วันที่นางคลอดบุตร เป็วันเดียวกันกับที่สามีสารเลวของนางกลับมาจากหัวเมืองทางเหนือ เขาเฝ้าฟังข่าวอย่างใจจดใจจ่อ ว่านางจะให้กำเนิดบุตรชายหรือไม่
แต่เมื่อบุตรที่นางคลอดออกมากลายเป็บุตรสาวที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายคลึงกับเขา แต่กลับมีดวงตาคล้ายคลึงกับเซี่ยจิ่นเฉิง แทนที่จะเกิดความรู้สึกรักใคร่บุตรของตน เขากลับรู้สึกเกลียดชังบุตรสาวของตนจนเข้าไส้
เสิ่นซิ่วเต๋อไม่รอช้า รีบออกคำสั่งให้หัวหน้าหญิงรับใช้ขับไล่สองแม่ลูกนั่นไปใช้ชีวิตตกระกำลำบากอยู่ในชนบทอันห่างไกล ได้ไปอยู่นอกจวนสกุลเสิ่น แม้จะลำบากกายอยู่บ้าง แต่ก็มีข้าวให้กินอิ่มท้อง ไม่มีใครคอยพูดจาเสียดสี ไม่มีใครคอยกลั่นแกล้งรังแก ทุกค่ำคืนนางกับลูกนับว่านอนหลับได้เต็มตา
เพียงเท่านี้ก็ถือเป็่เวลาที่สงบสุขของนางกับลูกแล้ว
ต่อมาเสิ่นซิ่วเต๋อก็แต่งงานกับองค์หญิงเหยียนซี เซี่ยหลันชิงที่ได้ยินข่าว ก็พลอยรู้สึกเบาใจ ในเมื่อเขาแต่งงานใหม่แล้ว เขาย่อมใช้เวลาอยู่กับสตรีผู้นั้น คงไม่มีเวลาหันมาสนใจนางนักหรอก
แต่ผิดคาด... ไม่รู้ว่าผีเข้าหรืออย่างไร จู่ ๆ เขากลับสั่งให้ทหารคนสนิทมารับนางและลูกกลับจวน จากนั้นเขาก็ทรมานเคี่ยวกรำนางเช่นเดิม ทำเหมือนที่เขาเคยทำกับนางมาโดยตลอด
ที่เ็ปที่สุดก็คือ เขาไม่เคยยอมให้ลูกเรียกเขาว่าบิดา ทั้งไม่ยอมให้ลูกสาวของนางใช้แซ่เสิ่นตามบิดา อีกทั้งยังพูดกับซินเอ๋อร์ที่ยังไม่รู้ความนัก ว่านางเป็เพียงลูกของบ่าวเลี้ยงม้าชั้นต่ำคนหนึ่งที่เซี่ยหลันชิงสมสู่ด้วยเท่านั้น
องค์หญิงเหยียนซีที่เห็นว่าสามีของตนเข้าไปหลับนอนกับสาวใช้อุ่นเตียงคนนี้แทบวันละสามครั้งหลังอาหาร นางก็เกิดใจชิงชังเซี่ยหลันชิงยิ่งนัก
องค์หญิงเหยียนซีกลั่นแกล้งรังแกสองแม่ลูกสารพัด บางครั้งก็แค่รังแกขำ ๆ แต่บางครั้งก็หมายจะเอาชีวิต ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เซี่ยหลันชิงกับลูกสาวต้องทนถูกรังแก คนเป็แม่ย่อมพอจะทานทนได้ แต่ลูกสาวนางที่อ่อนแอั้แ่เกิด กลับไม่อาจทนได้ไหว
เซี่ยหลันชิงไม่เหลือความเป็คนอีกแล้ว นางหลงเหลือเพียงความเป็แม่ นางคุกเข่าอยู่ท่ามกลางหิมะเย็นจัด ร่างกายแข็งทื่อ เข่าของนางาเ็จนไร้ความรู้สึก ศีรษะของนางโขกกับพื้นธรณีไม่หยุดจนเป็แผลเหวอะหวะ เสียงอันสั่นเครือของนางร่ำร้องประโยคเดิมซ้ำ ๆ
“ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพช่วยซินเอ๋อร์ด้วยเ้าค่ะ”
แต่หลังประตูบานนั้นกลับไร้เสียงตอบรับ...
ไม่รู้ว่าเป็เวลานานแค่ไหนที่นางนั่งอ้อนวอนอยู่อย่างนั้น แล้วชั่วขณะหนึ่ง เสี่ยวเหอ สาวใช้ภายในจวนเสิ่นที่เป็สหายเพียงคนเดียวของนาง ก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาหานางด้วยใบหน้าแดงก่ำ สีหน้าของเสี่ยวเหอดูไม่สู้ดีนัก
“แม่นางเซี่ย... ละ ลูก ลูกสาวของเ้าจากไปแล้ว”
เสี่ยวเหอเอ่ยเสียงสั่น ใบหน้าของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะความหนาวเหน็บหรือเพราะความะเืใจกันแน่
ทันทีที่ได้ฟังอย่างนั้น ในหัวของเซี่ยหลันชิงพลันขาวโพลนและปวดหนึบปานถูกสายอสุนีบาตฟาดลงกลางกระหม่อม น้ำตาเม็ดโตไหลพรูออกจากหางตาปานธารน้ำไหล
เส้นความอดทนสายสุดท้ายของเซี่ยหลันชิงขาดสะบั้น นางะโกรีดร้องออกมาเหมือนคนบ้า ลึก ๆ แล้วนางรู้อยู่เต็มอก ว่าค่ำคืนนี้ลูกของนางอาจไม่รอด แต่หัวอกคนเป็แม่ก็ไม่อาจทำใจยอมรับได้
หากว่าเสิ่นซิ่วเต๋อยอมช่วยเหลือ อย่างไรลูกของนางก็รอด
ไม่เพียงโทษว่าเป็ความผิดของเสิ่นซิ่วเต๋อที่ละเลยชีวิตน้อย ๆ ของบุตรสาว แต่นางเองก็โทษตัวเองเหมือนกัน โทษว่านางเป็มารดาที่ไม่เอาไหน ไม่อาจปกป้องชีวิตของลูกสาวเอาไว้ได้
นางร้องไห้เจียนจะขาดใจ แต่ทว่าประตูบานนั้นก็ยังไม่คลี่เปิดออกเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เสียงที่ดังเล็ดลอดออกมายิ่งทำให้เซี่ยหลันชิงปวดใจหนักเข้าไปอีก เพราะมันเป็เสียงร้องครวญครางขององค์หญิงเหยียนซี
พวกเขาคงกำลังร่วมรักกันอยู่...
เซี่ยหลันชิงค่อย ๆ กระเสือกกระสนลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางโงนเงนเหมือนเด็กหัดเดิน ยังดีที่มีเสี่ยวเหอคอยประคองอยู่ข้าง ๆ หาไม่เช่นนั้นนางคงลุกขึ้นยืนไม่ไหวแล้ว
คราวนี้นางไม่มัวนั่งโง่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว นางเลือกเดินกลับไปยังเรือนเล็กท้ายจวน ที่เป็ที่อยู่ของนางกับลูก ทันทีที่กลับไปถึง เซี่ยหลันชิงรีบถลันเข้าไปกอดร่างที่ผ่ายผอมของลูกสาวเป็ครั้งสุดท้าย
ร่างกายของซินเอ๋อร์เย็นชืดเหมือนก้อนหินกลางลมหมอก ลูกสาวของนางคงตายมาได้สักพักแล้ว เสียดายที่แม่คนนี้ไม่ได้อยู่ข้างนางใน่ลมหายใจสุดท้าย
เซี่ยหลันชิงไม่ได้ร้องไห้อย่างคนเสียสติ แต่นางกลับคลี่ยิ้มออกมาจาง ๆ อย่างคนจิตวิปลาส จิตใต้สำนึกสายหนึ่ง บอกว่าเสียใจ ที่ต้องเสียลูกสาวไป แต่จิตใต้สำนึกอีกสายหนึ่งกลับบอกว่า ดีใจที่ลูกสาวของนางได้หลุดพ้นเสียที
เหลือแต่นางเพียงคนเดียวเท่านั้น... ที่ยังไม่หลุดพ้น...
เซี่ยหลันชิงหันมองเสี่ยวเหอด้วยสายตาสุดเศร้าโศก นางชี้นิ้วไปที่กล่องไม้ใบหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมห้อง แล้วเอ่ยเสียงเฉื่อยออกมาว่า...
“ของพวกนี้เ้าเก็บเอาไว้นะ เดิมทีข้าตั้งใจจะมอบให้ซินเอ๋อร์ตอนนางโต เอาไว้เป็สินเดิมแต่งงาน แต่คงไม่ได้ใช้แล้วล่ะ เสี่ยวเหอ ขอบคุณเ้ามาก ที่คอยช่วยเหลือข้ากับลูกมาโดยตลอด เ้าเปรียบดั่งน้องสาวคนหนึ่งของข้า”
เซี่ยหลันชิงเอ่ยเสียงแหบพร่า ดวงตาที่เศร้าโศกของนางดูเลื่อนลอยเหลือเกิน แม้ร่างกายของนางจะยังคงอยู่ แต่ทว่าหัวใจและจิติญญาของนาง มันได้แหลกสลายไปั้แ่ตอนที่ได้ยินว่าลูกของนางตายไปแล้ว
ความหวังในการมีชีวิตอยู่ของนาง ก็มีเพียงแค่ซินเอ๋อร์เท่านั้น บัดนี้ไม่มีซินเอ๋อร์แล้ว ไม่รู้ว่านางจะทนอยู่ต่อไปทำไมกัน คำพูดของท่านพ่อ ท่านแม่ ที่บอกว่าไม่อยากให้นางตาย นางล้วนจดจำได้ขึ้นใจ
แต่ทว่านางไม่อยากเป็ลูกที่เชื่อฟังพ่อแม่อีกแล้ว นางอยากลองเป็ลูกอกตัญญูดูสักครั้ง สำหรับเสิ่นซิ่วเต๋อ นางจดจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งหนึ่งเคยรักเขาอย่างไร
ที่จดจำได้ดีก็มีแต่ความแค้น และความเ็ปที่เขามอบให้เท่านั้น
“แม่นางเซี่ย... เ้าคิดจะทำอะไร เหตุใดต้องยกของพวกนี้ให้ข้าด้วย ข้าไม่ขอรับไว้หรอกนะ อย่างไรเ้าก็ต้องอยู่ดูแลรักษาสมบัติของเ้าเอง” เสี่ยวเหอพูดทั้งน้ำตา
“ข้าไม่อาจทนอยู่ได้อีกแล้ว เสี่ยวเหอ... ปล่อยให้ข้าได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับซินเอ๋อร์เถอะนะ ถือซะว่านี่เป็คำขอครั้งสุดท้ายของข้า หากในสายตาของเ้าเห็นข้าเป็พี่สาว ก็จงอวยพรให้ข้า” เซี่ยหลันชิงรู้ดีว่าอย่างไรเสี่ยวเหอก็คงจะหาทางเกลี้ยกล่อมนาง และห้ามปรามนางเป็แน่
ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลามากไปกว่านี้ เซี่ยหลันชิงจึงตัดสินใจอุ้มร่างไร้ิญญาของลูกสาวเดินหนีหายเข้าไปในเรือนด้านในสุด จากนั้นปิดประตูและลงกลอนหน้าต่างอย่างแ่า
วิธีเดียวที่ตายแล้วไม่เห็นศพก็มีเพียงแต่ต้องใช้ไฟเท่านั้น นางและบุตรสาวขอกลายเป็เพียงเถ้าธุลี ขอไม่มีหลุมศพ ขอไม่เหลืออะไรทิ้งไว้ในใต้หล้าแห่งนี้อีก
เซี่ยหลันชิงล้มตะเกียงน้ำมันลงบนพื้น เฝ้ามองเปลวเพลิงที่ลุกไล้โลมเลียไปตามพื้นเรือนเรื่อย ๆ ทั้งน้ำตา เพียงไม่นานเปลวเพลิงสีแดงฉานก็โหมไหม้วอดไปทั้งหลัง ความร้อนระอุที่ลามแผดเผาไปทั่วทั้งเรือน ทำให้เกิดกลุ่มควันสีดำโขมงลอยตลบอบอวลอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง
เซี่ยหลันชิงสำลักอากาศหายใจไม่ออก แต่ถึงอย่างนั้นในอ้อมแขนของนางก็ยังคงกอดร่างของลูกสาวเอาไว้แน่น ความตายที่รออยู่เบื้องหน้า นางไม่กลัวเลยสักนิด…
‘ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านย่า พี่ใหญ่ พี่รอง น้องหญิงสี่ น้องหญิงห้า น้องหญิงหก ข้ากำลังไปพบพวกท่านแล้ว ขออภัยที่ให้ทุกคนต้องรอนาน... ขออภัยท่านพ่อท่านแม่ ที่ชิงเอ๋อร์ต้องกลายเป็บุตรสาวอกตัญญู’