ตอนที่ 10: ดอกบัวขาวซ่อนพิษแห่งเมืองหลวง
หลายทิวาและราตรีเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า ภายใต้เงื้อมเงาการจับตาดูอย่างเข้มงวดรัดกุมของอ๋องทมิฬ เสิ่นเยว่เลือกที่จะสวมหน้ากากใช้ชีวิตอยู่ภายในจวนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว ราวกับนกน้อยที่ปีกหักและยอมจำนนต่อกรงขังแห่งชะตากรรม
นางไม่ได้แสดงท่าทีลุกลี้ลุกลนพยายามลักลอบหลบหนีอีก และไม่มีวี่แววว่าจะก่อกวนสร้างความวุ่นวายใดๆ ให้เป็ที่รำคาญใจ กระนั้น…ภายใต้เปลือกนอกอันแสนสงบนิ่งดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น กลับอัดแน่นไปด้วยการลอบสังเกตการณ์ การจดจำรายละเอียด และการวางแผนหมากกระดานใหม่อย่างเงียบเชียบ
‘เขาคงจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมลดเกราะระแวดระวังลงเลยแม้แต่น้อย’
ทุกเข้า เสิ่นเยว่จะถูกบ่าวรับใช้เชิญตัวไปร่วมโต๊ะเสวยมื้อเช้ากับเซียวเหยียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยังคงถูกอัดแน่นไปด้วยความเงียบงันอันแสนอึดอัดดุจเดิม มีเพียงเสียงกระทบกันของตะเกียบเงินและถ้วยกระเบื้องเคลือบเบาๆ ที่เป็สัญลักษณ์บ่งบอกถึงการมีอยู่ของคนทั้งสอง
แม้บุรุษมัจจุราชผู้นั้นจะไม่ได้ปริปากเอื้อนเอ่ยวาจาใดๆ ให้มากความ หากแต่สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวคู่นั้นก็ยังคงตวัดกวาดมาจับจ้องนางอยู่ทุกอิริยาบถ ราวกับกำลังรอคอยจังหวะจับผิดกระชากหน้ากากของนางให้หลุดลอก
กระทั่งแสงตะวันคล้อยต่ำลงในบ่ายวันหนึ่ง
ขณะที่เสิ่นเยว่กำลังเอนกายพิงพนักเก้าอี้ไม้จันทน์หอม นั่งอ่านตำราประวัติศาสตร์แคว้นต้าฉู่เพื่อรวบรวมข้อมูลอยู่ในห้องหนังสือของเรือนพัก เสียงย่างก้าวเร่งรีบของสาวใช้ก็ดังฝ่าความเงียบเข้ามา ชิงหลัวสาวเท้าเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานด้วยท่าทีตื่นตระหนกและประหม่าอย่างเห็นได้ชัด
“พระชายาเพคะ มีแขกเดินทางมาขอเข้าพบเพคะ” ชิงหลัวค้อมกายลง เอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ “คุณหนูไป๋เพคะ”
เพียงแค่นามนั้นหลุดลอดเข้ามากระทบโสตประสาท ปลายนิ้วเรียวที่กำลังพลิกหน้ากระดาษตำราก็ชะงักงันไปในทันที
‘ไป๋ลั่วอิง’
ชื่อของ ‘นางเอก’ ผู้แสนดีในนิยายเื่ ‘โฉมงามบรรณาการรัก’ สตรีผู้ฉายางดงามว่า ‘ดอกบัวขาวแห่งเมืองหลวง’
นับั้แ่ทะลุมิติข้ามเวลามา เสิ่นเยว่ยังไม่เคยเผชิญหน้ากับไป๋ลั่วอิงตัวเป็ๆ เลยสักครา หากแต่ในเศษเสี้ยวความทรงจำของเ้าของร่างเดิมนั้น กลับอัดแน่นไปด้วยภาพของสตรีผู้นี้อย่างเด่นชัด
สตรีผู้แสนจะอ่อนโยน บริสุทธิ์ผุดผ่อง งดงามดุจเทพธิดา และเป็ที่รักใคร่เอ็นดูของทุกผู้คน ไม่ว่าจะเกิดข้อพิพาทหรือเื่ราวเลวร้ายอันใดขึ้น นางก็มักจะดูน่าสงสารและกลายเป็ฝ่ายถูกเสมอ ส่วนเสิ่นเยว่ก็รับบทเป็นางมารร้ายที่คอยรังแกผู้อ่อนแอ
‘ในที่สุดก็เผยโฉมออกมาแล้วสินะ ก้าวเท้ามาเยือนถึงถิ่นเร็วกว่าที่ข้าประเมินเอาไว้เสียอีก’
“ให้นางเข้ามาเถิด” เสิ่นเยว่เอ่ยอนุญาตด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ นางค่อยๆ พับปิดหน้าตำราลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า ก่อนจะขยับจัดระเบียบอาภรณ์และนั่งยืดแผ่นหลังตั้งตรงตระหง่าน เตรียมพร้อมรับรองแขกผู้มาเยือนด้วยท่วงท่าของนายหญิงแห่งจวนอ๋อง
เพียงชั่วอึดใจ ร่างบอบบางอรชรในชุดกระโปรงไหมสีชมพูอ่อนที่พลิ้วไหวลู่ลมราวกับกลีบมวลบุปผา ก็ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาภายในห้อง ไป๋ลั่วอิงเยื้องย่างเข้ามาด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยสง่างามดุจสายน้ำไหล
ใบหน้าของนางนั้นงดงามหมดจดไร้ที่ติ ดวงตากลมโตสุกใสฉายแววซื่อบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ริมฝีปากอวบอิ่มแต้มชาดสีระเรื่อประดับด้วยรอยยิ้มหวานละมุนราวกับดอกไม้แรกแย้ม แม้จะสวมใส่อาภรณ์และเครื่องประดับที่ดูเรียบง่าย ไม่เน้นความหรูหราฟู่ฟ่า แต่มันกลับยิ่งขับเน้นความบริสุทธิ์ผุดผ่องของนางให้ดูโดดเด่นสะดุดตาเหนือสตรีใด
เมื่อก้าวมาถึงระยะที่เหมาะสมและเห็นเสิ่นเยว่นั่งประทับอยู่ ไป๋ลั่วอิงก็หยุดฝีเท้าลง นางค้อมกายย่อเข่าทำความเคารพเล็กน้อยด้วยท่าทีที่ดูสุภาพและนอบน้อมอย่างหาที่ติไม่ได้
“ถวายพระพรพระชายาเพคะ หม่อมฉันไป๋ลั่วอิง บังอาจมาขอเข้าเยี่ยมเยียน” น้ำเสียงของนางแ่เบาและหวานใสราวกับเสียงกระดิ่งลมยามต้องสายลมเหมันต์
เสิ่นเยว่ทอดสายตามองไป๋ลั่วอิงด้วยแววตาเรียบนิ่งไร้ความรู้สึก ดวงตาหงส์คมกริบกวาดมองสำรวจสตรีตรงหน้าั้แ่เส้นผมที่ประดับปิ่นหยกขาว จรดปลายรองเท้าปักลายดอกเหลียนฮวา ในใจกำลังจับภาพตรงหน้าไปเปรียบเทียบกับตัวอักษรที่เคยบรรยายไว้ในหนังสือนิยาย
‘งดงามบริสุทธิ์สมคำร่ำลือจริงๆ งดงามจนน่าหมั่นไส้เสียไม่มี’
“คุณหนูไป๋ตามสบายเถิด ไม่จำเป็ต้องมากพิธีให้วุ่นวาย” เสิ่นเยว่เอื้อนเอ่ยเสียงเรียบ “เชิญนั่ง” นางทำเพียงผายมือเรียวไปยังเก้าอี้ไม้ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะรับรอง โดยไม่มีทีท่าว่าจะขยับลุกขึ้นยืนต้อนรับขับสู้แต่อย่างใด
ไป๋ลั่วอิงคลี่ยิ้มบางเบารับคำ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดกายนั่งลงอย่างเรียบร้อยและสำรวม นางช้อนสายตากลมโตขึ้นมองเสิ่นเยว่ แววตาคู่นั้นอัดแน่นไปด้วยความเมตตาปรานีและฉายรอยสงสารเห็นใจระคนกัน เป็สายตาเวทนาชนิดที่ทำเอาเสิ่นเยว่เห็นแล้วแทบจะสำรอกอาหารเช้าออกมา
‘แสดงละครฉากโศกได้แเีเก่งกาจถึงเพียงนี้ สมแล้วที่เป็นางเอก!’
“หม่อมฉันได้ยินข่าวลือหนาหูจากภายนอก ว่าพระชายาทรงมีความทุกข์ใจ และไม่สู้จะยินดีนักกับเื่ที่ถูกบีบบังคับให้รับราชโองการพระราชทานสมรส หม่อมฉันรู้สึกเป็ห่วงยิ่งนัก จึงบังอาจเดินทางมาเยี่ยมเยียน เพื่อหวังจะเป็กำลังใจให้พระชายาเพคะ”
ไป๋ลั่วอิงเอ่ยถ้อยคำร่ายยาวด้วยน้ำเสียงที่ดูสั่นเครือและห่วงใยจากใจจริง “ผู้คนอาจจะมองว่าท่านอ๋องทรงโหดร้ายและเ็า แต่แท้จริงแล้ว…พระองค์ทรงเป็บุรุษที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและมีหัวใจที่อบอุ่นยิ่งนัก หากพระชายาทรงเปิดใจและทำความเข้าใจ ก็จะประจักษ์แจ้งแก่ใจว่าท่านอ๋องทรงเป็คนดีเพียงใดเพคะ”
ถ้อยคำที่หลุดออกจากปากนั้นฟังเผินๆ คล้ายกับคำปลอบประโลมให้กำลังใจ หากแต่เมื่อตกกระทบโสตประสาทของเสิ่นเยว่ มันกลับกลายเป็การอวดอ้างสรรพคุณและเยาะเย้ยถากถางอย่างร้ายกาจ นางเอกผู้นี้กำลังใช้ความใสซื่อประกาศกลายๆ ว่าตนเองสนิทสนมและรู้ใจบุรุษมัจจุราชผู้นั้นดีกว่าใคร!
‘มาไม้ไหนอีกล่ะแม่ดอกบัวขาวแสนดี!’
“โอ้…เป็เช่นนั้นหรอกรึ” เสิ่นเยว่คลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก หากแต่แววตากลับเ็าดุจน้ำแข็ง “คุณหนูไป๋ช่างมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับสวามีของข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ถึงได้กล้าการันตีและรู้ลึกถึงก้นบึ้งหัวใจของท่านอ๋องเป็อย่างดีประหนึ่งสตรีในเรือนหลัง”
คำถามสวนกลับที่แฝงไปด้วยคมมีดนั้น ทำเอารอยยิ้มหวานละมุนบนใบหน้าของไป๋ลั่วอิงแข็งค้างไปชั่วขณะดุจรูปปั้น นางรีบยกมือขึ้นโบกปฏิเสธเป็พัลวันด้วยท่าทีตื่นตระหนกและประหม่า
“ไม่ ไม่ใช่เช่นนั้นนะเพคะพระชายา!” ไป๋ลั่วอิงรีบเอ่ยแก้ตัวเสียงหลง “หม่อมฉันไม่ได้มีความสนิทสนมลึกซึ้งอันใด หม่อมฉันเพียงแค่ เคยได้รับความเมตตาช่วยเหลือจากท่านอ๋องในยามตกทุกข์ได้ยากอยู่หลายครา ท่านอ๋องจึงทรงเปรียบเสมือนผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของหม่อมฉันเท่านั้นเพคะ”
“ความช่วยเหลืออย่างนั้นหรือ” เสิ่นเยว่ทวนคำช้าๆ เน้นย้ำทีละพยางค์ “ช่วยเหลือแบบเดียวกับที่ท่านอ๋องเคยยื่นมือเข้าช่วยอนุชายาเจียหนิงกระนั้นหรือไม่เล่า”
นางจงใจโยนชื่อของอนุชายาเจียหนิงขึ้นมาวางบนบทสนทนา เพื่อหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาของดอกบัวขาวตรงหน้า
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น ใบหน้างดงามบริสุทธิ์ของไป๋ลั่วอิงก็ซีดเผือดลงเล็กน้อย รอยยิ้มจางหายไปจากริมฝีปาก นางลอบเหลือบสายตามองไปยังชิงหลัวที่ยืนเฝ้าอยู่เื้ัเสิ่นเยว่ ราวกับตระหนกใและ้าขอความช่วยเหลือ หากแต่ชิงหลัวกลับตีหน้าตาย ทำเป็ไม่รู้ไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น
“พระชายา เหตุใดจึงทรงเอ่ยพาดพิงถึงเื่ของอนุชายาเจียหนิงเล่าเพคะ” ไป๋ลั่วอิงเอ่ยถามเสียงอ่อย หลุบตาลงต่ำ “อย่างที่หม่อมฉันกราบทูล ท่านอ๋องทรงเป็คนดีมีเมตตา ทรงโปรดการยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนอันใดแอบแฝงเลยนะเพคะ”
‘บุรุษที่ลงดาบบั่นคอผู้คนได้หน้าตาเฉย และย้อมหิมะด้วยเืจนแดงเถือกเนี่ยนะ เป็คนดีมีเมตตา ช่างกล้าพูดออกมาได้ไม่อายปาก!’
เสิ่นเยว่ลอบแค่นเสียงหยันในใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มเยาะที่มุมปาก
“ก็ไม่ได้มีนัยอันใดลึกซึ้งหรอก” นางตอบกลับด้วยน้ำเสียงเนิบนาบราบเรียบ “ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่า ท่านอ๋องของพวกเ้านั้น ทรงกางปีกปกป้องและแจกจ่ายความ ‘เมตตา’ ให้กับสตรีทุกคนที่ทรงช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกันถึงเพียงนี้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง”
เสิ่นเยว่จงใจเน้นหนักที่คำว่า ‘เมตตา’ อย่างมีนัยแอบแฝง กรีดลึกเข้าไปในความสัมพันธ์อันคลุมเครือ
ไป๋ลั่วอิงเม้มริมฝีปากล่างแน่นจนห้อเื นางไม่ใช่สตรีโง่งม ย่อมฟังออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าถ้อยคำของเสิ่นเยว่กำลังจงใจพาดพิงและเสียดสีถึงความสัมพันธ์อันดีงามที่นางเคยมีร่วมกับเซียวเหยียน ใน่เวลาก่อนที่ราชโองการสมรสของเสิ่นเยว่จะถูกประกาศออกมา
“พระชายา ทรงเข้าพระทัยหม่อมฉันผิดไปไกลแล้วเพคะ” ไป๋ลั่วอิงช้อนสายตาที่รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมอง เอ่ยแก้ตัวด้วยน้ำเสียงน่าสงสารจับใจ “ระหว่างหม่อมฉันกับท่านอ๋อง บริสุทธิ์ใจต่อกัน ไม่มีสิ่งใดเกินเลยขอบเขตไปกว่าคำว่าผู้มีพระคุณกับผู้รับพระคุณเลยแม้แต่น้อยเพคะ”
“ถ้าเป็เช่นนั้นจริงก็ดีแล้ว” เสิ่นเยว่พยักหน้าตอบรับเบาๆ หากแต่แววตาหงส์กลับดุดันและปราศจากความเชื่อถือโดยสิ้นเชิง “เพราะตัวข้าเอง ก็มีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ชอบให้ผู้ใดมาเดินด้อมๆ มองๆ หรือวุ่นวายกับ ‘ของของข้า’ นัก”
สรรพนามคำว่า ‘ของของข้า’ ถูกเปล่งออกมาอย่างหนักแน่น ชัดเจน และทรงอำนาจ ราวกับราชสีห์ที่กำลังขีดเส้นอาณาเขต ประกาศความเป็เ้าของเหนือบุรุษมัจจุราชผู้นั้นโดยสมบูรณ์แบบ!
ไป๋ลั่วอิงถึงกับนั่งนิ่งอึ้งเป็รูปปั้นหิน ร่างบอบบางสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย นางจ้องมองใบหน้าของเสิ่นเยว่ด้วยแววตาที่อัดแน่นไปด้วยความตกตะลึงระคนไม่พอใจ ซึ่งเผลอหลุดรอดออกมาจากเปลือกนอกอันอ่อนโยน
นางไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า พระชายาที่เคยเป็เพียงสตรีเสียสติ คลุ้มคลั่งวิ่งตามออดอ้อนองค์รัชทายาทจนไร้ค่า จะแปรเปลี่ยนเป็สตรีที่ฉลาดเฉลียวและมีฝีปากกล้าแข็งคุกคามผู้คนได้ถึงเพียงนี้
‘สตรีผู้นี้ อันตรายเกินไป นางไม่ใช่เสิ่นเยว่คนเดิมที่ข้าเคยรู้จัก!’
รอยยิ้มปั้นแต่งบนใบหน้าของไป๋ลั่วอิงพลันปลาสนาการหายไปจนหมดสิ้น ดวงตากลมโตฉายแววเ็าและมาดร้ายออกมาเพียงชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่เ้าตัวจะรีบปรับเปลี่ยนสีหน้า กะพริบตาถี่ๆ ให้หยาดน้ำตาคลอหน่วย แล้วสวมบทบาทสตรีผู้ถูกรังแกและแสนเศร้าสร้อยในทันควัน
“หม่อมฉัน… หม่อมฉันเข้าใจความหมายของพระชายาแล้วเพคะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าและแ่เบาราวกับคนหมดแรง “ในเมื่อการมาเยือนของหม่อมฉัน ทำให้พระชายาทรงไม่สบายพระทัย หม่อมฉันก็ไม่กล้ารบกวนอีก ขอตัวลากลับก่อนนะเพคะ”
ไป๋ลั่วอิงหยัดกายลุกขึ้นยืน ค้อมกายทำความเคารพอย่างงดงามและอ่อนช้อย แล้วหมุนตัวก้าวเดินจากไปอย่างเชื่องช้า กระนั้นท่วงท่าการเดินที่ห่อไหล่และก้มหน้าต่ำ กลับดูประหนึ่งว่านางกำลังแบกรับความเศร้าโศกเสียใจและความอยุติธรรมเอาไว้เต็มอก เรียกร้องความสงสารจากทุกสายตาที่ทอดมอง
เมื่อแผ่นหลังของนางเอกดอกบัวขาวกลืนหายลับไปจากกรอบประตู ชิงหลัวก็รีบเดินปรี่เข้ามาหาเสิ่นเยว่ทันทีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสะใจและโล่งอก
“พระชายาทรงรับมือได้ยอดเยี่ยมมากเลยเพคะ! คุณหนูไป๋ผู้สูงส่งดูท่าจะจนตรอก ไปไม่เป็เลยทีเดียว” ชิงหลัวเอ่ยชื่นชมพลางยกมือขึ้นปิดปากกลั้นรอยยิ้มขบขัน
เสิ่นเยว่เพียงแค่คลี่ยิ้มเ็าที่มุมปาก นางเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย พลางยกจอกกระเบื้องเคลือบขึ้นจิบน้ำชาที่เย็นชืดเพื่อดับกระหาย
‘ดอกบัวขาวบริสุทธิ์อย่างนั้นรึ หึ! ดอกบัวขาวที่ดูงดงามและแสนดีน่ะ มักจะมีหนามแหลมคมอาบยาพิษ ซุกซ่อนอยู่ใต้โคลนตมในเงามืดเสมอ’
นางย่อมมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าการเดินทางมาเยือนของไป๋ลั่วอิงในวันนี้ มิได้เกิดจากความหวังดีหรือความห่วงใยอันใด หากแต่เป็การจงใจก้าวเข้ามาหยั่งเชิง เพื่อทดสอบท่าทีและประเมินสติปัญญาของนางต่างหาก
และที่สำคัญไปกว่านั้น นางมั่นใจเต็มสิบส่วน ว่าแม่ดอกบัวขาวผู้นี้ จะต้องนำบทสนทนาและพฤติกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น นำไปรายงานเติมสีใส่ไข่ให้ ‘ใครบางคน’ ในราชสำนักฟังเป็แน่แท้
‘เอาเถอะ หากอยากจะเล่นเกมกระดานชิงอำนาจนี้ให้มันสุดทาง ก็ดาหน้ากันเข้ามาได้เลย!’
ดวงตาหงส์ของเสิ่นเยว่ทอประกายวาวโรจน์และคมกริบดุจใบมีด นางพร้อมแล้วที่จะงัดทุกกลยุทธ์ ขึ้นมารับมือกับพายุลูกใหม่ที่กำลังจะซัดกระหน่ำเข้ามาในไม่ช้า!