ตอนที่ 4: ความจริงจอมปลอม
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งแสงสีขาวสะอาดตา เข้ามากระทบกับใบหน้าของฉันที่กำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงคิงไซส์หนานุ่มราวกับปุยเมฆ ฉันขยับตัวบิดขี้เกียจอย่างเชื่องช้า สูดกลิ่นหอมสะอาดของน้ำยาปรับผ้านุ่มราคาแพงที่อบอวลอยู่บนชุดเครื่องนอน ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมารับวันใหม่
ฉันกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องนอนกว้างขวางที่ถูกตกแต่งในสไตล์โมเดิร์นคลาสสิก เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างลงตัวและเน้นดีไซน์ที่หรูหรามีระดับ เครื่องปรับอากาศ หรือ 'แอร์' แบบฝังเพดานส่งเสียงครางเบาๆ พร้อมกับเป่าลมเย็นฉ่ำให้กระจายไปทั่วทุกมุมห้อง
"อืม... นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิต" ฉันพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มกว้าง พลิกตัวนอนหงายและมองจ้องขึ้นไปบนเพดาน
เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันยังต้องทนฟังเสียงพัดลมเก่าๆ ดังเอี๊ยดอ๊าด และทนสูดกลิ่นอับชื้น in ห้องเช่าราคาถูกย่านชุมชนแออัดอยู่เลย แต่วันนี้... ฉันกลับได้มานอนเอกเขนกอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมือง ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มีสระว่ายน้ำลอยฟ้า และฟิตเนสครบวงจร
นี่แหละคือผลตอบแทนอันหอมหวานของความฉลาดและการรู้จักใช้เสน่ห์มารยาให้เป็นประโยชน์ ร่างกายและสมองของฉันคือตั๋วชั้นหนึ่งที่พาฉันหลุดพ้นจากขุมนรกแห่งความยากจน และทะยานกลับขึ้นมาสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้งในเวลาอันรวดเร็ว
ฉันลุกจากเตียง เดินนวยนาดเข้าไปในห้องน้ำที่ปูด้วยหินอ่อนนำเข้า จัดการชำระล้างร่างกายและแต่งตัวด้วยชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นสบายๆ ก่อนจะเดินออกมาที่โซนห้องครัว ซึ่งมีเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อนและอุปกรณ์ทำอาหารครบครัน
บนโต๊ะอาหารมีชุดอาหารเช้าสไตล์อเมริกันที่แม่บ้านของคอนโดนำมาเสิร์ฟเตรียมไว้ให้ตามคำสั่งของเสี่ยสมชาย ทั้งขนมปังปิ้งสีเหลืองทอง ไส้กรอก เบคอนทอดกรอบ และไข่ดาวสุกกำลังดี เสิร์ฟคู่กับน้ำส้มคั้นสดและกาแฟหอมกรุ่น
ฉันนั่งลงรับประทานอาหารเช้าอย่างอารมณ์ดี รสชาติของอาหารช่างเอร็ดอร่อยและกลมกล่อมมากกว่าปกติ อาจจะเพราะมันถูกปรุงรสมาด้วยความรู้สึกของ 'ชัยชนะ' และ 'ความสำเร็จ' ก้าวแรกของฉัน
ช่วงค่ำของวันเดียวกัน...
เสียงคีย์การ์ดแตะเข้ากับระบบล็อกประตูดัง 'ติ๊ด' ก่อนที่บานประตูไม้เนื้อแข็งจะถูกผลักเปิดออก ปรากฏร่างของเสี่ยสมชายในชุดสูททำงานที่ดูภูมิฐาน ทว่าวันนี้ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่มและมีชีวิตชีวา ในมือทั้งสองข้างของเขาหอบหิ้วถุงกระดาษแบรนด์เนมยี่ห้อดังมาหลายใบ
"พี่สมชาย! กลับมาแล้วเหรอคะ พราวคิดถึ๊งคิดถึง" ฉันรีบวางนิตยสารแฟชั่นในมือลงบนโซฟา แล้ววิ่งเหยาะๆ เข้าไปสวมกอดเอวหนาของเขาอย่างออดอ้อน ซุกใบหน้าลงกับแผงอกกว้างพร้อมกับช้อนสายตาขึ้นมองด้วยจริตของเด็กสาวขี้อ้อน
"พี่ก็คิดถึงหนูพราวเหมือนกันจ้ะ วันนี้พี่มีประชุมทั้งวัน เหนื่อยแทบแย่... แต่พอเปิดประตูเข้ามาเห็นหน้าหวานๆ ของหนู ความเหนื่อยมันก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย" สมชายก้มลงหอมแก้มฉันฟอดใหญ่ ลูบไล้เรือนผมของฉันอย่างทะนุถนอม
"ปากหวานจังเลยนะคะ... แล้วนั่น... ถุงอะไรเยอะแยะเลยคะเนี่ย?" ฉันแสร้งทำตาโตเป็นประกาย มองไปที่ถุงแบรนด์เนมในมือของเขา
"ของขวัญสำหรับเด็กดีของพี่ไงจ๊ะ พี่เห็นว่าหนูพราวยังไม่มีเสื้อผ้ากับกระเป๋าสวยๆ ไว้ใช้ตอนไปเที่ยวกับพี่ พี่เลยแวะซื้อมาให้... ลองดูสิว่าชอบไหม" เขาวางถุงทั้งหมดลงบนโซฟา แล้วพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
"ว้าว! สวยๆ ทั้งนั้นเลยค่ะพี่สมชาย พราวชอบมากเลย!" ฉันหยิบกระเป๋าแบรนด์เนมใบหรูขึ้นมากอดไว้แนบอก ส่งยิ้มหวานระยิบระยับไปให้เขา "พี่สมชายใจดีกับพราวที่สุดเลย พราวโชคดีมากๆ เลยนะคะที่ได้มาเจอผู้ชายที่ทั้งอบอุ่นและมีความเป็นผู้นำอย่างพี่สมชาย"
คำชมที่ถูกป้อนด้วยน้ำเสียงหวานเจี๊ยบ ทำให้เสี่ยสมชายถึงกับยิ้มกริ่มจนแก้มแทบปริ อีโก้และความภาคภูมิใจในความเป็นชายของเขาพองโตจนคับอก เขาชอบที่จะเป็นผู้ให้ เป็นผู้ควบคุม และเป็นฮีโร่ในสายตาของเด็กสาวที่ไร้เดียงสา ซึ่งฉันก็ยินดีที่จะสวมบทบาทนั้นให้เขาอย่างเต็มที่ตราบใดที่ผลตอบแทนมันยังคงคุ้มค่า
"แค่นี้จิ๊บจ๊อยมากจ้ะ ถ้าหนูพราวทำตัวน่ารักและว่านอนสอนง่ายแบบนี้ไปเรื่อยๆ พี่รับรองว่าชีวิตหนูจะสุขสบายเหมือนเจ้าหญิงเลยล่ะ... มาให้พี่ชื่นใจอีกสักรอบสิ" สมชายดึงร่างของฉันเข้าไปกอดรัด ซุกไซ้ซอกคอและระดมจูบอย่างหิวกระหาย ซึ่งฉันก็โอนอ่อนผ่อนตามและหัวเราะคิกคักอย่างมีจริตมารยา ปรนเปรอความสุขให้เขาจนกระทั่งเขาพอใจและขอตัวกลับไปพักผ่อนที่บ้านของตัวเอง
หลังจากที่ประตูห้องถูกปิดลงและเสียงฝีเท้าของเสี่ยสมชายเงียบหายไป ฉันก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนโซฟาตัวยาวด้วยความผ่อนคลาย ถอนหายใจออกมาเบาๆ เพื่อไล่ความเมื่อยล้าจากการสวมหน้ากากกุลสตรีแสนดี
ฉันเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกระจกขึ้นมา ปลดล็อกหน้าจอและกดเข้าแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียยอดฮิต นิ้วเรียวเลื่อนหน้าจอไถดูฟีดข่าวไปเรื่อยเปื่อย เพื่อฆ่าเวลาก่อนไปอาบน้ำ
กระทั่ง... สายตาของฉันไปสะดุดเข้ากับโพสต์หนึ่งที่เพื่อนในมหาวิทยาลัยแชร์มา
มันเป็นโพสต์จากบัญชีผู้ใช้ของคุณหญิงประภาศรี... ภรรยาหลวงที่ถูกต้องตามกฎหมายของเสี่ยสมชาย
ภาพในโพสต์เป็นภาพถ่ายครอบครัวสุดอบอุ่นที่ร้านอาหารหรูบนตึกระฟ้า เสี่ยสมชายในชุดสูทสีเข้มตัวเดียวกับที่เขาใส่มาหาฉันเมื่อครู่นี้ กำลังยืนโอบไหล่ภรรยาวัยกลางคนที่แต่งตัวสวยสง่า ใบหน้าของทั้งคู่ประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข โดยมีลูกชายและลูกสาววัยไล่เลี่ยกับฉันยืนขนาบข้าง
ข้อความแคปชันใต้ภาพเขียนเอาไว้อย่างหวานซึ้งว่า...
*'ฉลองครบรอบแต่งงาน 20 ปีกับสามีที่แสนดีและพ่อที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ขอบคุณที่ดูแลและรักครอบครัวของเราเสมอมา รักคุณที่สุดค่ะ สมชาย' *
ภาพและข้อความนั้นเพิ่งถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเมื่อประมาณสองชั่วโมงที่แล้ว... ซึ่งก็คือช่วงเวลาที่เสี่ยสมชายเพิ่งจะเดินออกจากห้องของฉันไป เพื่อรีบกลับไปรับบทบาท 'แฟมิลีแมน' หรือหัวหน้าครอบครัวที่แสนดีนั่นเอง
ฉันจ้องมองภาพนั้นอยู่นาน... แต่เชื่อไหมว่า แทนที่ฉันจะรู้สึกอกหัก เจ็บช้ำน้ำใจ ร้องไห้ฟูมฟาย หรือรู้สึกผิดบาปที่เข้าไปเป็นมือที่สามทำลายครอบครัวคนอื่น... ฉันกลับหลุดขำพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"ฮ่าๆๆๆ... โอ๊ยยยย ตลกชะมัด!" ฉันหัวเราะจนตัวงอ โยนโทรศัพท์มือถือลงบนโซฟาอย่างไม่ไยดี "นี่สินะ... สังคมจอมปลอมที่เต็มไปด้วยหน้ากากและคำโกหกพกลม"
โลกเบื้องหน้า เสี่ยสมชายคือสามีผู้ซื่อสัตย์และพ่อที่แสนดี เป็นนักธุรกิจที่น่านับถือและมีภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาด แต่โลกเบื้องหลัง... เขากลับกลายเป็นตาลุงตัณหากลับที่แอบเลี้ยงดูเด็กสาวคราวลูก ซุกซ่อนบ้านเล็กบ้านน้อยเอาไว้เพื่อปรนเปรอกิเลสของตัวเอง
ฉันลุกขึ้นยืน เดินไปหยุดอยู่ที่ระเบียงห้องชุดซึ่งผนังเป็นกระจกใสบานใหญ่ มองออกไปเห็นวิวทิวทัศน์ของตึกระฟ้าและแสงไฟยามค่ำคืนที่สว่างไสวระยิบระยับของกรุงเทพมหานคร สายลมเย็นๆ พัดมาปะทะใบหน้า ทำให้สมองของฉันปลอดโปร่งและแจ่มใส
ในฐานะนักศึกษาจิตวิทยา ฉันวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านเลนส์ของ 'กลไกการรับมือ' อย่างเป็นเหตุเป็นผล
การที่เสี่ยสมชายมีภรรยาหลวงและครอบครัวที่อบอุ่นอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องน่าเศร้าสำหรับฉันเลย แต่มันคือ 'เรื่องดีเลิศ' ต่างหาก!
ลองคิดดูสิ... ถ้าเขาเป็นชายโสดที่กำลังตามหารักแท้ เขาอาจจะคาดหวังให้ฉันจงรักภักดี ซื่อสัตย์ และอาจจะถึงขั้นบีบบังคับให้ฉันแต่งงานด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่าฉันจะต้องถูกผูกมัดและสูญเสียอิสรภาพไปตลอดชีวิต
แต่ในเมื่อเขามีครอบครัวอยู่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ชัดเจนและง่ายดายขึ้นมาก... มันเป็นแค่การ 'แลกเปลี่ยนผลประโยชน์' อย่างตรงไปตรงมา เขาจ่ายเงินเพื่อซื้อความสุขทางกายและทางใจจากความสาวความสวยของฉัน ส่วนฉันก็ทำหน้าที่เป็นของเล่นแสนหวานให้เขาเชยชม เพื่อแลกกับทรัพยากร เงินทอง และความมั่นคงที่จะนำมาสร้างรากฐานชีวิตของตัวเอง
ไม่มีความผูกพันทางอารมณ์... ไม่มีการเรียกร้องสถานะ... และไม่มีการล้ำเส้นซึ่งกันและกัน
นี่แหละคือสมการความสัมพันธ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับฉันในตอนนี้!
ฉันหมุนตัวเดินกลับเข้ามาในห้อง ตรงเข้าไปในห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยเสื้อผ้าและกระเป๋าแบรนด์เนมที่เสี่ยสมชายเพิ่งซื้อมาให้ ฉันหยิบชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงสดที่ดูเย้ายวนและเซ็กซี่ที่สุดออกมาสวมใส่ ทาบลิปสติกสีแดงสดลงบนเรียวปากอวบอิ่ม แล้วยืนโพสท่าอย่างมั่นใจอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่
ภาพสะท้อนในกระจกคือหญิงสาวที่สวยสง่า ทรงเสน่ห์ และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แววตาของฉันไม่ได้ว่างเปล่าหรือสิ้นหวังอีกต่อไป แต่มันประกายความมุ่งมั่นและเจ้าเล่ห์อย่างร้ายกาจ
"โชคชะตามันก็ไม่ได้โหดร้ายเสมอไปหรอกนะ..." ฉันกระซิบกับเงาของตัวเอง พร้อมกับเหยียดยิ้มร้าย "ในเมื่อโลกใบนี้มันเต็มไปด้วยความจริงจอมปลอม... ฉันก็จะสวมหน้ากากกุลสตรีแสนดี เล่นละครฉากใหญ่หลอกล่อให้เสี่ยสมชายลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้นเลยคอยดู"
เขาคิดว่าเขากำลังควบคุมฉันด้วยเศษเงินและสิ่งของหรูหรา... แต่หารู้ไม่ว่า ฉันต่างหากที่เป็นคนคุมเกมนี้
ฉันจะใช้มารยาหญิงทั้งหมดที่มี ปรนเปรอเขาให้สำลักความสุข ซึมซับเอาผลประโยชน์ เงินสดในตู้เซฟ และคอนโดหรูทุกแห่งที่เขามี มาเป็นของฉันให้หมด... และเมื่อถึงเวลาที่ฉันได้ทุกอย่างที่ต้องการแล้ว ฉันนี่แหละ จะเป็นคนเขี่ยเขาทิ้งอย่างไร้เยื่อใย
รอยยิ้มพราวเสน่ห์และเสียงหัวเราะใสแจ๋วของฉันดังก้องไปทั่วห้องชุดสุดหรู ท่ามกลางค่ำคืนที่แสนเย้ายวน... แผนการร้ายของแม่เสือสาวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!