เมื่อหลินเสวี่ยจู๋เอ่ยจบบรรดาบุรุษต่างก็มองหน้ากัน
พูดตามตรงพวกเขาติดตามลู่โม่มาหลายวัน แม้ว่าจะเรียนรู้ทักษะพื้นฐานในการล่าสัตว์มาบ้างแต่หากให้ลงมือเอง พวกเขาก็ยังไม่มั่นใจว่าจะล่าสัตว์ได้จริงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าพวกเขาไม่มีความสามารถในการประเมินอันตรายหากต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะรอดกลับมาได้ครบสมบูรณ์
กล่าวโดยสรุปคือ พวกเขาต้องการลู่โม่แต่หากต้องแบ่งเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ให้หลินเสวี่ยจู๋ครึ่งหนึ่งทุกครั้ง ก็ออกจะใจดำเกินไปหน่อยหรือไม่?
มีคนเอ่ยขึ้น“หลินเหนียงจื่อ น้องชายลู่โม่สอนพวกเราล่าสัตว์ พวกเราล้วนซาบซึ้งทุกครั้งที่ล่าสิ่งใดมาได้ก็ให้ครอบครัวพวกเจ้าเลือกก่อน นี่ยังไม่พออีกหรือ?”
หลินเสวี่ยจู๋รู้ทันความคิดของพวกเขาจึงถามกลับ “สัตว์ที่ล่าได้ล้วนเป็นฝีมือน้องชายข้า เขาเป็นคนล่ามาเองทั้งนั้น หากเขาขอแบ่งไปครึ่งหนึ่งนับว่ามากเกินไปหรือ?”
ทุกคนเงียบกริบ
เมื่อนึกย้อนไปถึงทุกครั้งที่ออกล่าสัตว์ล้วนเป็นลู่โม่ที่อยู่แนวหน้า เขาโจมตีจุดตายของสัตว์ก่อนจากนั้นพวกเขาถึงค่อยตามไปซ้ำ หากสัตว์ตัวใหญ่พวกเขาก็จะช่วยกันแบกกลับค่าย
แต่แม้ว่าจะไม่มีพวกเขาครอบครัวของหลินเหนียงจื่อย่อมจัดการเองได้ทั้งหมด เรียกได้ว่าไม่จำเป็นต้องพาพวกเขาไปด้วยเลยจริงๆพูดให้ชัดเจนคือ พวกเขาเอาเปรียบผู้อื่นมาโดยตลอด
เมื่อคิดเช่นนี้ การแบ่งให้อีกฝ่ายครึ่งหนึ่งก็ดูจะไม่มากเกินไปแล้ว
ทุกคนปรึกษากัน แล้วยอมรับกฎที่หลินเสวี่ยจู๋กำหนด
หลินเสวี่ยจู๋ระบายยิ้ม ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“สุภาษิตกล่าวไว้ว่ามีทรัพย์สมบัติมากมายมิสู้มีวิชาติดตัว การล่าสัตว์ถือเป็นทักษะยามคับขันมันจะช่วยให้พวกเจ้ามีชีวิตรอดได้จุดประสงค์ดั้งเดิมของพวกเราคืออยากให้พวกเจ้าเรียนรู้ทักษะนี้ถึงอย่างไรวันข้างหน้าก็ยังอีกยาวไกล หากพวกเจ้ายังคงพึ่งพาผู้อื่น เคยคิดหรือไม่ว่าจะพึ่งพาไปได้ถึงเมื่อไร?”
คำพูดของนางทำเอาบุรุษหลายคนหน้าแดงก่ำเป็นเพราะพวกเขาคิดตื้นเขิน เห็นได้ชัดว่าหลินเหนียงจื่อกับน้องชายลู่โม่คิดเผื่อทุกคนด้วยใจจริงแท้ๆแต่พวกเขากลับคิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น เกินไปแล้วจริงๆ!
ขณะที่ทุกคนกำลังเอ่ยปากเพื่อแสดงความมุ่งมั่นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าตึงตังดังแว่วมาจากด้านข้าง
เสียงฝีเท้านั้นหนักแน่นทรงพลังทำเอาทุกคนใจสั่น
พวกเขาหันไปมองอย่างพร้อมเพรียงเห็นวัวกระทิงตัวหนึ่งที่มีรูปร่างกำยำกำลังวิ่งตรงมาทางพวกเขา เขาสองข้างของมันตั้งชัน
“วิ่ง!”บรรดาบุรุษต่างพากันวิ่งหนีกระเจิง
ความรวดเร็วในการวิ่งหนีนั้นช่างชวนให้สงสัยจริงๆว่าคนที่เพิ่งเอ่ยวาจาอย่างองอาจเมื่อครู่นี้ใช่พวกเขาจริงๆ น่ะหรือ?
หลินเสวี่ยจู๋ผลักหลินเฉิงเหยาที่ตอบสนองช้าที่สุดเพื่อให้อีกฝ่ายได้สติจากนั้นก็หันหลังวิ่งไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
ส่วนลู่โม่เคลื่อนไหวอย่างว่องไวเขาหลบวัวกระทิงได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะชักมีดออกมาฟันไปที่วัวกระทิงทันที
มีดฟันเข้าที่ก้นของวัวกระทิงอย่างจัง
มันส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายจากหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงไปเป็นลู่โม่แทน
หลินเสวี่ยจู๋ปีนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ภายในอึดใจเดียวนางแหวกกิ่งไม้ออกแล้วมองลงไปด้านล่างเห็นหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงจูงมือกันวิ่งไปอีกทางด้วยความเร็วที่ค่อนข้างช้าทำเอานางพูดไม่ออกทันที
เพียงแต่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ใช่เป้าหมายของวัวกระทิงนางจึงไม่จำเป็นต้องกังวล
ส่วนลู่โม่แม้ว่าจะวิ่งและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว แล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศในการหลบหลีกวัวกระทิงจนมันมึนงงแต่กลับไม่อาจสลัดวัวกระทิงที่กำลังโกรธแค้นได้
ถึงอย่างไรความสามารถของมนุษย์ย่อมเทียบกับสัตว์ไม่ได้
หลินเสวี่ยจู๋มองหนึ่งคนหนึ่งวัวกระทิงที่ค่อยๆวิ่งออกไปไกลก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมา นางตะโกนบอกลู่โม่เสียงดัง “น้องชายวิ่งมาทางนี้ข้าจะช่วยเจ้าเอง”
ลู่โม่ได้ยินดังนั้นจึงวิ่งต่อไปอีกพักหนึ่งทว่าเขาตระหนักได้ว่าการทำเช่นนี้ต่อไปไม่เป็นผลเขาจึงวิ่งวนกลับมาทางหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋จับตาดูความเคลื่อนไหวของหนึ่งคนหนึ่งวัวกระทิงอย่างใกล้ชิดเมื่อวัวกระทิงอยู่ห่างจากนางไม่ถึงยี่สิบเมตร นางก็ใช้ความคิดเคลื่อนย้ายต้นไม้ใหญ่จากในมิติไปขวางหน้าวัวกระทิงเอาไว้
โครม!
วัวกระทิงที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งชนเข้ากับต้นไม้อย่างจังเขาทั้งสองข้างติดแน่นอยู่ในลำต้น มันหอบหายใจถี่ ส่งเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราด
ลู่โม่ได้ยินเสียงจึงหยุดวิ่งแล้วหันหลังกลับมามองเขาพบว่าวัวกระทิงขยับตัวไม่ได้ จึงใช้มีดปลิดชีวิตมัน
“พี่สะใภ้วัวกระทิงตายแล้วขอรับ” ลู่โม่ไม่อยากจะเชื่อความจริงข้อนี้เลยจริงๆ
วัวกระทิงวิ่งชนต้นไม้เอง!
“ขอบคุณที่ชม”หลินเสวี่ยจู๋ปีนลงมาจากต้นไม้
ลู่โม่หยิบนกหวีดออกมาเป่าหลายทีไม่นานบรรดาบุรุษที่วิ่งหนีกระเจิงก็วิ่งตามเสียงนกหวีดกลับมา
หลินเสวี่ยจู๋ยืนกอดอกอยู่ข้างวัวกระทิงมองบรรดาบุรุษอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ก่อนจะเอ่ยหยอกเย้า“เมื่อครู่ผู้ใดกันที่พูดอย่างมั่นใจว่าอยากกินเนื้อวัวกระทิงพอเหยื่อมาถึงที่ เจ้าวิ่งหนีอันใด?”
คนผู้นั้นเกาศีรษะอย่างเขินอายเขาพูดอย่างรู้สึกผิด “ข้าไม่เอาเนื้อวัวกระทิงแล้ว ข้าไม่ได้ออกแรงอันใดเลย”
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่าจะให้ข้ากับน้องชายแบกวัวกระทิงตัวนี้กลับไปกันสองคนอย่างนั้นหรือ?” หลินเสวี่ยจู๋ถามพลางกลั้นหัวเราะ
คนผู้นั้นรีบโบกไม้โบกมือ“ไม่ใช่ๆ ข้าจะช่วยพวกเจ้าแบก”
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างพึงพอใจ“ได้ เอาตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ หนังกับเนื้อครึ่งหนึ่งเป็นของพวกเราส่วนที่เหลือพวกเจ้าค่อยแบ่งกัน”
คนผู้นั้นมองหลินเสวี่ยจู๋อย่างเหลือเชื่อ“ข้าก็ได้ส่วนแบ่งด้วยหรือ?”
“ได้สินับว่าพวกเจ้าออกแรงช่วยแบก” หลินเสวี่ยจู๋พูดอย่างสบายๆ
นางไม่ได้สนใจเนื้อน้อยนิดนี้เพียงแต่อยากทำให้การแบ่งผลประโยชน์ชัดเจนก็เท่านั้น นางใจกว้างได้ แต่ไม่ยอมให้ผู้ใดมาเอาเปรียบ
เมื่อกำหนดกฎเกณฑ์เรียบร้อยบรรดาบุรุษก็หยิบเชือกที่พกติดตัวออกมามัดวัวกระทิงเป็นห้าส่วน แล้วช่วยกันแบกกลับค่ายพักแรม
หลินเสวี่ยจู๋นับจำนวนคนรู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้องจึงถาม “ลู่โม่ ท่านอากับท่านอาสะใภ้ของข้าอยู่ไหน?”
ทุกคนกลับมารวมตัวกันหมดแล้วมีเพียงหลินเฉิงเหยากับเจี่ยงฉีซวงเท่านั้นที่หายไป นางรู้จักนิสัยท่านอาเป็นอย่างดีเขาคงไม่ได้พาท่านอาสะใภ้หลงทางหรอกกระมัง?
“พวกเขาวิ่งไปทางไหนขอรับ?” ลู่โม่เองก็เคร่งเครียดขึ้นมา
หลินเสวี่ยจู๋ชี้ไปทางซ้าย
“ข้าไปตามเองขอรับ”พูดจบลู่โม่ก็วิ่งออกไปทันที ความเร็วราวกับมีวัวกระทิงไล่ตามหลังก็ไม่ปาน
หลินเสวี่ยจู๋อยากตามไปแต่จนปัญญาที่ตามไม่ทัน จึงได้แต่กลับไปที่ค่ายพักแรมก่อน
เมื่อทุกคนที่ค่ายพักแรมเห็นวัวกระทิงต่างก็ตาลุกวาววัวกระทิงตัวใหญ่ถึงเพียงนี้ย่อมมากพอให้ทุกคนกินอิ่มได้หนึ่งมื้อ แต่เมื่อได้ยินว่าครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋จะแบ่งไปครึ่งหนึ่งก็มีบางคนไม่พอใจ
“มีสิทธิ์อันใด?” สตรีผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น “ครอบครัวนางคนเยอะจึงบังคับให้พวกเราแบ่งใช่หรือไม่?”
พูดจบสตรีผู้นั้นก็จะเข้าไปหาเรื่องหลินเสวี่ยจู๋แต่กลับถูกสามีของนางปิดปากเอาไว้
สามีของนางอยู่ในกลุ่มที่ออกไปล่าสัตว์ด้วยเขากล่าวเสียงเบาอย่างรู้สึกอับอาย “วัวกระทิงตัวนี้ น้องชายลู่โม่กับหลินเหนียงจื่อเป็นคนฆ่าพวกเราไม่ได้ทำอันใดเลย เพียงช่วยแบกกลับมาก็เท่านั้นได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งก็นับว่าไม่เลวแล้ว หากเจ้าไปทำให้หลินเหนียงจื่อไม่พอใจพวกเราอาจไม่ได้ส่วนแบ่งแม้แต่ครึ่ง”
สตรีผู้นั้นตกตะลึง“ท่านว่าอันใดนะ? หลินเหนียงจื่อไม่เพียงแต่กล้าทุบตีบุรุษยังกล้าฆ่าวัวกระทิงด้วยหรือ?”
เอาเถิดต่อให้นางมีความกล้าเพียงใด นางก็ไม่กล้าเข้าไปหาเรื่องอีกฝ่ายแล้ว
.............................