชัดเจนก็พบว่าเป็ขบวนคาราวานโดยมีรถที่เทียมด้วยสัตว์ที่ดูไปคล้ายวัวคล้ายกระทิงลักษณะเขาคล้ายวัว ลำตัวมีขนปกคลุมหนา บางตัวสีดำ บางตัวสีด่างขาวสลับดำรถที่ถูกเทียมมามีจำนวนสามคัน และมีคนคอยบังคับและขนาบข้างตลอดขบวนไมนาสนับอย่างคร่าวๆได้ประมาณสิบกว่าคนซึ่งมีอยู่หกคนที่เขาพอจะมองออกว่าเป็นักผจญภัย
เมื่อหนึ่งคนหนึ่งคณะกำลังเดินสวนกันไมนาสสังเกตเห็นถึงร่องรอยการต่อสู้จากาแของสัตว์เทียมรถที่เพิ่งสมานจากตัวยาที่พอกอยู่บนตัวพวกมันทั้งร่องรอยที่อยู่บนตัวรถที่มีทั้งรอยเก่ารอยใหม่ปรากฎอยู่รวมถึงสีหน้าอิดโรยของแต่ละคนราวกับไม่ได้พักผ่อนมาตลอดคืนตามมาด้วยกลิ่นเหม็นแปลกๆเล็กน้อย
ไมนาสที่มองสำรวจคณะที่กำลังสวนผ่านไปก็ถูกมองด้วยสายตาประหลาดใจของคนจากคณะเดินทางเช่นกันแต่ก็ไม่ได้หยุดหรือมีปฏิสัมพันธ์ใดๆต่อกันจนมาถึง่ท้ายขบวน
"สหายท่านกำลังเดินทางตัวคนเดียวโปรดระวังตัวด้วยหนทางสู่หมู่บ้านป่าสงัดนั้นมีก็อบลินป่าออกอาละวาดอยู่ระหว่างทาง"เสียงมาจากนักผจญภัยหนุ่มผู้อยู่รั้งท้ายขบวนเขาสวมชุดเกราะหนังที่มีแผ่นโลหะปกป้องจุดสำคัญต่างๆของร่างกายและดูคล่องแคล่วไม่เทอะทะ
"ก็อบลินป่า?"ไมนาสหันไปมองหน้านักผจญภัยหนุ่มที่เอ่ยทักตนพร้อมกับทวนชื่อที่เพิ่งได้ยินและนึกถึงข้อมูลที่ตนได้ศึกษามาจากคู่มือ
ก็อบลินป่าจัดเป็อสูรเพราะรูปร่างของพวกมันนั้นคล้ายกับมนุษย์แต่ส่วนใหญ่จะตัวเล็กกว่ามนุษย์ซึ่งพวกที่ตัวเทียบเท่าหรือใหญ่กว่ามนุษย์นั้นจะพบเจอได้ยากสีผิวมีั้แ่เขียวไปจนถึงน้ำตาลเข้ม ปลายหูแหลมชี้ออกยื่นยาวฟันแหลมคมหนาตาอัปลักษณ์ ซึ่งการจัดระดับพวกมันนั้น่ค่อนข้างกว้างเพราะพวกมันมีระดับั้แ่ บรอนซ์ขั้นสามถึงซิลเวอร์ขั้นสองเลยทีเดียว
"ถูกต้องปกติพวกข้ามักจะไม่ค่อยเจอพวกมันในแถบนี้แต่ครั้งนี้พวกมันกลับปรากฎตัวอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลถ้าท่านเดินทางต่อไปอีกหนึ่งวันก็อาจจะพบพวกมันได้ ถึงแม้พวกข้าจะจัดการไปบ้างแล้วแต่ก็ย่อมมีพวกมันหลงเหลืออยู่อีกแน่ โปรดระวังตัวด้วย" นักผจญภัยหนุ่มกล่าวกับไมนาสด้วยความหวังดี
เมื่อได้ยินดังนั้นไมนาสก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาเพราะดูจากร่องรอยที่คณะเดินทางคณะนี้ได้รับมาจากการปะทะกันก็พอคาดการณ์ได้ว่าจำนวนพวกมันนั้นเยอะขนาดไหน
"ท่านบอกได้หรือไม่ว่าพวกมันอยู่ระดับใด"ไมนาสถามออกไปเพื่อตนจะได้ประเมินสถานการณ์ ว่าจะเอายังไงต่อจากนี้
"พวกที่ข้าพบจะอยู่ในระดับบรอนซ์ขั้นห้าถึงขั้นแปดพวกข้าจัดการไปเยอะอยู่พอสมควร พวกที่เหลือก็กระจัดกระจายกันไปแต่ท่านก็ต้องระวังตัวไว้ให้มากเถิด" นักผจญภัยบอกข้อมูลโดยไม่ปิดบัง
เมื่อทราบว่าความแข็งแกร่งของพวกมันอยูในระดับบรอนซ์เท่านั้นก็ทำให้ไมนาสรู้สึกสงบขึ้นมาบ้างอย่างน้อยตนก็ยังสามารถรับมือภัยคุกคามที่รอคอยอยู่ข้างหน้าได้อย่างสบายๆก็ไม่ได้กังวลอะไรอีก
"ต้องขอบใจท่านมากที่เตือนด้วยความหวังดี"ไมนาสกล่าวขอบคุณในความหวังดีของนักผจญภัยหนุ่มก่อนที่จะเดินจากไป
หลังจากที่ทั้งสองเดินกันไปตามเส้นทางของตนผ่านไปครู่หนึ่ง
"นี่คาลคุยอะไรอยู่กับคนแปลกหน้าอยู่นานนัก หรือว่าเป็คนรู้จักของเ้า?"เสียงอ่อนหวานแต่แฝงความอ่อนล้ามาจากหญิงสาวนักผจญภัยที่สวมชุดผ้าสีฟ้าอ่อนสดใสและมีคฑาเวทย์อยู่ในมือที่หยุดรอนักผจญภัยหนุ่ม
"ย่อมไม่ใช่คนรู้จัก เพียงแต่ข้าบอกถึงสถานการณ์ของเส้นทางเบื้องหน้าเท่านั้น"นักผจญภัยหนุ่มนามว่า 'คาล' เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม
"เ้าช่างเป็คนดีเสียจริงแต่ผู้เป็นักผจญภัยย่อมต้องเตรียมรับมือกับเหตุไม่คาดฝันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วข้าประเมินจากรูปลักษณ์และไอเทมยุทธภัณฑ์แล้ว เขาน่าจะอยู่ในระดับซิลเวอร์ขั้นสองเป็อย่างต่ำซึ่งพบเจอยากนักในพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้ พวกก็อบลินทำอะไรเขาไม่ได้หรอกเ้าอย่าห่วงกังวลให้มากนักเลย"
"ข้าไม่ได้กังวลเื่นั้นเพียงแค่แสดงความเป็ห่วงต่อเพื่อนมนุษย์ที่สมควรพึงกระทำแถมการผูกมิตรกับผู้แข็งแกร่งก็ดีกว่าปล่อยผ่านไปเฉยๆไม่ใช่เหรอ"คาลตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
"ช่างเถอะๆเ้าจะทำอะไรก็เื่ของเ้า อีกเดี๋ยวเราก็จะถึงหมู่บ้านทรายขาวแล้วจะได้ล้างกลิ่นเหม็นสาปนี่ซะที ข้าเริ่มทนไม่ไหวแล้ว"นักผจญภัยสาวเอ่ยตัดบทและเดินตามขบวนต่อไป
"ก็เห็นเ้าบ่นมาตลอดั้แ่เมื่อวานเลยนี่นะ"คาลส่ายหัวอย่างไม่ถือสาและเดินอยู่รั้งท้ายขบวนต่อไป
*********
ไมนาสที่เดินมาจนดวงตะวันตั้งตรงหัวเป็สัญญาณบอกถึงเวลายามเที่ยง
ตอนนี้เขากำลังนั่งพักอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลจากเส้นทางมากนักบริเวณใกล้ๆมีลำธารไหลผ่านไมนาสที่กำลังกินขนมปังที่ซื้อไว้เป็เสบียงระหว่างเดินทางก็อดนึกถึงชีวิตก่อนที่จะโผล่มายังโลกใบนี้ในโลกเดิมถึงแม้ว่าตนจะมีชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย แต่อย่างน้อยๆก็มีอาหารให้เลือกหาได้หลากหลายทั้งอาหารประจำชาติตนหรือแม้กระทั่งอาหารจากประเทศอื่นๆก็หามารับประทานได้อย่างหลากหลายแต่ตอนนี้ตนต้องมานั่งกินขนมปังรสจืดชืดยังดีที่มีแยมผลไม้ให้มีรสชาติที่ดีขึ้นมาบ้าง
'ถ้าต้องกินของแบบนี้ไปเรื่อยต้องแย่แหงๆสารอาหารยิ่งมีไม่พออีก' ไมนาสคิดอยู่ในใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในตอนนี้ถึงแม้ว่าตนจะมีฝีมือทำอาหารอยู่บ้างเพราะชีวิตที่แล้วมาเขาก็มักจะทำอาหารเองเสมอเพราะประหยัดกว่าการซื้อทานนานๆครั้งถึงจะซื้อทานเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์จำเป็
'เื่ของกินช่างมันเถอะตอนนี้ต้องคิดเื่ก็อบลินป่าก่อน' แน่นอนเื่สำคัญในตอนนี้ก็คือก็อบลินป่าที่รออยู่ข้างหน้า
"แต่ก่อนอื่น..."เขาพึมพำกับตัวเองหลังจากทานอาหารเสร็จ และล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหาของบางอย่างและสิ่งที่ติดมือออกมาก็คือมีดหักๆที่เหลือเพียงส่วนใบมีดสั้นกุด
ไมนาสเดินไปยังริมลำธารพร้อมทั้งโยนมีดหักในมือทิ้งลงกลางลำธาร
"อย่างกับเราเป็ผู้ร้ายกำลังทำลายหลักฐานเลยแฮะฮะๆๆ" เขาพูดเบาๆกับตัวเองและหัวเราะออกมา
จะให้คิดเช่นนั้นก็ไม่ผิดเสียทีเดียวถึงอย่างไรเขาเป็สาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักผจญภัยต้องตายไปถึงสามคนจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะต้องตัดหนทางให้สืบสาวมาหาตนให้ได้มากที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้น
เมื่อรู้สึกโล่งใจขึ้นอีกเปราะความคิดในตอนนี้ก็คือการที่ต้องอาจจะเผชิญหน้ากับก็อบลินป่า
ไมนาสชักดาบของตนขึ้นมาและลองซักซ้อมการใช้ดาบซึ่งออกมาดูน่าอนาถใจจริงๆ ช่วยไม่ได้ที่เขาไม่เคยจับดาบจริงๆมาก่อนและไม่เคยฝึกใช้เพราะไม่ได้จำเป็กับชีวิตอะไรขนาดนั้น
'กลับไปใช้มีดเหมือนเดิมคงเวิร์คกว่าแฮะ'ไมนาสที่หน้าแดงก่ำด้วยความกระดากหลังจากใช้ดาบฟันลมท่าทางอย่างกับเด็กน้อยเล่นเป็อัศวินและคิดว่าแค่ก็อบลินป่าเขาใช้แค่มีดก็น่าจะเกินพอ จึงกลับไปนั่งพักที่อยู่ใต้เงาต้นไม้ต้นสักพักหนึ่งแล้วจึงเดินทางต่อ
ไมนาสยังคงเดินทางตามเส้นทางเดิมเนื่องจากไม่มีแผนสำรองใดๆเพราะได้รับคำแนะนำมาจากช่างฝีมือเบตัน และไม่รู้เส้นทางอื่นจึงจำใจต้องใช้เส้นทางนี้ทางเดียวเขาเดินทางตลอดทั้งวันจนใกล้่เย็น ก่อนที่แสงตะวันจะหมดลงไมนาสจึงรีบมองหาสถานที่ๆเหมาะกับการพักแรมกลางป่าและพบกับเนินเล็กๆที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ใต้ต้นไม้ค่อนข้างโล่งเตียนเหมาะกับการพักแรมอย่างยิ่ง
ไมนาสไม่รอช้ารีบนำกระเป๋าไปวางไว้โคนต้นไม้จากนั้นก็รีบเคลียร์พื้นที่ และรีบหาฟืนและวัสดุสำหรับทำที่พักชั่วคราวเพื่อให้มีหลังคากันน้ำค้างยามค่ำคืน
เขาเดินสำรวจเพื่อหาฟืนบริเวณใกล้ๆอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงกลับมายังจุดพักแรม
ในตอนที่เขามาถึงใต้ต้นไม้ก็ต้องใเมื่อพบกับแขกไม่ได้รับเชิญ
"อุ๊แคกๆๆ..."เสียงเล็กประหลาดระคายหูมาจากก็อบบลิบป่าตนหนึ่งที่กำลังนั่งจดๆจ้องๆกระเป๋าของไมนาสอย่างสนใจและกำลังจะเข้าไปรื้อค้น
"เฮ้ย!..xิบหาย" ไมนาสอุทานไม่เป็ภาษาทิ้งฟืนที่หอบมาและรีบชักดาบทันที
ไมนาสไม่อยากจะเชื่อว่าจะต้องมาเจอกับอะไรใน่เวลานี้แถมยังเป็ก็อบลินป่าที่นักผจญภัยที่เดินทางสวนกันบอกว่าอาจจะเจอกับพวกมันถ้าเดินไปอีกหนึ่งวันแต่ก็มาคิดได้เอาตอนนี้ที่ว่าพวกมันก็มีเท้าเช่นกันเื่ราวมันก็ไม่แน่นอนเช่นนี้เอง
"อุ๊คว้ากกก!..." ก็อบลินป่าตนนั้นก็รีบะโโหยงรีบหันมาจากเสียงอุทานของเด็กหนุ่ม
มันยืนจังก้าพร้อมถืออาวุธที่ดูคล้ายดาบคล้ายกระบองแปลกประหลาดยากจะดูออกโชคดีที่ตัวของมันมีความสูงเพียงระดับหน้าอกของเด็กหนุ่ม
เมื่อเห็นท่าทางดังนั้นไมนาสรีบตั้งท่าเตรียมต่อสู้อย่างเก้ๆกังๆเลียนแบบหนังบู๊ที่เคยดูและมองไปยังรอบด้านเพื่อมองหาก็อบลินป่าที่อาจจะอยู่รอบๆและเขาก็โล่งใจที่ไม่เห็นพวกมันตนอื่นๆนอกจากก็อบบลิ้นป่าที่อยู่ตรงหน้าเขา
"อุ๊ย๊าาา...!" เมื่อเห็นว่ามีมนุษย์ที่จู่ๆก็ปรากฎขึ้นมาก็อบลินป่าก็รีบโจมตีทันทีอย่างไม่รีรอมันปรี่เข้าไปฟาดอาวุธในมืออย่างสุดแรงทันที
'อึ๋ย!' ไมนาสที่ใกับความว่องไวจึงรีบยกดาบในมือป้องกันการโจมตีทันที
เคร้ง..! เสียงโลหะกระทบกันสนั่น
"อุ๊แคว๊กกก!"
"เอ๋..?!"
หลังจากปะทะกัน ต่างฝ่ายต่างอุทานด้วยความใเมื่อการฟาดฟันของก็อบลินป่าที่ปะทะเข้ากับดาบในมือของไมนาสนั้นมันกลับกระเด้งกลับไปด้านหลังโดยที่ไมนาสไม่ได้ออกแรงผลักมันเลยเขาเพียงตั้งท่าป้องกันเท่านั้นแถมเขายังพบว่าแรงโจมตีของมันไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิดเป็เพราะความที่มันตัวเล็กและผอมแห้งจึงทำให้เรี่ยวแรงของมันมีไม่มากพอ
"อุ๊ย๊าาา...!" ก็อบลินป่าไม่ยอมแพ้เมื่ออาวุธของมันเด้งออกจากการปะทะก็รีบฟาดฟันใหม่อีกครั้งทันที
แต่ก็พบว่าการโจมตีของมันก็เด้งออกมาหลังจากการโจมตีทุกครั้ง
"แบบนี้ก็สวยเซ่!"ไมนาสที่เห็นว่าภัยคุกคามเบื้องหน้าไม่ได้หนักหนาอะไร จึงนึกสนุกอยากจะใช้ก็อบลินตนนี้ฝึกการใช้ดาบของตนและเริ่มเป็ฝ่ายโจมตีบ้าง
เคร้งๆๆๆ...
ถึงความแข็งแกร่งของก็อบลินป่าตรงหน้าไมนาสดูค่อนข้างอ่อนแอแต่ความว่องไวของมันถือว่าพอตัวทีเดียวมันสามารถป้องกันได้ทันทุกการโจมตีของเด็กหนุ่มถึงแม้ทุกการโจมตีจะทำให้มันเสียจังหวะที่จะโต้กลับจากแรงสะท้อนของการปะทะกันแต่มันก็ยังรักษาการป้องกันไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ไมนาสที่เป็ฝ่ายโจมตีอยู่นานยังคงสนุกที่เห็นว่ามันไม่อาจทำอะไรเขาได้จึงเปิดโอกาสให้มันเป็ฝ่ายโจมตีเขาบ้าง ทำราวกับว่าเขาไม่เคยเล่นสนุกแบบนี้มาก่อน
หากใครมาเห็นภาพเหตุการณ์นี้ก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไรที่เห็นนักผจญภัยกำลังเล่นฟันดาบกับก็อบลินป่าตัวเล็กๆแบบนี้อยู่นาน
'เท่านี้ก็น่าจะพอได้แล้ว...'
หลังจากผลัดเปลี่ยนการโจมตีและป้องกันอยู่หลายรอบไมนาสคิดว่าการใช้ดาบของตนเริ่มดีขึ้นมาบ้างแล้วและคงไม่เหมาะนักหากปล่อยไว้เช่นนี้นานๆจึงตัดสินใจโจมตีอย่างหนักหน่วงในทันที
ก็อบลินป่าที่ทั้งโจมตีและป้องกันอยู่เป็เวลานานก็ยังคงไม่ยอมแพ้เพราะตัวมันก็คิดว่าตนไม่ได้เสียเปรียบคู่ต่อสู้เพราะต่างฝ่ายต่างก็ทำอะไรกันไม่ได้
แต่แล้วจู่ๆสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เมื่อก็อบลินป่ารับการโจมตีที่รวดเร็วและรุนแรงผิดจากครั้งก่อนๆ
"อุ๊คว๊ากกก...!" ก็อบลินป่าร้องออกมาอย่างใเมื่ออาวุธหลุดมือไปจากแรงกระแทกที่รุนแรงส่งผลให้มือของมันรู้สึกชาไปในทันทีพร้อมทั้งถูกเหวี่ยงไปตามทิศทางที่อาวุธของมันกระเด็นไปจนทำให้มันเสียหลักหมุนตัวหันหลังให้กับไมนาส
ไมนาสเห็นโอกาสเลยรีบฟันซ้ำไปอีกดาบโดยหวังปลิดชีพก็อบลินในดาบเดียว
ฉัวะ....
"คุ๊อ๊ากกกกกกก!!..."
แต่ก็อบลินป่าตัวนี้ก็มีปฏิกิริยาว่องไวมันกระโจนออกให้ห่างเด็กหนุ่มทันทีที่อาวุธของมันหลุดจากมือเลยทำให้ดาบที่ฟันออกของไมนาสโดนเพียงถากๆเข้าที่หลังหัวไหล่ของมันเท่านั้น
แต่ถึงอย่างด้วยการาเ็เพียงเล็กน้อยก็อบลินป่าตัวนี้กลับร้องเสียงดังยาวจนไมนาสแสบหู
"โดนไปแค่นั้นทำเป็สำออยไปได้..."ไมนาสที่กำลังบ่นโดยมใช้มือข้างหนึ่งปิดหูตัวเองไว้เขาไม่คิดว่าด้วยปากที่กว้างผิดปกติของมันจะส่งเสียงร้องได้ลั่นสนั่นป่าขนาดนี้
ก็อบลินป่ามันยังคงร้องต่อไปด้วยเสียงอันดังไม่ยอมหยุด
ไมนาสไม่รอช้ารีบเข้าไปโจมตีต่อทันทีแต่เมื่อเขาเริ่มเคลื่อนไหวเข้าไปโจมตีมันก็รีบถอยหนีรักษาระยะห่างจากเขาทันทีเช่นกันแต่ก็ไม่รวดเร็วเท่ากับไมนาสเพราะเขาไม่ยอมเปิดโอกาสให้มันได้เคลื่อนไหวอีก
เขาพุ่งเข้าไปโดยใช้ท่วงท่าการแทงแบบผิดๆถูกๆแต่เขาก็พยายามเล็งไปที่ที่ลำตัวของมัน ซึ่งเขามั่นใจว่าต้องโดนอย่างแน่นอน
ฉึกกก!
เสียงของดาบเสียบเข้ากลางอกของก็อบลินป่าอย่างรวดเร็วเสียงร้องที่ดังจนแสบแก้วหูของมันจึงหยุดลงในที่สุดเืสีเขียวมากมายไหลซึมออกมาตามรอยแผลปละมีกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งเตะจมูกไมนาสจนอยากอาเจียน
ทำให้เขานึกถึงตอนที่พบกับขบวนของกลุ่มพ่อค้าและนักผจญภัยเมื่อตอนสายของวันนี้เขาเข้าใจในทันทีว่ากลิ่นเ่าั้มีต้นตอมาจากอะไร
"เืของมันเหม็นจริงๆ"ไมนาสบ่นและมองไปยังซากก็อบลินที่อยู่ไม่ห่างจาก "คงต้องหาที่นอนใหม่ซะแล้วสิ"