หนึ่งหมื่นปีผ่านไป
บรืน!
รถยนต์สีดำคันหนึ่งแล่นตัดผ่านหุบเขามาอย่างรวดเร็ว ที่เบาะหลังปรากฏร่างหนึ่งหนุ่มหนึ่งชรานั่งมาด้วยกันดูจากท่าทางและการแต่งตัวดูเหมือนชนชั้นสูงที่มีอิทธิพลอยู่พอตัว
“ท่านปู่ เกิดอะไรขึ้นถึงต้องรีบลากผมออกมาด้วยเนี่ย?”
ชายหนุ่มถามปู่ของตนอย่างแปลกใจ ชื่อของเขาคือถังเล่อถง ปัจจุบันอายุ 20 ปีเป็ทายาทของตระกูลถังที่เป็ตระกูลทรงอิทธิพลตระกูลหนึ่งของประเทศที่ขึ้นชื่อเื่ศาสตร์ในการปรุงโอสถ
เขากำลังยุ่งอยู่กับการฝึกปรุงยา แต่วันนี้ท่านปู่ที่เป็หัวหน้าตระกูลถังกลับเรียกตัวเขาให้ออกมาด้วยกัน
ทั้งยังไม่ยอมบอกสาเหตุกับเขามาจนถึงตอนนี้
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของหลานชายชายชราที่มีใบหน้าอันทรงภูมิกลับถอนหายใจออกมาเบาๆ
“วันนี้มีเื่สำคัญเกิดขึ้นน่ะสิ”
ถังเทียนเจี๋ยที่มีศักดิ์เป็ถึงผู้นำตระกูลกลับดูไร้ซึ่งพลังนักในตอนนี้ถังเล่อถงั้แ่เกิดจนโตไม่เคยเห็นใบหน้าของปู่ของตนที่ยิ่งใหญ่เสมอดูไร้พลังเช่นยามนี้มาก่อน
“อะไรหรือท่านปู่?”
ถังเล่อถงถามอย่างไม่เข้าใจ
“...เดี๋ยวแกก็รู้เอง”
รถยนต์จำนวนมากล้วนพุ่งทะยานขึ้นมาตามถนนบริเวณไหล่เขา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวนั้นล้วนออกมามุงดูด้วยความสนใจ เพราะนอกจากรถยนต์ที่ดูราคาแพงทั้งหลายแล้วยังมีฝูงชนจำนวนหนึ่งที่มุ่งหน้าขึ้นไปบนยอดเขากันอย่างเร่งรีบด้วย
“พ่อหนุ่มเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
ชายชราที่อาศัยอยู่บนเขานี้เอ่ยถามชายหนุ่มคนหนึ่งที่เดินขึ้นมาเงียบๆซึ่งชายหนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้แล้งน้ำใจแต่กลับตอบเพียงว่า
“วันนี้จะเกิดเื่ยิ่งใหญ่ขึ้นบนูเาน่ะ”
“เื่อะไรรึ?”
“คุณตาอย่ารู้เลยดีกว่าแล้ว่นี้อยู่ห่างจากยอดเขาไว้นะ มันอันตราย” ชายหนุ่มจ้องชายชราราวกับกำลังสำรวจบางอย่างแล้วยิ้มแล้วเตือนด้วยความหวังดีก่อนจะทิ้งชายชราที่ยังคงสับสนไว้ที่ด้านหลัง
พรึ่บ!
ร่างของชายหนุ่มที่เคยเดินช้าๆกลับพุ่งทะยานขึ้นไปบนเขาราวกับลูกศรทันใดนั้นชายชราก็สังเกต
ได้ว่านอกจากเส้นทางธรรมดาที่ใช้เดินแล้วปรากฏเงาเล็กๆจำนวนหนึ่งกำลังพุ่งขึ้นไปบนเขาเช่นเดียวกัน
“...นี่มันเกิดอะไรขึ้นบนูเานี้กัน”
แม้จะมองจากด้านล่างไม่เห็นแต่ตอนนี้้าของูเาปรากฏกลุ่มคนนับพันกำลังมารวมตัวกัน นอกจากคนที่เดินขึ้นมาแล้ว รถยนต์จำนวนหนึ่งล้วนถูกจอดรวมไว้ที่นี่ทั้งสิ้นเพราะเส้นทางที่เหลือไปสู่ยอดเขานั้นไม่สามารถนั่งรถขึ้นไปได้แล้ว
“ตระกูลถังก็มาเหมือนกัน?”
เมื่อถังเล่อถงและถังเทียนเจี๋ยลงมาจากรถผู้คนรอบด้านกลับแสดงท่าทีแปลกใจ ถังเล่อถงที่ลงมาก่อนปู่ของตนเองก็กวาดสายตามองไปรอบๆคราหนึ่ง
มีทั้งผู้ฝึกตนและคนธรรมดา
ตระกูลถังของเขาเป็ตระกูลที่โดดเด่นเป็อย่างยิ่งเื่ศาสตร์การปรุงโอสถทำให้ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มักจะได้รับความเคารพเป็อย่างยิ่ง
เพราะการฝึกตนย่อมคู่กับโอสถ การมีโอสถที่ดีจะสามารถช่วยลดระยะเวลาของการฝึกตนไปได้อย่างมหาศาล
ทำให้ผู้ฝึกตนทั่วไปนั้นจะเคารพเหล่าผู้ปรุงโอสถมาก
นอกจากนี้ตระกูลถังยังเป็ตระกูลที่มีโรงพยาบาลเป็ของตัวเองหลายแห่งทั่วประเทศเป็ตระกูลที่มีอิทธิพลแท้จริงในประเทศ
“ใช่แล้ว ที่นี่แหละ”
ถังเทียนจี๋ที่เดินลงมาจากรถมองไปรอบๆก่อนที่สายตาของเขาจะไปหยุดที่ยอดเขาสถานที่ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่กำลังทยอยกันเดินขึ้นไป
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอครับท่านปู่?”
ถังเล่อถงถามปู่ของตนเบาๆเพราะจำนวนผู้ฝึกตนที่มารวมตัวกันนี้มากมายราวกับมาจากทุกสารทิศในประเทศ ทั้งแต่ละคนยังมีพลังในระดับผู้ฝึกตนขึ้นไปทั้งสิ้น
“จะมีการประลองกันระหว่างสุดยอดปรมาจารย์น่ะสิ”
“ปะ...ปรมาจารย์!?”
ถังเล่อถงแสดงท่าทีใออกมาอย่างเห็นได้ชัด
คำว่า “ปรมาจารย์”นี้คือระดับชั้นที่แสดงถึงพลังฝึกตนของเหล่าผู้ฝึกตนเมื่อผู้คนสามารถััถึงพลังปราณได้จะนับว่าเป็ขั้นแรกของการฝึกตนและถูกเรียกว่า “ขั้นรวมปราณ”
และเมื่อสามารถทะลวงผ่านขั้นรวมปราณพวกเขาจะสามารถใช้พลังปราณในร่างได้อย่างมีอิสระยิ่งขึ้นสามารถใช้ได้ทั้งเพิ่มพลังต่อสู้ และช่วยให้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นเล็กน้อยด้วย
ในขั้นนี้พวกเขาจะถูกเรียกว่า“ผู้ฝึกตน” อย่างเป็ทางการเพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่อาจทะลวงผ่านขั้นนี้และหยุดที่การรวมปราณเพียงเท่านั้น
ส่วนขั้นต่อไปคือขั้นที่ถูกเรียกว่า“จอมยุทธ์” ในขั้นนี้จะสามารถใช้พลังปราณออกมาจากร่างได้อย่างเป็อิสระแค่สามารถทะลวงผ่านขั้นนี้ได้ก็จะได้รับการเคารพเป็อย่างสูง
และขั้นต่อไปก็คือ“ปรมาจารย์” ว่ากันว่าพวกเขาสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้สบายๆ ทั้งยังทรงพลังกว่าจอมยุทธ์ทั่วไปไม่รู้กี่สิบเท่า
ในขั้นปรมาจารย์นี้ในประเทศมีเพียงไม่ถึงสิบคนเท่านั้น เป็ดั่งตัวตนที่สูงส่งในสายตาของคนทั่วไปเป็ระดับที่ส่วนใหญ่จะมีตำแหน่งสำคัญในกองทัพทั้งสิ้น
และในวันนี้จะมีการประลองกันระหว่างปรมาจารย์2 คน จึงไม่แปลกใจเลยว่ามันจะสามารถดึงดูดผู้คนที่รู้เื่ให้มารวมตัวกันเป็จำนวนมากได้เช่นนี้
“ราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงกับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้จะประลองกันในวันนี้”
ถังเทียนจี๋อธิบายให้ฟังในขณะที่กำลังมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขา
“แล้วพวกเราจะไม่เป็อะไรหรือท่านปู่?”ถังเล่อถงถามอย่างหวาดระแวง เพราะรอบตัวเขาเต็มไปด้วยตัวตนที่ทรงพลังซึ่งมารวมตัวกันตระกูลของเขามุ่งเน้นไปที่ศาสตร์ของการปรุงโอสถ ทำให้พลังฝึกตนของเขาไม่ได้สูงส่งนักตอนนี้เป็เพียงผู้ฝึกตนขั้น 9 เท่านั้น
มีเพียงท่านปู่ของเขาที่เป็ผู้นำตระกูลที่เป็ถึงจอมยุทธ์ขั้น6
ถึงจะมีบอกี้การ์ดส่วนหนึ่งตามมาด้วยแต่เมื่อเทียบกับฝีมือของพวกคนที่มารวมตัวกันวันนี้เกรงว่าจะไม่พอ
“ไม่เป็ไรเพราะวันนี้จะมีการประลองของปรมาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองคนจึงถูกสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีเื่กัน”
“เฒ่าถัง มาเร็วดีนี่”
ระหว่างการสนทนาของปู่หลานตระกูลถังด้านหลังของพวกเขาก็ปรากฏร่างของชายชราที่มีอายุกับหญิงสาวหน้าตางดงามเดินเข้ามา
“เฒ่าซ่ง?”
ถังเทียนจี๋เอ่ยทักอย่างประหลาดใจ เพราะชายชราที่เดินตามมากลับเป็สหายสนิทคนหนึ่งที่มีการร่วมมือกันทางธุรกิจบ่อยๆอย่างซ่งเหว่ยหนาน
ตระกูลถังและตระกูลซ่งเป็มิตรที่ดีกันมาั้แ่ยุคบรรพบุรุษทั้งยังสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยกัน ทำให้ผู้นำตระกูลทั้งสองเป็เพื่อนสนิทกันจะไม่ใช่เื่แปลกเลยแม้แต่น้อย
“โอ้รุ่ยซีหรือนั่นปู่ถังไม่ได้เห็นหน้าตั้งหลายปี”
ที่ด้านหลังของซ่งเว่ยหนานคือหญิงสาวที่หน้าตาสวยสะกดงดงามเป็อย่างยิ่ง ทั้งเธอยังดูเ็าหน่อยๆจนดูคล้ายกับเป็เทพธิดาคนหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
“สวัสดีค่ะปู่ถัง”
ซ่งรุ่ยซีเผยรอยยิ้มที่งดงามให้กับสหายสนิทของท่านปู่ของเธอภาพที่เธอยิ้มนั้นทำให้ชายหนุ่มหลายคนที่แอบมองหลงเสน่ห์ของเธออย่างช่วยไม่ได้
“สวัสดีครับพี่รุ่ยซี”ถังเล่อถงทักทายอย่างอายๆ ตอนเด็กๆพวกเขาเคยเล่นด้วยกันอยู่บ่อยๆแต่พอโตขึ้นเขาก็ได้ยินว่ารุ่ยซีไปเรียนต่อจนหายไปถึง 3 ปี
ไม่คิดว่าพอกลับมาจะงดงามทั้งยังเต็มไปด้วยเสน่ห์เช่นนี้
“สวัสดี”
ซ่งรุ่ยซีเพียงยิ้มบางๆไปให้เท่านั้น
“เฒ่าถังวันนี้ที่แกถ่อมาถึงนี่ก็เพราะเื่นั้นเหมือนกันสินะ”ซ่งเหว่ยหนานเดินเข้าไปคุยใกล้ๆกับสหายเก่าพร้อมทั้งเดินต่อไปเรื่อยๆซึ่งคำถามนั้นก็ทำให้ถังเทียนจี๋ต้องพยักหน้ารับขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“อ่า...ยุคสมัยใหม่น่าจะใกล้เริ่มขึ้นแล้ว”
“่ไม่กี่ปีมานี้จำนวนของผู้ฝึกตนกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”ซ่งเว่ยหนานถอนหายใจออกมา ย้อนกลับไปในสมัยพวกเขายังหนุ่มๆจำนวนผู้ฝึกตนนั้นยังไม่มากมายถึงเพียงนี้ทั้งยังไม่ทรงพลังเช่นนี้ด้วยทำให้ถึงจะมีฝีมือเท่าไรแต่ถ้าโดนอาวุธเช่นปืนก็สามารถทำให้คนธรรมดาสู้ได้สบายๆ
ทำให้เมื่อก่อนพวกเขาไม่ได้เป็ที่สนใจมากนัก
แต่ในตอนนี้เหล่าผู้ฝึกตนนั้นกลับปรากฏตัวออกมาเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
“รัฐบาล่นี้ก็หัวหมุนกันไปหมดเลย”ซ่งเหว่ยหนานพูดต่อ ตระกูลซ่งเองก็พอจะมีตำแหน่งภายในอยู่ไม่น้อยทำให้พอจะรู้ข่าววงในอยู่ตลอด
“จะเคลื่อนไหวอย่างไรรึ?”ถังเทียนจี๋ถามเบาๆ
“...ยังไม่มีคำสั่งอะไรเป็พิเศษหรอก”
เมื่อเห็นท่าทางของคนแก่สองคนกระซิบกระซาบคุยกันด้านหน้าถังเล่อถงที่เดินตามมาย่อมไม่อาจไปขัดจึงได้แต่หันมาชวนหญิงสาวที่เดินตามมาอย่างเงียบๆคุยก็เท่านั้น
“พี่รุ่ยซีไปเรียนต่อที่ไหนมาเหรอ?”
“ประเทศทางตะวันตกน่ะ”
“โอ้...”
ทั้งสองก็เริ่มพูดคุยกันเช่นเดียวกันเพียงแต่มันออกจะเป็การพูดคุยที่ประหลาดไปเสียหน่อยเพราะดูเหมือนจะมีแค่ถังเล่อถงที่เป็ฝ่ายถามเท่านั้นซ่งรุ่ยซีที่เดินอยู่ข้างๆๆนอกจากคำตอบไม่กี่คำแล้วก็ไม่ได้สนใจจะเป็ฝ่ายเริ่มสนทนาเลยสักนิด
ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดแต่เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันกระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้เขาจึงยังต้องเป็ฝ่ายทำลายความเงียบที่ก็ตัวขึ้นไปเรื่อยๆเช่นนี้
ก่อนที่ใครจะรู้ตัวพวกเขาก็มาถึง้าสุดของยอดเขา ปรากฏลานกว้างขนาดใหญ่ที่มีหุบเขาล้อมรอบผู้คนล้วนยืนออกันอยู่รอบลานกว้างนั้นแต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้าไปในลานเลยสักนิด
นอกจากนี้ยังมีคนของทางการกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมดทั้งยังคอยดูแลไม่ให้เกิดเื่วุ่นวายอีกด้วย
ตระกูลถังและตระกูลซ่งเองก็นับว่ามีหน้ามีตาในวงการไม่น้อยเมื่อพวกเขามาถึงฝูงชนก็เปิดทางให้เข้าไปอยู่ข้างสนามได้สบายๆ
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเป็เวลา11 โมงเช้า ทั้งที่เป็พื้นที่โล่งแต่บริเวณลานนี้กลับไม่มีแดดเลยแม้แต่น้อยดูเหมือนหุบเขาทั้งสี่ด้านจะช่วยบังแสงแดดร้อนแรงไปจนหมดทั้งยังรู้สึกเย็นสบายเสียด้วยซ้ำ
แม้ว่าจะมีผู้คนมารวมกันมากกว่าพันคนแต่เมื่อถึงเวลา ทุกคนกลับเงียบเสียงจนนิ่งสนิทไม่มีใครกล้าเอ่ยเสียงอะไรออกมารบกวนการประลองที่กำลังจะเริ่มขึ้น
“...ราชันย์บูรพาหม่าฟู่เฟิงกับจอมดาบเจิ้งเหรินอี้มาแล้ว!”
ไม่รู้ว่าใครเป็คนพูดประโยคนี้แต่เมื่อได้ยินทุกคนต่างหันพรึ่บไปในทางเดียวกันทางนั้นปรากฏร่างของบุรุษสองร่างเดินตีคู่กันมาอย่างองอาจ
คนหนึ่งคือชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราเต็มใบหน้าแต่ประกายตาดุดดันและออร่าที่ปล่อยออกมาราวกับสัตว์ร้ายที่พึ่งหลุดออกมาจากกรง
ส่วนอีกคนกลับเป็ชายวัยชราหนวดสีขาวโพลนของเขายาวไปจนถึงหน้าท้อง ชวนให้นึกถึงจอมยุทธ์ที่เคยเห็นตามโทรทัศน์ที่หลังของเขาแบกดาบมือเดียวที่ปรากฏออร่าที่ดูคมปราบ
เมื่อทั้งสองเดินมาถึงกลางลานประลองก็แยกกันไปยืนที่คนละมุมหนึ่งซ้ายหนึ่งขวาไม่ขยับแต่จับจ้องซึ่งกันและกันแต่เพียงเท่านั้น
เหล่าผู้ชมที่ยืนมองทั้งสองคนอยู่มุมนอกกลืนน้ำลายดังเอื๊อกแต่ทันใดนั้นแรงกดดันจำนวนมากก็ทะลักออกมาจากทั้งสองฝ่ายและเข้าประทะกันกลางลานประลอง!
ผู้ชมที่เป็คนธรรมดาและระกับไม่ถึงจอมยุทธ์ล้วนรู้สึกถูกกดดันบางคนถึงขนาดขาสั่นลงไปนั่งกับพื้นเมื่อััเข้ากับแรงกดดันที่ปรามาจารย์ทั้งสองปล่อยออกมาข่มใส่กันเท่านั้น
“รุนแรงเหลือเกิน...”
ถังเล่อถงพึมพำออกมามือของเขาอดสั่นออกมาเบาๆไม่ได้เมื่อกำลังจ้องมองภาพตรงหน้า
ชายหนุ่มหันไปมองทางซ่งรุ่ยซีแต่ภาพที่เห็นก็ทำเอาเขาประหลาดใจ เพราะหญิงสาวไม่เพียงแต่จะมีอาการสั่น แต่เธอสามารถยืนอยู่ตรงนั้นได้อย่างสบายๆด้วยซ้ำ