ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา สีหน้าของอวิ๋นเสวี่ยเวยก็เปลี่ยนไปในทันที "เ้า... เ้าพูดเหลวไหลอะไร! สัตว์นิมิตของข้าจะเป็ไปได้อย่างไรที่จะไม่ฟังคำสั่ง! ข้าเพียงแต่เกรงว่าแรงกดดันของมันจะรุนแรงเกินไป จนทำให้สัตว์นิมิตของผู้อื่นใต่างหาก!"
เดิมทีอวิ๋นหรั่นเยว่เพียง้าลองเชิงดู เมื่อเห็นนางตื่นตระหนกเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้มั่นใจในสิ่งที่ตนคาดการณ์ไว้ขึ้นหลายส่วน
ระหว่างทางมายังโรงประมูล นางได้ให้เสี่ยวอี้ไปสืบเื่ราวของอวิ๋นเสวี่ยเวยไว้แล้ว และพบว่าอีกฝ่ายแทบจะไม่ยอมให้เทาเถี่ยปรากฏตัวเลย หรือหากปรากฏตัวออกมาก็จะรีบเก็บเข้าสู่ห้วงนิมิตอย่างรวดเร็ว
การที่ป่าวประกาศให้คนภายนอกรู้ว่าตนมีสัตว์เทพแต่กลับแทบไม่เคยนำออกมาใช้ต่อสู้กับผู้ใดเลยนั้นถือว่าผิดปกติอย่างยิ่ง และไม่สอดคล้องกับนิสัยโอ้อวดของอวิ๋นเสวี่ยเวยเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงมีความเป็ไปได้สูงมากที่เทาเถี่ยจะไม่ฟังคำสั่งของนาง และนางก็เกรงว่าความลับนี้จะรั่วไหลออกไป
มุมปากของอวิ๋นหรั่นเยว่ยกขึ้นเล็กน้อย "ดูเ้าจะมีปฏิกิริยารุนแรงนะ ข้าก็แค่คาดเดาเท่านั้น ได้ยินว่าอีกเจ็ดวันจะเป็การประลองใหญ่ของสำนัก ข้าหวังจริง ๆ ว่าถึงเวลานั้นจะได้เห็นสัตว์เทพของเ้าสำแดงเดชให้เต็มที่ เพราะในเมื่อเ้าบอกว่าข้าอิจฉาที่เ้ามีสัตว์เทพเช่นนั้นเ้าก็ควรจะแสดงจุดที่ทำให้ข้าอิจฉาออกมาให้เห็นหน่อยมิใช่หรือ?"
อวิ๋นเสวี่ยเวยกำหมัดแน่น นางเข้าร่วมงานประมูลครั้งนี้ก็เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเอง เพื่อที่ว่าเมื่อถึงเวลาจะได้ไม่ต้องพึ่งพาสัตว์นิมิต!
ผู้หญิงปากเสียคนนี้พูดไม่ผิดเลย เทาเถี่ยไม่ฟังคำสั่งของนางเลยแม้แต่น้อย แถมยังกินเก่งเป็ที่สุด หลายปีมานี้นางยากจนลงเพราะอะไร? ก็เพราะถูกเทาเถี่ยกินจนหมดตัวน่ะสิ! หากไม่ใช่เพราะการที่เทาเถี่ยแข็งแกร่งขึ้นจะช่วยยกระดับพลังบำเพ็ญของนางได้ นางคงอยากจะยัดมันกลับเข้าไปในเปลือกไข่ให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครสงสัยในตัวสัตว์เทพของนางเลย เหตุใดผู้หญิงคนนี้ถึงสามารถชี้จุดอ่อนของนางได้อย่างแม่นยำเช่นนี้?
นางเป็ใครกันแน่?
"เ้าอิจฉาข้าชัด ๆ แต่ไม่กล้ายอมรับออกมา จิตใจของเ้านั้นช่างมืดบอดนัก! ที่ข้าไม่ให้เทาเถี่ยปรากฏตัวก็เพียงเพราะ้าให้มันหลับให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น!" อวิ๋นเสวี่ยเวยเกรงว่าคนภายนอกจะเข้าใจผิดจึงรีบะโอธิบายเสียงดัง
"เ้าบอกว่าข้าจงใจเล่นงานเ้า เื่นี้ถูกต้องแล้ว แต่ไม่ใช่เพราะความอิจฉาเป็เพราะข้า… ไม่ถูกชะตากับเ้าต่างหาก!" อวิ๋นหรั่นเยว่เน้นน้ำหนักที่สี่คำสุดท้ายเป็พิเศษ พร้อมกับแฝงไปด้วยการยั่วยุอย่างรุนแรง
ข้าไม่ถูกชะตากับเ้า จงใจเล่นงานเ้า แล้วจะทำไม?
"ไม่ใช่แค่ตอนนี้ที่ข้าจะเล่นงานเ้า แต่ในภายภาคหน้าขอเพียงที่ใดมีข้าอยู่ เ้าจงถอยห่างออกไปให้ไกล มิเช่นนั้นเ้าจะพบกับความซวยอย่างยิ่ง" น้ำเสียงของนางช่างเกียจคร้านยิ่งนัก ท่วงทำนองเสียงสูงขึ้นเล็กน้อยดูร่าเริงราวกับกำลังพูดถึงเื่ที่น่าสนุกเื่หนึ่ง
"เ้าคนโอหัง! เ้าเป็ตัวอะไรกัน! กล้าดีอย่างไรถึงสั่งให้เสวี่ยเวยถอยห่าง จงไสหัวออกมาคุกเข่าขอโทษเสวี่ยเวยเดี๋ยวนี้!" ชีหยวนจงลุกขึ้นด้วยความโกรธแค้น พร้อมกับชี้หน้าด่าทอไปยังห้องรับรองพิเศษ
เหล่าผู้ติดตามของอวิ๋นเสวี่ยเวยที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็โกรธจัดจนแทบคลั่ง พากันประณามและด่าทออวิ๋นหรั่นเยว่เพื่อทวงความยุติธรรมให้แก่อวิ๋นเสวี่ยเวย
อวิ๋นเสวี่ยเวยเห็นผู้คนมากมายออกหน้าแทนตน ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกลำพอง กล้าดีอย่างไรมาทำตัวจองหองเป็ศัตรูกับนาง นี่มันคือการรนหาที่ตายชัด ๆ !
"ใครก็ได้ไล่คนที่ส่งเสียงดังที่สุดสองสามคนนี้ออกไป และเพิ่มชื่อเข้าสู่บัญชีดำของหอการค้าโยวหลงด้วย" ทันใดนั้นผู้ดูแลหลินที่อยู่บนเวทีก็ชี้ไปยังกลุ่มของชีหยวนจงแล้วกล่าวขึ้น
บัญชีดำ!
อวิ๋นเสวี่ยเวยถึงกับตะลึง "ผู้ดูแลหลิน เห็นชัด ๆ ว่าแม่นางจิ่วเยว่เป็ฝ่ายเริ่มก่อน! เหตุใดท่านถึงไม่ไล่นางออกไปเล่า!"
"นางเป็แขกพิเศษ แล้วพวกเ้าเล่าเป็หรือไม่? หรือว่าเ้าเองก็อยากจะถูกเพิ่มชื่อเข้าบัญชีดำด้วยเช่นกัน?" ผู้ดูแลหลินมองนางด้วยใบหน้าไร้อารมณ์
อวิ๋นเสวี่ยเวยรีบหุบปากทันที นางรู้สึกโชคดีที่เมื่อครู่ไม่ได้อาละวาดเสียงดัง มิเช่นนั้นหากถูกเพิ่มชื่อเข้าบัญชีดำคงถูกผู้คนหัวเราะเยาะจนตายแน่
หอการค้าโยวหลงมีสาขาอยู่ทั่วทั้งทวีป ซึ่งรวมถึงโรงรับฝากเงิน โรงประมูล และหอการค้า หากถูกเพิ่มชื่อเข้าบัญชีดำแม้แต่ประตูร้านเหล่านี้ก็ยังก้าวเข้าไปไม่ได้! ต่อไปอย่าหวังว่าจะได้ซื้อของดี ๆ อีกเลย!
ในขณะเดียวกันความเกลียดชังที่มีต่ออวิ๋นหรั่นเยว่ก็ยิ่งฝังรากลึกขึ้น เพียงวันเดียวที่นางต้องเผชิญกับความอัปยศหลายครั้งเพราะสตรีคนนี้ จากเดิมที่นางเป็คนที่ถูกยกย่องเชิดชู แต่คราวนี้กลับกลายเป็ตรงกันข้าม! เช่นนี้จะให้ใจนางรู้สึกดีได้อย่างไร!
ภายในห้องโถง ผู้คนจำนวนมากต่างตกตะลึงและประหลาดใจ ชีหยวนจงเป็ถึงรัชทายาทแห่งแคว้นซื่อเซี่ยง แต่กลับถูกเพิ่มชื่อเข้าบัญชีดำง่าย ๆ เช่นนี้เชียวหรือ? ดูท่าว่าสตรีที่อยู่ในห้องรับรองพิเศษคนนั้น จะเป็บุคคลที่ไม่ควรล่วงเกินโดยเด็ดขาด
"ลูกรักไปกันเถอะ กลับบ้านไปนอนกัน" อวิ๋นหรั่นเยว่ลุกขึ้นยืนหาวหวอดหนึ่งที แล้วจูงมือน้อย ๆ ของลูกชายเดินออกจากประตู
แม้ว่าการตบหน้าอวิ๋นเสวี่ยเวยจะทำให้รู้สึกสะใจยิ่งนัก แต่โลกนี้กว้างใหญ่ สิ่งใดก็ไม่สำคัญเท่ากับการนอนเพื่อความงาม เื่หยุมหยิมอื่นหลีกทางไปให้พ้น
ที่ประตูพนักงานนำขลุ่ยหยกเก้าสุริยันมาส่งให้
"ขอบคุณขอรับท่านอา!" เสี่ยวอี้ยื่นถุงเก็บของที่บรรจุหินิญญาซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าให้
"นายท่านของข้าบอกว่าขลุ่ยหยกเล่มนี้มอบให้พวกท่านขอรับ"
"ท่านแม่บอกว่ารับของผู้อื่นมาเปล่า ๆ ไม่ได้ ยิ่งเป็ของมีค่ายิ่งรับไม่ได้ขอรับ" เสี่ยวอี้ยืนกรานที่จะยื่นถุงหินิญญาให้ พนักงานเห็นว่าถุงนั้นเบากว่าที่คิดไว้มากจึงรับมา
แต่เมื่อเปิดออกดูเขาก็ถึงกับตะลึง เพราะข้างในกลับเป็หินิญญาชั้นยอดที่มีพลังิญญาเข้มข้นที่สุด ซึ่งเปล่งประกายแสงสีม่วงเจิดจ้า
หินิญญาชั้นยอดเพียงก้อนเดียว สามารถให้พลังิญญาแก่พื้นที่ขนาดเท่าหนึ่งหมู่บ้านได้นานหลายปี! ในทวีปฉิงอวิ๋นทั้งหมดมีเหมืองหินิญญาที่ผลิตหินิญญาชั้นยอดได้เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น!
จำนวนหินิญญาชั้นยอดในถุงเก็บของใบนี้มีมูลค่ามากกว่าหินิญญาคุณภาพต่ำแปดสิบล้านก้อนเสียอีก! เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ไม่คิดจะเอาเปรียบโรงประมูลเลยแม้แต่นิดเดียว!
เขารีบถือถุงเก็บของไปหานายท่านของตนทันที
อวิ๋นหรั่นเยว่จูงมือเสี่ยวอี้เดินออกจากโรงประมูล แต่เดินไปได้ไม่ไกลก็ได้ยินเสียงฝีเท้าค่อย ๆ เดินตามมา เสี่ยวอี้แยกเขี้ยวแล้วชักกรรไกรออกมา เมื่อหันกลับไปมองปรากฏว่าเป็ท่านอาหน้ากาก เขาจึงเก็บกรรไกรและส่งยิ้มที่น่ารักให้
"ท่านอาหน้ากาก ท่านจะกลับสำนักพร้อมกับพวกเราหรือไม่ขอรับ?"
หลงเยี่ยเยี่ยนพยักหน้าด้วยใบหน้าเรียบเฉย พร้อมกับคืนถุงเก็บของที่บรรจุหินิญญาชั้นยอดให้ในมือของเด็กน้อย "หินิญญาชั้นยอดสามารถใช้ในการบำเพ็ญเพียรได้และหาได้ยากยิ่ง พวกเ้าเก็บไว้เถิด"
จากนั้นเขามองไปยังอวิ๋นหรั่นเยว่แล้วกล่าวว่า "ดูเหมือนเ้าจะรู้จักกับปรมาจารย์จานซีแห่งสำนักสุริยันแดง?"
อวิ๋นหรั่นเยว่กะพริบตา "โอ้? เพียงเพราะข้าประมูลขลุ่ยหยกของเขามาได้ เ้าจึงคิดว่าข้ารู้จักเขางั้นหรือ?"
"สัญชาตญาณบอกข้าว่าเ้าน่าจะมีสายสัมพันธ์บางอย่างกับเขา"
"สัญชาตญาณ? ดูเหมือนสัญชาตญาณของเ้าจะแม่นยำเสมอ เ้าถึงได้ใช้น้ำเสียงที่มั่นใจเช่นนี้ แต่ก็ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ข้ารู้จักเขาจริง ๆ และยังเป็ศิษย์สายตรงของเขาด้วย"
หลงเยี่ยเยี่ยนมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
จานซีสิ้นชีพลงอย่างกะทันหันเมื่อสิบปีก่อน ซึ่งเมื่อสิบปีก่อนนางน่าจะมีอายุเพียงสิบกว่าขวบเท่านั้น อีกทั้งนางยังมีมรดกของสำนักาาผี และกระบี่เก้าดารา นางมีที่มาอย่างไรกันแน่?
หลงเยี่ยเยี่ยนรู้สึกว่าตัวนางเต็มไปด้วยปริศนาที่ซ้อนทับกัน ซึ่งกระตุ้นให้ผู้คนอยากจะทำความรู้จักนางให้มากขึ้นไปอีกขั้น
ในตอนนั้นเอง อวิ๋นหรั่นเยว่พลันเหลือบมองไปด้านหลัง "มีหนูตัวเล็กที่ชอบซ่อนตัวในท่อระบายน้ำอยู่สองสามตัว"
ในมือของหลงเยี่ยเยี่ยนปรากฏกระบี่เล่มหนึ่ง กระบี่พุ่งทะยานออกไปราวกับผ่าไม้ไผ่ เพียงชั่วลมหายใจไม่กี่ครั้งกระบี่ก็บินกลับเข้าฝักโดยที่ไม่มีแม้แต่หยดเืติดอยู่เลย
ในมุมมืดนักล่าอิสระหกคนที่ปลอมตัวมาเพื่อสะกดรอยตามชิงสมบัติ ต่างล้มลงจมกองเืโดยไม่อาจส่งเสียงร้องออกมาได้แม้แต่คำเดียว และตายสนิทอย่างไม่อาจฟื้นคืน
อวิ๋นหรั่นเยว่มองกระบี่ของเขาอีกครั้ง พร้อมกับยกมุมปากขึ้น "นี่คือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มสุดท้ายที่อาจารย์ของข้าสร้างขึ้นก่อนสิ้นใจ ไม่นึกเลยว่ามันจะมาอยู่ในมือเ้า ดูเหมือนว่าพวกเราเองก็มีสายสัมพันธ์ต่อกันไม่น้อย"
หลงเยี่ยเยี่ยนไม่ได้ตอบคำใด เขาเพียงก้าวเดินนำหน้าไป เขาเคยรับปากว่าจะปกป้องสองแม่ลูกนี้แล้ว จะไม่ผิดคำพูดเด็ดขาด
เมื่อทั้งสามเดินจากไปไกล ที่หัวมุมถนนอันห่างไกล อวิ๋นเสวี่ยเวยที่ใบหน้าซีดเผือดก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับลูบอกตนเอง
นางรีบออกมาั้แ่การประมูลยังไม่จบเพราะ้าขอหินิญญาจากชีหยวนจง เพื่อประมูลสิ่งของชิ้นอื่น ๆ ที่เหลือ แต่ใครจะรู้ว่านางกลับบังเอิญเห็นชายสวมหน้ากากคนนั้นเดินลงมาจากชั้นบนของโรงประมูล และทุกคนต่างปฏิบัติกับเขาอย่างนอบน้อมยิ่ง
นางตระหนักได้ทันทีว่าชายผู้นี้มีความเป็ไปได้สูงมากที่จะเป็เ้าของหอการค้าโยวหลง!