พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงแสงสีส้มแดงฉาบท้องฟ้าเบื้องบน ขณะที่ ลลิตา คุณแม่คนสวยหอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายอ่อนล้าจากการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดตลอดทั้งวัน มือข้างหนึ่งกุมมือ นนท์ ลูกชายสุดที่รัก ไว้แน่น ดวงตาคมกริบสอดส่ายมองหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่ไม่อาจเรียกว่ามนุษย์ได้อีกต่อไป
“แม่ครับ ตรงนั้น” นนท์ชี้นิ้วไปยังเงาตะคุ่มของคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ท่ามกลางความมืดสลัวของยามสนธยา รอบคฤหาสน์เต็มไปด้วยแมกไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นอย่างอิสระไร้การดูแล กิ่งก้านสาขาของต้นไทร และต้นหางนกยูงแผ่ปกคลุมราวกับม่านธรรมชาติ เถาวัลย์หนาเตอะเลื้อยพันกำแพงหินเก่าแก่จนแทบมองไม่เห็นเนื้อปูน ดอกลั่นทมสีขาวอมชมพูร่วงหล่นเกลื่อนพื้นหญ้าที่ขึ้นสูงท่วมเข่า ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยมาตามลมปะทะกับกลิ่นสาบของซากปรักหักพังที่อยู่ไม่ไกล คฤหาสน์หลังนั้นดูเก่าแก่และทรุดโทรม แต่ก็ยังคงความสง่างามไว้อย่างน่าประหลาด
ลลิตาพยักหน้า พาร่างที่อ่อนล้าของตัวเอง และลูกชายตรงไปยังคฤหาสน์หลังนั้นอย่างไม่ลังเล เสียงครวญครางของซอมบี้ยังคงแว่วมาจากที่ไกล ๆ ยิ่งกระตุ้นให้ทั้งสองก้าวเท้าเร็วขึ้น เมื่อมาถึงหน้าประตูเหล็กดัดขนาดใหญ่ บานพับก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับไม่ได้ถูกเปิดมานาน นนท์ใช้แรงทั้งหมดที่มีดันประตูให้เปิดออก เสียงเหล็กเสียดสีกันดังบาดหู แต่ในเวลานั้นไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการเอาชีวิตรอด...
ภายในคฤหาสน์นั้นมืดสนิท กลิ่นอับชื้น และกลิ่นของฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงสุดท้ายของวัน สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักเป็บางส่วน เผยให้เห็นโถงทางเดินกว้างขวางที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาวเก่าๆ ราวกับถูกทิ้งร้างมานานหลายเดือน
"ไม่มีใครอยู่ และก็ไม่มีพวกมันด้วยครับแม่” นนท์พูดเสียงเบา ๆ ขณะเดินสำรวจรอบๆ ตัวอย่างระมัดระวัง เขาเห็นฝุ่นหนาเตอะเกาะอยู่บนพื้นไม้ปาร์เกต์ ไม้แต่ละแผ่นบิดงอมีรอยแตกเป็ทางยาว ประติมากรรมหินอ่อนที่ตั้งอยู่มุมห้องดูเก่าคร่ำคร่า มีรอยคราบสกปรก ผ้าคลุมที่คลุมเฟอร์นิเจอร์แทบทุกชิ้นนั้นผุเปื่อยจนเห็นเนื้อไม้ด้านในที่บวมพอง ภาพวาดบนผนังที่ซีดจางจนแทบมองไม่เห็นรายละเอียด กรอบรูปบางชิ้นหลุดร่วงลงมาแตกกระจายบนพื้น บนโต๊ะกลางห้องนั่งเล่น มีแจกันคริสตัลเก่าแก่ที่แตกหัก กีบดอกไม้แห้งกรอบร่วงหล่นอยู่รอบๆ และเศษแก้วกระจัดกระจายไปทั่วราวกับเพิ่งเกิดเหตุร้ายขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
ลลิตาถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เธอปล่อยมือจากลูกชาย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพื้นพิงกำแพงอย่างหมดแรง
“งั้นพวกเราก็อยู่ที่นี่กันสักพักนะนนท์ จนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยจริงๆ” ลลิตาพูดเสียงแหบพร่า พลางเอื้อมมือไปลูบผมลูกชายเบาๆ
นนท์พยักหน้า ก่อนจะมองไปรอบๆ อีกครั้ง ในความมืดสลัวของคฤหาสน์ร้างแห่งนี้ เขารู้สึกถึงความเงียบสงัดที่ปกคลุมอยู่ มันเป็ความเงียบที่น่าขนลุก แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด ปลอดภัยจากเสียงครวญคราง และฝีเท้าอันหนักอึ้งของพวกซากศพเดินได้
“แม่เหนื่อยมากใช่ไหมครับ” นนท์ถามอย่างเป็ห่วง
“นิดหน่อยจ้ะ แต่แม่ยังไหว" ลลิตาเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความอ่อนล้า แต่ก็ยังคงฉายแววของความเข้มแข็งและความมุ่งมั่น
ทั้งสองนั่งพักอยู่ตรงนั้น ก่อนปล่อยให้ความมืด กับความเงียบของคฤหาสน์โอบล้อมพวกเขาไว้ ด้วยหวังว่าแสงแรกของวันพรุ่งนี้จะนำพาความหวัง และทางรอดมาให้...
คงเพราะความเหนื่อยล้ามานานสองแม่ลูกจึงเผลอหลับไป มารู้สึกตัวอีกครั้งก็เป็เวลาเช้าของวันใหม่แล้ว นนท์กับลลิตาตื่นขึ้นมาในคฤหาสน์ของใครก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ ๆ คือมันปลอดภัยกว่าทุกที่ที่พวกเขาเคยอยู่ พอรู้สึกสบายใจ ร่างกายก็้าสารอาหารขึ้นมาทันที ทว่า...จะกินอะไรกันเล่า?
“คฤหาสน์ร้างแบบนี้ไม่น่าจะอาหารแห้งเก็บไว้” ลลิตาเอ่ยขึ้น
“ถ้าไม่มีอาหารแห้ง งั้นพวกเราก็ต้องหาอาหารสด”
“อาหารสด? ลูกจะล่าสัตว์เหรอ นนนท์!!” ลลิตาดูจะใเป็อย่างมาก นนท์เลยรีบอธิบายว่า เขาหมายถึงพวกผักผลไม้สดเพราะ ก่อนจะเข้ามาในข้างในเหมือนนนท์จะเห็นมีพืชหลายอย่างขึ้นอยู่รอบ ๆ คฤหาสน์ ดังนั้นทั้งสองจึงพากันออกไปดู...
“มะ...ไม่จริงน่า!!!” นนท์ถึงกับตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะเมื่ออกมาดู ภาพที่เห็นภายในกำแพงคฤหาสน์ยามนี้มันคือ ต้นมะเขือเทศ เดินเลยไปอีกนิด ก็มีแปลงผักขนาดย่อม ๆ กับบ่อน้ำขนาดไม่ใหญ่มาก ในบ่อดูเหมือนจะไม่มีปลา แต่เต็มไปด้วยเศษใบไม้แห้งที่ลอยไปมา ทุกอย่างดูเหมือนจะน้อยนิดแต่มันมีความหมายสำหรับสองแม่ลูกมาก ๆ ของเหล่านี้จะต่อชีวิตพวกเขาไปได้อีกหลายวัน ขั้นตอนต่อไปก็คือการจุดไฟเพื่อต้มน้ำ สำหรับดื่ม และประกอบอาหาร ตรงจุดนี้นับว่าเป็โชคดีมากเพราะนนท์มีไฟแช็กในกระเป๋าสัมภาระพอดี
จากสถานการณ์เลวร้ายขั้นวิกฤติของสองแม่ลูกก่อนหน้า เวลานี้ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้นเป็อย่างมาก ทั้งสองมีที่หลบภัยแ่าปลอดภัย มีน้ำดื่ม มีไฟ และมีเสบียง อาจจะไม่ได้สะดวกสบายเท่าชีวิตก่อนหน้า แต่หากเทียบกับมนุษย์คนอื่น ๆ บนโลกในยามนี้ ทั้งสองก็ดูน่าอิจฉายิ่งกว่าใคร ๆ เลยทีเดียว...
ผ่านไป 2 วัน ในตอนบ่าย ๆ ของวันที่อากาศกำลังดี นนท์ในสภาพที่กำลังมอมแมมกำลังยกจอบถางหญ้าอย่างแข็งขัน เนื่องจากรอบคฤหาสน์หลังมีหญ้าขึ้นรกเต็มไปหมด หากไม่กำจัด พวกมันคงเติบโตจนสูงท่วมหัวเป็แน่ และ นนท์เองก็้าขยายแปลงผักเพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อทำการเกษตร ส่วนลลิตานั้น นั่งดูลูกชายของเธออยู่ห่าง ๆ ในร่ม พร้อมกับอ่านหนังสือที่พบในคฤหาสน์ไปด้วย
ทว่า...่แรก ๆ ลลิตาก็อ่านหนังสือไป มองดูลูกชายไปอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่หัวใจของเธอจะเริ่มรู้สึกแปลก ๆ เหตุใดมัดกล้ามของนนท์เวลาเขาไม่ได้ใส่เสื้อมันถึงน่ามองแบบนี้? เหงื่อที่ไหลอาบก็ไปทั่วร่างก็ช่างดูสมชายชาตรียิ่งนัก ลลิตาถึงกับหยุดมองตาไม่กะพริบ ก่อนที่หญิงสาวผู้เป็มารดาจะพลันดึงสติกลับมา จากนั้นความรู้สึกอันสับสนก็ถาโถมเข้าเล่นงานเธอ
“นะ...นี่เราเป็อะไรไป นะ...นั้น ตานนท์ลูกชายของเรานะ ถะ...ถึงเรากับตานนท์จะเคย...เคยทำเื่น่าอายแบบนั้นกัน ตะ...แต่มันก็เป็เื่ในอดีต หยุดคิดอะไรแบบนั้นนะ!! ยัยลลิตา” ลลิตาหลับตาสั่นหน้า สะบัดความคิดไหวหวั่นกับลูกชายทิ้ง ทว่า...ในตอนนั้นเอง
“แม่ครับ...”
“....?”
“แม่ครับ!!!”
“วะ....ว้าย!! มีอะไรนนท์แม่ใหมด ะโซะดังเลย”
“แม่เป็อะไรครับ นั่งสั่นหัวไปมา นนท์เรียกก็ไม่ตอบ”
“อะ....อ๋อ แม่...แม่สะบัดแมลงน่ะ ไม่มีอะไรหรอก พอดีมีเหมือนมีตัวอะไรมาเกาะหัวเมื่อกี้ ตอนนี้มันไปแล้ว นนท์มีอะไรเหรอลูก?” ลลิตายิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเอ่ยถามลูกชาย
“นนท์จะบอกว่า นนท์ถางหญ้าเสร็จแล้ว เหนื่อย แล้วก็ร้อนมากอยากไปอาบน้ำน่ะครับ”
“งะ...งั้นเหรอจ๊ะ จะว่าไปตอนนี้ก็เย็นมากแล้วนี่เนอะ งั้นพวกเราเข้าไปข้างในกันดีกว่า” ลลิตาพูดด้วยเสียงตะกุกตะกักก่อนที่เธอจะพลันลุกขึ้น และเดินจ้ำอ้าวกลับเข้าไปในคฤหาสน์ เ้านนท์ก็ได้ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงุนงงก่อนที่มันจะเดินตามเธอไป...
นับเป็เื่โชคดีอีกเื่ ที่คฤหาสน์หลังนี้มีห้องน้ำ กับอ่างอาบน้ำที่กว้างขวางมาก ๆ แค่ตักน้ำจากบ่อน้ำมาเทใส่ก็สามารถลงไปแช่ได้แล้ว เ้านนท์ไม่รอช้าถอดเสื้อผ้า และลงไปแช่ในอ่างอย่างผ่อนคลาย การทำงานมาเหนื่อย ๆ ทั้งวัน แล้วได้แช่น้ำแบบนี้มันช่างมีความสุขซะเหลือเกิน ทว่า...
ในตอนที่มันกำลังหลับตาทอดกายอยู่ในนั้น สิ่งไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!!
เสียงเปิดประตูห้องน้ำ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่ก้าวเข้ามา..
“หือ!? มะ....แม่!!!” เ้านนท์พลันลืมตาตื่นขึ้น ก่อนจะหันไปเห็นร่างเปลือยเปล่าของลลิตาที่เดินเข้ามาใกล้
“แม่....เข้ามาทำไมครับ จะ...จะอาบน้ำเหรอครับ” เ้านนท์ละล่ําละลักถามด้วยความใ ส่วนลลิตานั้นระบายยิ้มกว้าง ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าลงมาในอ่างอาบน้ำ พร้อมเอ่ยว่า “แม่อยากจะมาถูหลังให้นนท์น่ะ เห็นลูกทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ไม่ว่าแม่นะ” คำตอบของเธอทำเอาเ้านนท์ชะงักนิ่งไปเล็กน้อย
“อะ...อ๋อ แบบนี้นี่เอง ทำเอานนท์ใหมดเลย ละ...แล้วแม่ไม่...ไม่อายเหรอครับ คือพวกเรากำลังไม่ได้...ไม่ได้ใส่อะไรเลย”
“อายเอยอะไรเล่า ทำยังกับ....นนท์ไม่เคยเห็นแม่โป๊” ลลิตาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบาพร้อมกับท่าทางเอียงอาย ทว่า...ในยามนั้นหัวใจของเ้านนท์กลับเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก บวกกับในเวลานี้น้ำในอ่างใสจนมันสามารถมองเห็นรูปร่างขาวสง่าของมารดามันภายในอ่างได้อย่างแจ่มชัด
ทุกอย่างดูน่าเหลือเชื่อมาก ๆ เพราะก่อนหน้านี้เ้านนท์เคยคิดชั่ว ทำอกุศลโดยที่ลลิตาไม่ยินยอม ทว่า...ในเวลานี้ มันกลับได้เปลือยกายอยู่กับมารดาคนงามในอ่างน้ำเดียวกัน ทุกอย่างเหมือนความฝันไม่มีผิด...
จากนั้นลลิตาก็ให้นนท์นั่งหันหลัง ก่อนจะเริ่มใช้ผ้าถูหลังให้ หญิงสาวมองแล้วรู้สึกว่า แผ่นหลังลูกชายเธอช่างกว้างใหญ่ ดูบึกบึนสมชายชาตรีเป็อย่างมาก "นนท์โตเป็หนุ่มขนาดนี้ั้แ่เมื่อไรกัน" จากนั้นเธอจึงหยุดใช้ผ้าขัดถู และเปลี่ยนมาเป็บีบหนวดที่ไหลแทน เ้านนท์รู้สึกดีมาก ทุกััของมือมารดาคนสวยของมันช่างนิ่มนวลยิ่งนัก
“อืมส์....ดีจังครับแม่ น้ำหนักของมือแม่กำลังดีเลย แบบนี้ผมคงต้องให้มานวดให้ทุกวันซะแล้ว” เ้านนท์หลับตาพริ้มก่อนเอ่ยขึ้น
“ดีจังที่ลูกชอบ งั้นแม่จะนวดให้ทุกวันแล้วก็....”
“แล้วก็อะไรครับ?”
“แล้วก็ทำแบบนี้ด้วย....” ลลิตาเอ่ยตอบสั้น ๆ ก่อนที่เธอจะละมือจากไหล่ของเ้านนท์ และอ้อมไปด้านหน้าเพื่อทำอะไรบางอย่าง เ้านนท์ถึงกับสะดุ้งโหยง สองตาเบิกกว้างใสุดขีด เมื่อพบว่ายามนี้มือนิ่ม ๆ ของมารดาคนสวย กำลังกำรอบท่อนเอ็นแข็งโด่ของมันอยู่!!
จบตอน