คืนก่อนการกลับไปเรือนขุนนางจาง
หลีิเฟยนั่งมองแสงจันทร์ที่ลอดผ่านบานหน้าต่าง เสียงหรีดหริ่งร้องประสานกันในความมืดรอบเรือนเล็กที่นางอาศัย ทุกสิ่งดูเงียบสงบ แต่นางกลับรู้สึกเหมือนโลกกำลังถาโถมใส่ นางจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่นางรู้สึกปลอดภัยและมีอิสระคือเมื่อใด
ในหัวของนางเต็มไปด้วยภาพของความกลัวและความหวาดหวั่น ั้แ่ถูกขายเข้าหอนางโลมจนถึงตอนนี้ ไม่เคยรู้เลยว่าความสุขของตนเองคืออะไร แต่สิ่งที่ทำให้นางทรมานที่สุดคือคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจ
“ทำไมเขาจำข้าไม่ได้”
นางนึกถึงรองแม่ทัพลู่ ชายที่นางจำได้ั้แ่ครั้งแรกที่เห็น แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่ใบหน้านั้นยังคงเหมือนเดิม นางจำเสียงทุ้มของเขาได้ จำสายตาที่มองนางในวันที่เขาช่วยนางไว้จากป่า แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้ว่านางคืออาหลี เด็กสาวที่เขาเคยช่วยไว้
นางยกมือแตะที่หน้าผากของตัวเองเบาๆ น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาช้าๆ
“หรือว่าเขาไม่เคยใส่ใจข้าั้แ่แรก? นั้นสินะแค่เด็กกำพร้าคนนึงใครจะไปอยากนึกถึง”
นางหัวเราะเบาๆ ให้กับความคิดนั้น แต่มันเป็เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเ็ปเพราะในโลกใบนี้หลังจากที่พ่อแม่เสียก็มีเพียงพี่ชายคนนี้ที่หยิบยื่นแสงสว่างให้ แต่ตอนนี้มันคงไม่มีอีกแล้ว คงมีเพียงรองแม่ทัพลู่ที่แสนเ็า
ในเรือนหลักรองแม่ทัพลู่นั่งอยู่ในห้องทำงาน แสงไฟจากตะเกียงทำให้เงาของเขาทาบไปบนกำแพง เขาก้มลงอ่านรายงานบนโต๊ะ แต่สายตาของเขากลับเลื่อนไปยังมุมโต๊ะที่มีหยกชิ้นหนึ่งถูกหนังสือเล่มใหญ่ทับอยู่
มันเป็หยกของเด็กสาวคนนึงที่ให้เขาไว้เพื่อขอบคุณ ที่ช่วยนางออกจากป่าเมื่อเก้าปีที่แล้ว แต่ตอนนี้เ้าของหยกกับไม่ได้อยู่ที่นี้ ส่งคนให้ไปตามหาก็ยังไม่ได้ความคืบหน้า ก็หวังเพียงว่าชีวิตใหม่ของนางจะอยู่ดีมีสุข การเวลาก็ผ่านมานานแล้วเขาเจอเด็กสาวแค่ครั้งเดียว แล้วก็ไม่ได้พบนางอีก หน้าตานางเป็อย่างไรก็จำไม่ได้แล้ว
“เด็กสาวคนนั้น…” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว
เขาไม่อยากให้ตัวเองจมอยู่กับอดีต ในตอนนี้มีสิ่งที่สำคัญมากให้ต้องรับผิดชอบ การที่ไม่รู้ข่าวคราวอาจจะเป็เื่ดีก็ได้ ก่อนที่จะเก็บหยกนั้นเข้าไว้ในลิ้นชักข้างในสุด
เช้าของการเดินทาง
รถม้าคล้ายของเดิม แต่ครั้งนี้หลีิเฟยรู้สึกว่ามันแคบกว่าเดิม นางกุมมือของตัวเองแน่นเพื่อระงับความตื่นเต้น นางไม่รู้ว่าครั้งนี้จะเจออะไรที่เรือนขุนนางจาง แต่ในใจของนางรู้สึกว่ามันอันตรายกว่าครั้งแรก
“เ้าดูไม่ค่อยดีเลย” หลานเย่พูดขึ้นโดยไม่มองหน้านาง
หลีิเฟยสะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเบา “ข้า…แค่กังวล”
หลานเย่เหลือบมองนางแวบหนึ่งก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “เ้ากลัวเป็เื่ธรรมดา แต่เ้าต้องจำไว้ ว่าถ้าล้มเหลว จะไม่มีใครช่วยเ้าได้ แม้แต่นายท่าน”
คำพูดของหลานเย่เหมือนคมมีดที่กรีดลงไปในใจของนาง แต่นางก็รู้ว่ามันเป็ความจริง
ในงานเลี้ยงของขุนนางจาง หลีิเฟยนั่งอยู่ในมุมหนึ่งของลานกว้าง นางบรรเลงพิณด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย สายตาของนางมองไปยังผู้คนรอบตัว บรรยากาศของงานเลี้ยงเต็มไปด้วยความรื่นเริง ในขณะที่นางบรรเลงเพลง เสียงของขุนนางจางและคนสนิทของเขาก็ดังขึ้น
“ข้า้าให้ทุกอย่างถูกส่งออกไปก่อนรุ่งเช้า” ขุนนางจางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “บอกพวกมันว่าอย่าให้มีข้อผิดพลาด”
หลีิเฟยกดนิ้วลงบนสายพิณแน่นขึ้นเล็กน้อย แต่พยายามทำตัวเหมือนไม่ได้ยินอะไร
เมื่อกลับถึงจวน นางรายงานทุกสิ่งที่ได้ยินให้รองแม่ทัพลู่ น้ำเสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อย
รองแม่ทัพลู่พยักหน้าเบาๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ “อืม.... ได้ยินว่าขุนนางจางสนใจในตัวเ้านิ พรุ่งนี้ยังอยากให้เ้าไปเล่นดนตรี ก็ไปอีกรอบพวกนั้นจะได้ไม่สงสัย”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นบนบ่าของนางในที่สุด นางทำได้เพียงพยักหน้ารับคำสั่งอีกครั้ง ก่อนจะเดินจากห้องไป
นางนั่งอยู่ในห้องเล็กของตนเอง แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง ทอดเงาเป็เส้นยาวบนพื้น รู้ว่าพรุ่งนี้ต้องกลับไปยังเรือนขุนนางจางอีกครั้ง แต่เพียงแค่คิดถึงสิ่งที่อาจรออยู่ นางก็รู้สึกหนาวเหน็บจนสั่นไปทั้งร่าง
“ข้ารู้ว่าที่เขาทำไปเพราะอยากจับขุนนางจาง แต่เขาจะรู้ไหมว่าที่บ้านหลังนั้นขุนนางจางเมื่อเมาได้ที่ก็จะชอบจับหญิงสาวที่มาสร้างความสำราญให้ เข้าไปในห้องเพื่อย่ำยี ข้าไม่อยากเป็คนต่อไป ไม่อยากไปที่นั้นอีก” นางพึมพำเบาๆ
สายตาของนางหลุบลงต่ำ จ้องมองนิ้วที่โดนสายของเครื่องดนตรีบาดผิว แต่แล้วความรู้สึกที่หนักอึ้งในใจทำให้นางต้องปล่อยมือ น้ำตาของนางไหลลงมาเป็สาย ไม่ใช่เพราะความกลัวเพียงอย่างเดียว แต่เพราะความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจ
ในห้องทำงานของรองแม่ทัพลู่ รองแม่ทัพลู่ยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน เขาอ่านรายงานอย่างเงียบงัน แสงจากตะเกียงสาดส่องใบหน้าที่เคร่งขรึม ดวงตาของเขาหนักอึ้งจากความกดดัน งานคดี การปลอมตัวเข้าไปตีสนิทขุนนางฏ ทุกอย่างเหมือนกำลังรัดคอเขาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะพยายามทำให้ตัวเองจดจ่ออยู่กับงาน แต่ภาพของหลีิเฟยกลับแทรกเข้ามาในหัวเขา ความเงียบของนาง ความหวาดกลัวในดวงตา เหมือนกับว่ามันสะท้อนบางสิ่งในอดีตที่เขาพยายามลืมเลือน
ในงานเลี้ยงที่เรือนขุนนางจาง
เสียงพิณที่หลีิเฟยบรรเลงค่อยๆ สั่นไหว ไม่ใช่เพราะสายพิณที่ตึงเกินไป แต่เป็เพราะมือของนางที่สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ขุนนางจางที่นั่งอยู่บนแท่นสูงมองนางด้วยสายตาเ็าผิดกับวันก่อนๆ ดวงตาของเขาแหลมคมราวกับจะทะลุผ่านร่างของนาง
เมื่อเพลงจบลง เสียงปรบมือเบาบางดังขึ้นจากผู้ที่ยังนั่งดื่มสุรา แต่ขุนนางจางไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ เขากลับพยักหน้าเรียกบ่าวคนหนึ่งให้เข้ามาใกล้
“พานางมาในห้องด้านหลัง” เขากระซิบเบาๆ แต่แฝงด้วยน้ำเสียงเ็า
หลีิเฟยถูกพาออกจากลานเลี้ยงไปยังห้องเล็กด้านหลังเรือน นางพยายามสงบใจ แต่ร่างกายของนางสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อประตูปิดลง ขุนนางจางเดินเข้ามาหยุดตรงหน้านาง พร้อมกับรอยยิ้มที่เย้ยหยัน
“ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ เกี่ยวกับเ้า” เขากล่าวพร้อมเดินวนรอบตัวนาง “ข้ารู้ว่าเ้ามาจากหอนางโลม แต่คนของข้าเห็นเ้าอยู่กับองครักษ์ของแม่ทัพลู่ เ้ามีอะไรอยากจะเล่าให้ข้าฟังหรือไม่”
หลีิเฟยกลั้นลมหายใจ พยายามรวบรวมสติ นางโค้งศีรษะต่ำตอบด้วยเสียงที่เบาและสุภาพ “ใต้เท้าคงเข้าใจผิด ข้าเป็เพียงนางบำเรอที่ไร้ค่าคนหนึ่ง วันนั้นทางรองแม่ทัพเรียกข้าไปปรนนิบัติ มันไม่มีอะไรนอกจากนี้เลยเ้าค่ะ”
“จริงหรือ?” ขุนนางจางพูดพร้อมหัวเราะเยาะ ก่อนที่เขาจะโบกมือให้บ่าวคนสนิทอีกคน “เอาไม้ตีมา”
หลีิเฟยเบิกตากว้าง ความกลัวทำให้หัวใจของนางแทบหยุดเต้น
“เ้าอาจไม่รู้ว่าข้ารู้จักวิธีจับคนโกหกดีแค่ไหน” เขากล่าวพร้อมจ้องมองนางด้วยสายตาเ็า “ถ้ายังคิดที่จะปกปิด เ้าอาจจะไม่ได้ออกไปจากที่นี้นะสาวน้อย”
บ่าวชายนำไม้ตีมาและยื่นให้ขุนนางจาง เขาจับมันไว้แน่นก่อนฟาดลงบนโต๊ะตรงหน้าเสียงดังสนั่น
“พูดมา! รองแม่ทัพลู่ส่งเ้ามาสอดแนมข้าใช่หรือไม่?!”
หลีิเฟยกัดริมฝีปากแน่น นางพยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังไหลลงมา แต่นางรู้ดีว่าถ้าพูดความจริง นางก็ถูกฆ่าทิ้ง
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ เหมือนมีคนหลายร้อยคน ดังมาจากด้านนอก ประตูถูกเปิดออกอย่างแรง ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือหลานชิง หนึ่งในองครักษ์ของรองแม่ทัพลู่
“ใต้เท้าจาง” หลานชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “นายท่านของข้าส่งข้ามาเพื่อรับตัวนางคืน นายท่านกล่าวว่านางเป็ทรัพย์สินส่วนตัวของเขา และท่านไม่มีสิทธิ์แตะต้องนาง”
ขุนนางจางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนหัวเราะเยาะ “รองแม่ทัพลู่คิดจะเล่นงานข้าด้วยวิธีนี้หรือ? ดี! ฐานะแค่นั้นทำเป็เก่ง”
หลานชิงไม่ได้ตอบโต้ เพียงมองเขาด้วยสายตาที่แฝงความกดดัน จากนั้นเดินตรงมาที่หลีิเฟย “ไปกับข้า” เขากล่าวสั้นๆ
หลีิเฟยพยักหน้า น้ำตาไหลรินด้วยความโล่งใจ นางเดินตามหลานชิงออกไปจากเรือนนั้น แต่ในใจยังคงหวาดหวั่นกับสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อกลับมาถึง นางนั่งคุกเข่าตรงหน้ารองแม่ทัพลู่ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ดวงตาของเขาจ้องมองนางอย่างเ็า
“เ้าเกือบทำงานนี้พัง” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบแต่แฝงความกร้าว “ข้าหวังว่าเ้าจะเข้าใจว่าความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่ข้ายอมรับได้”
หลีิเฟยก้มศีรษะต่ำ นางรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่อาจหลบหนีได้ นางกลั้นน้ำตาและตอบเบาๆ
“ข้าขอโทษเ้าค่ะ”
รองแม่ทัพลู่มองนางครู่หนึ่งก่อนพูดต่อ “ครั้งหน้าข้าจะไม่ช่วยเ้าอีก หากเ้าถูกจับได้ เ้าต้องรับผลของมันเอง”
คำพูดของเขาทำให้นางเหมือนถูกผลักให้จมลงไปในความสิ้นหวัง ยังจะมีครั้งหน้าอีก นางได้แต่พยักหน้ารับคำสั่งอีกครั้งโดยไม่กล้าพูดอะไร