- 19 -
เครื่องมือ
เพ่ยอิงไม่อาจตัดสินใจเองได้ หากต้องเดินทางไปมหาสมุทรฉางอันเพียงผู้เดียว
แม้โจวซวงจะอาสาตามไปอารักขาก็ตาม แต่เพ่ยอิงกลับห่วงสำนักต้าิแห่งนี้มากกว่า อย่างไรพวกมารก็ยังอยากได้ตัวของเขา พวกมันไม่ยอมแพ้แน่นอน
อาจารย์เป๋ยซานหลิงเข้ามาหาเพ่ยอิงที่ห้อง พร้อมกับใครบางคนที่ช่างดูคุ้นหน้าเสียเหลือเกิน
“เพ่ยอิง...เด็กโง่! ฮึก...จ..เ้ายังไม่ตาย”
“ท่านคือ?”
“ประมุขหอหลวง ัหลงเฟย”
“อ่า ก็คุ้นอยู่นะ แต่ขออภัยด้วยที่เรายังจำไม่ได้ทั้งหมด” เพ่ยอิงก้มหน้าให้ชายที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า สุดท้ายเขากลับได้รับการสวมกอดแทน
“เ้าเด็กบ้า!! เ้าโง่! ทำไมถึงยอมเสี่ยงขนาดนั้น ถ้าเ้าไม่กลับมาข้าจะทำยังไง”
เสียงโวยวายของัหลงเฟยดังต่อเนื่อง เขาเล่าว่าหลังจากที่เพ่ยอิงจากไป ์ก็หม่นหมองลงไปถนัดตา วังเหลียนฮวาที่เคยสว่างไสวก็ดูอึมครึม องค์ยูไลไปโปรดสรรพิญญาที่ขุมนรก ส่วนมหาเทพจวิ้นหยางนั้นกลับวังนับครั้งได้ และเวลานี้เง็กเซียนฮ่องเต้กำลังไปเยือนปรภพ
“เ้าว่าอย่างไรนะ!?”
“เื่ศิลาทำนายที่หายไป พระองค์สงสัยว่าจะเป็ปรภพที่เอาไป”
“ม..มัน ข้าว่ามันเป็ไปไม่ได้” เป๋ยซานหลิงลูบเคราที่ยาวของตัวเอง สีหน้าครุ่นคิดบอกว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ ครั้งหนึ่งศิลาทำนายกลับมาอยู่แดนเจียหลิงเอง หลังปรภพชิงไปครองได้ไม่เท่าไร
“ศิลาทำนาย? คืออะไรหรือ”
“หือ....”
“เอ่อ เราไม่ควรรู้ใช่ไหม มันคงเป็ความลับของพวกท่าน”
“ท่านเซียนเฒ่า! เหตุใดเ้าเด็กนี่ถึงเลอะเลือนได้มากเพียงนี้เล่า เพ่ยอิงคืออัจฉริยะของ์เก้าชั้นฟ้า ท่านก็รู้ไม่ใช่หรือ!!”
“อย่าะโสิเ้าัโง่!”
เพ่ยอิงเลยไม่ได้รับคำตอบที่ถามไป เพราะทั้งคู่กำลังะโใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร
“แบบนั้นคงต้องฝากเพ่ยอิงแล้ว เื่ไปมหาสมุทรฉางอัน”
“อืม! ไม่มีปัญหา”
เพ่ยอิงจะเดินทางในวันรุ่ง เวลานี้เขาก็ยังนั่งทบทวนทุกสิ่งอย่างที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าตนเองตัดสินใจถูกต้องหรือไม่ เขานั้นควรกลับไปหาอดีตเพื่อแก้ไขจริงหรือ
‘มันหนักหนาสาหัสมากไม่ใช่รึเพ่ยอิง’
‘เ้าเกือบตายไปจากโลกใบนี้แล้ว ไฉนยังอยากกลับไปยืนที่เก่าอีกเล่า’
‘สิ่งที่ทำไปทั้งหมดนั้นมันดีแล้วหรือ เ้าทำดีแล้วเหตุใดจึงกลายเป็เช่นนี้ได้’ เสียงในสมองของเพ่ยอิงกำลังตีกัน จิตใจที่เคยหนักแน่นในตอนนั้น ไหวเอนไปกับเื่ราวที่ผ่านมา
“ลูกรักของแม่” ~ ~
“หือ?”
“เพ่ยอิงของแม่ เ้าช่างเติบโตมาได้ดีมากเลยเชียว...” แว่วเสียงของหญิงสาวผ่านมาตามสายลม ช่างนุ่มนวลและมีพลังอย่างประหลาด
“ท่าน! ท่านคือผู้ใด?”
“เพ่ยอิง...อย่ายอมแพ้ให้กับความมืดบอดในใจของตนเอง ลูกจงเป็เช่นสายน้ำที่ไหลไปตามทาง”
“มะ แม่หรือ?”
แว่วเสียงนั้นเงียบหายไปพร้อมกับสายลม เพ่ยอิงกระพริบตาถี่มองรอบข้างที่มืดสนิท เขาไม่มีทางหูฝาดหรือหลอนไปเอง
“เด็กโง่!”
“เฮือก! ท่าน เราใหมดเลย”
“เ้ามานั่งมองฟ้าอะไรในเวลานี้ ทำไมไม่รีบพักผ่อนเอาเรี่ยวแรง” หลงเฟยนั่งลงเคียงข้างเด็กหนุ่ม เพ่ยอิงเคยขอให้เขาอ่านหนังสือให้ฟัง บน์ไม่ได้มีดวงดาวให้ดู ท้องฟ้ามีเพียงสีขาวและสีดำ
“เรามีแม่หรือเปล่า เมื่อครู่เราได้ยินเสียงของนาง”
“หืม?”
“ก่อนหน้านี้ในนิมิตของเรา ก็เคยเห็นนางอยู่ในที่งดงาม อาภรณ์ของนางขาวสะอาด ั์ตาของนางสีเดียวกับเรา ฟ้าครามดุจมหาสมุทร”
“เป็นาง? เป็นางที่ช่วยเพ่ยอิงหรือนี่!” หลงเฟยพึมพำกับตัวเองเสียงเบา
“ท่านรู้ใช่ไหม? ว่านางเป็ใคร นางเป็แม่ของเราหรือเปล่า” เพ่ยอิงรัวคำถามที่อยากรู้ แต่หลงเฟยกลับเงียบไม่ยอมตอบ สีหน้าของเขาแสดงความปวดร้าวและทุกข์ใจ
“เพ่ยอิง....สักวัน เ้าคงจะรู้ทุกอย่างเอง”
“ท่านบอกไม่ได้หรือ?”
“เพราะข้าไม่มีสิทธิ์นั้น ข้าไม่มีสิทธิ์อาจเอื้อมถึงนาง ข้าไม่มีสิทธิ์จะเอ่ยชื่อนางด้วยซ้ำ”
“อ่า เราขออภัยที่ทำท่านเ็ป”
“หมื่นปีก่อนหน้า ์ของเราพินาศย่อยยับ หญิงสาวผู้หนึ่งยอมสละตนเองลงไปนอนกองอยู่ที่ขุมนรกอเวจี เพื่อจะใช้ร่างกายผนึกมารร้ายตนนั้นไว้”
“ท่านหมายถึงนาง?”
หลงเฟยไม่ได้ตอบเพ่ยอิง ทว่าริมฝีปากก็เอื้อนเอ่ยประโยคถัดไป “นางสละทุกสิ่งอย่างเพื่อปกป้องสรรพชีวิต แต่เขากลับทำลายทุกสิ่งอย่างเพราะรักนาง”
“อ่า...”
“นางให้กำเนิดบุตรชายอัจฉริยะของ์ ในขณะที่เขาสรรสร้างความร้ายกาจของเผ่ามาร”
“....”
“เ้าคงเดาได้แล้วว่าสองคนที่ข้ากำลังกล่าวถึงนั้นคือผู้ใด”
หน้าโรงเตี๊ยมเมืองไห่ฉือที่คนกำลังพลุกพล่าน เ้าของั์ตาฟ้าครามมายืนอยู่ด้านหน้า มองไปด้านในก็พบคนมากมายกำลังร่ำสุรา ส่งเสียงจอแจราวกับว่าอยู่ในงานเลี้ยงสังสรรค์
เพียงแค่เพ่ยอิงเดินเข้ามาด้านใน ด้วยรูปลักษณ์เดิมแบบที่ติดอยู่ในประกาศ เถ้าแก่กู้ถึงกับมือไม้สั่นอย่างไม่เชื่อสายตา ยกกระดาษเทียบแล้วเทียบอีกอยู่อย่างนั้น
“เรา้าพบชายที่เอาแต่ดื่มสุรา เขาอยู่ที่ไหน?”
“อ๋า! น่าจะชั้นสองขอรับ”
“เราขอให้ท่านเงียบเอาไว้ เื่พบเจอเราปิดปากให้มิดชิด” เพ่ยอิงมอบทองคำให้หนึ่งถุงผ้าเป็ค่าปิดปาก เถ้าแก่กู้ตาลุกวาวพยักหน้ารัวรับคำหนักแน่น
ทุกอย่างไม่รอดพ้นสายตาของเสี่ยวซิง ที่กำลังนั่งมองอยู่จากอีกฝั่งของโรงเตี๊ยม
ประตูบานใหญ่ถูกผลักออก ร่างของป๋อเหวินยังคงนิ่งสงบกอดไหสุราเตรียมยกดื่ม
“ท่าน!” ซัวเหิงใที่เพ่ยอิงปรากฏตัวในเวลานี้
“ป๋อเหวิน!! หยุดดื่ม”
“หึ...เ้า! ตายไปแล้วไม่ใช่หรือไง เ้ามาหลอกหลอนข้าทำไม?” เพ่ยอิงกรอกตามองบน ป๋อเหวินไว้หนวดครึ้มเขียว สภาพเหมือนคนไร้บ้านตามข้างถนน อะไรทำให้ชีวิตจอมมารมาถึงจุดนี้ได้
“งั้นเราไปตายอีกรอบดีไหมเล่า!”
“เพ่ยอิง!!”
ซัวเหิงเห็นท่าไม่ดีรีบถอยหนีออกไปเฝ้าประตูด้านนอก เหลือเพียงคนสองคนที่นั่งจ้องตาไปมา
“ทำไม? ทำไมเ้าต้องมาอยู่ตรงนี้อีกแล้ว ทำไมอีกเพ่ยอิง”
“แล้วท่านว่ามันเพราะอะไร?”
“เ้าไม่ควรจำอดีตได้ เ้าควรลืมทุกสิ่ง ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เ้าชื่นชอบ”
“แบบนั้นท่านจะมีความสุขรึ? ที่เอาแต่เมามายไม่ใช่เพราะเราหรือไง ท่านจมอยู่กับความผิด ท่านคิดว่าตัวเองเป็ต้นเหตุทุกอย่าง พอเจอเราอีกครั้ง ท่านก็หลอกตัวเองว่าเป็ไปไม่ได้ ทั้งที่ท่านรู้อยู่แล้วว่าเป็เรา เป็เพ่ยอิงที่น่ารำคาญในสายตาของท่าน”
คำพูดร่ายยาวของเพ่ยอิงไม่ผิดเลยสักนิด เด็กหนุ่มพูดเหมือนมานั่งอยู่ในใจของป๋อเหวิน เขาวางไหสุราอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะลุกเดินมาหาเพ่ยอิง
“ข้าจะกลับเผ่ามาร แลกกับการที่พวกเขาจะไม่มายุ่งกับเ้าอีก”
เพ่ยอิงส่ายหน้าไปมา มือขาวซีดเอื้อมมาคว้าแขนของป๋อเหวินเอาไว้ จอมมารหนุ่มขมวดคิ้วทันที มองการกระทำนี้อย่างไม่เข้าใจ
“ท่านอย่ากลับเผ่ามาร พวกนั้นตั้งใจสร้างท่านเป็เครื่องมือ”
“เ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ?”
“ป๋อเหวิน!...”
“เพ่ยอิง ตราบใดที่ข้ายังอยู่กับเ้า พวกเขาจะเอาเ้ามาบีบข้า” ป๋อเหวินส่ายหน้าไปมา ดวงตาแดงก่ำมองเทพหนุ่มความจำเสื่อม “เ้าจะเสี่ยงไม่ได้อีกแล้ว คราวนี้ข้าคงตายของจริง”
ถึงไม่เข้าใจอะไร แต่เพ่ยอิงก็ยอมปล่อยแขนของจอมมาร ด้านนอกเสี่ยวซิงกำลังมาที่ห้องของป๋อเหวิน พร้อมด้วยคนของเผ่ามารอีกหลายคน มุ่งตรงมาอย่างมีจุดประสงค์ที่ชัดแจ้ง
“เข้าไม่ได้ขอรับ”
“หลบไป! ิญญาอย่างเ้า คงไม่อยากไปนอนดิ้นเพราะโดนพิษของข้าใช่ไหม?”
“นายท่านกำลังพักผ่อน”
“นี่คิดว่าข้าโง่หรืออย่างไร”
แต่ประตูกลับถูกเปิดออกจากคนด้านใน ป๋อเหวินมีเพียงสีหน้าถมึงไม่พอใจ ในขณะที่เสี่ยวซิงแสยะยิ้มอย่างพอใจส่งกลับมาให้
“อยู่ไหนล่ะ?”
“....”
“เทพหนุ่มะผู้นั้น อยู่ที่ใดล่ะป๋อเหวิน”
“หากท่านไม่ออกไปให้พ้น ข้าสาบานเลยว่าจะไม่อดทนอีกต่อไป” ป๋อเหวินเรียกิญญาของซัวเหิงกลับเข้ามาในดาบ เขานั้นยอมเล่นสนุกมามากพอแล้ว
“ป๋อเหวิน!”
“เพ่ยอิงเป็คนของข้า ท่านไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อของเขา”
“....”
“หากท่านไม่ฟังข้าพูด ข้าจะส่งท่านไปรับใช้มารหัวขนนั่นที่ขุมนรกอเวจี!” ป๋อเหวินไม่เพียงแค่พูด เขาตวัดดาบไปมาบอกให้รู้ว่าเอาจริง
“แปลว่าเ้าเลือกทรยศเผ่ามาร เป็ศัตรูกับปรภพงั้นใช่ไหม?”
“หึ! ข้าน่ะหรือเลือกทรยศ ข้าไม่เป็ปีศาจร้ายอย่างที่้า ข้าไม่กลับไปเป็เครื่องมือของพวกท่าน ข้าไม่เป็เช่นพ่อตัวเอง อ่า.....ข้าไม่ควรเรียกมารหัวขนนั่นว่าพ่อด้วยซ้ำ!”
“หยาบคาย!!!”
ทว่าป๋อเหวินยังไม่ทันพูดอะไรต่อ ร่างของเพ่ยอิงก็ลอยไปกระแทกกับผนังเสียงดัง
เสี่ยวรุ่ยคว้าลำคอของเทพหนุ่มเอาไว้ ส่งสายตาเขียวเข้มมายังจอมมารที่กำลังโกรธ มือของป๋อเหวินกระชับดาบในมือของตัวเองแน่น มันสั่นจนอยากลิ้มเื เพียงเพราะเห็นเพ่ยอิงเจ็บตัว
“คราวนี้กลับได้แล้วนะป๋อเหวิน”
“ปล่อยเพ่ยอิง!!!”
“เ้าก็ลองวาดลวดลายดาบในมือเข้าสิ แบบนั้นข้าจะยอมตายไปเฝ้าท่านป๋อเถาซ่งก็ได้”
“อึก! ป..ป๋อเหวิน ยะ อย่า...!..”
เสียงดาบกระทบกับพื้นสั่นไปมา ร่างกายของจอมมารสั่นเทิ้ม ความพยายามที่จะอดกลั้นกำลังสิ้นสุดลง
“ป๋อเหวิน อึก..! มะ ไม่เป็ไร!! อย่าทำ ยะ อย่าทำร้ายมนุษย์”
“ข้าจะพูดอีกครั้ง! ปล่อยเพ่ยอิง”
ดวงตาของป๋อเหวินเริ่มมีสีดำแทรกขึ้นมา มันคล้ายกับคราวที่เขาโดนจิตมารเข้าแทรก แต่เหมือนคราวนี้จะเป็มารในจิตของป๋อเหวินเสียเอง
ดาบอัคนีปีศาจสั่นแรงมากขึ้น จิติญญาของการกระหายเืเริ่มสิงสู่ในใจของเขา
“เสี่ยวรุ่ย! ปล่อยเด็กนั่น”
เผ่ามารต่างถอยร่นออกไปจากบริเวณนั้นทั้งหมด เสี่ยวซิงรู้ดีว่าหากป๋อเหวินบ้าคลั่ง ทุกอย่างคงพินาศย่อยยับไม่เหลือสิ่งใด
เพ่ยอิงเป็อิสระก็รีบไปกอดร่างของป๋อเหวินเอาไว้ พยายามปลอบให้สงบลง “ป๋อเหวิน! มองเราสิ อย่าเป็เครื่องมือของพวกเขา ท่านอย่ายอมเป็ทาสความชั่วร้ายเลยนะ....”
ร่างกายของป๋อเหวินกลับมาสงบอีกครั้ง เส้นสีดำเมื่อครู่หายไปอย่างไร้ร่องรอย พร้อมกับซัวเหิงที่ออกมาประคองผู้เป็นายของตน