นับตั้งแต่จางฉวนที่ได้มาพักอยู่อาศัย ณ เรือนรับรองของหยางไคตลอดหลายวันแล้ว ก็รู้สึกว่าในแต่ละวันนั้น ตนกลับมีเวลาพักผ่อนมากมายจนเกินไป จึงได้พยายามหางานให้ตนเองอยู่เป็นประจำ อาทิ การแย่งงานของคนงานทุกประเภท หรือแม้แต่งานบ้านที่มิต้องใช้ความประณีตบรรจงมากมายนักจากสาวใช้ เพื่อใช้ในการฆ่าเวลาให้ผ่านไปโดยเร็วที่สุด
ส่วนจางยุ่นเอ๋อและนางจูรั่วซีนั้นย่อมมีความสนิทสนมกันยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งยังชักชวนกันออกไปที่เที่ยวเล่นที่ตลาดและทำบุญที่วัดเป็นประจำทุกวัน ซึ่งจางฉวนนั้นคงไม่สามารถจะเข้าไปสอดแทรกความสัมพันธ์ของคนทั้งสองได้ ในแต่ละวันจึงผ่านไปด้วยความเหงาหงอยนัก
จนถึงยามเซิน (申 15.00 – 16.59 น.) หยางไคได้กลับมาถึงเรือน จางฉวนจึงจะเริ่มมีเพื่อนคุย
ชายต่างวัยทั้งสองจึงได้เกิดความสนิทสนมกันขึ้นเช่นเดียวกัน จางฉวนจึงยิ่งรักใคร่หยางไคไม่ต่างกับบุตรชายของตน และในช่วงเวลาเย็นไปจนถึงเวลาดึกนี้เอง ก็ได้เป็นช่วงเวลาของการฝึกปรือแลกเปลี่ยนวิชายุทธ์และดื่มกินของคนทั้งคู่
ส่วนวันหยุดราชการจะมีทุก 10 วัน
ได้แก่วันที่ 10 วันที่ 20 วันที่ 30 หรือวันที่ 28 และ 29 ของเดือนยี่ในปีอธิกสุรทิน ซึ่งหยางไคจะมีเวลาว่างในการฝึกฝนวิชากันตั้งแต่เช้าจนดึกดื่น
ด้วยความสัมพันธ์กันซึ่งใกล้เคียงกับคำว่า ‘ศิษย์อาจารย์’ และด้วยความรู้สึกที่คุ้นเคยกันเฉกเช่นสหายสุรา หยางไคจึงได้ทราบว่า ลี่เจียผู้เป็นมารดาและฮูหยินของประมุขพรรคกระยาจกนั้นเคยคบหาดูใจกับจางฉวนมาก่อน แต่เมื่อหลี่ซื่อชิ่นได้สืบทอดตำแหน่งประมุขพรรคแล้ว บิดามารดาของลี่เจียกลับยกนางให้กับประมุขพรรคคนใหม่
พอผ่านไปหลายปี จางฉวนเริ่มทำใจได้จึงตบแต่งยุ่นฟางซึ่งเป็นมารดาของยุ่นเอ๋อ
แต่ด้วยความหึงหวงของยุ่นฟางนั่นเอง กลับทำเรื่องเลวร้ายสะท้านยุทธภพด้วยการลอบสังหารลี่เจียคนรักเก่าของสามี และสุดท้ายก็ถูกจับได้จึงถูกหลี่ซื่อชิ่นสังหารให้ตกตายตามกันไป จากนั้นจางฉวนในฐานะคุณชายรองจึงจำเป็นจะต้องหอบหิ้วเอาบุตรสาวหลบหนีจากพรรค นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้..
หยางไคพอได้ฟังเรื่องราวเช่นนั้น ก็คิดขึ้นในใจว่า
‘หรือความหึงหวงเหล่านี้ จะสามารถถ่ายถอดทางกรรมพันธุ์เช่นนั้นจริง ๆ หรือ ?’
และก็เป็นในตอนวันหยุดซึ่งทั้งคู่พอมีเวลาเช่นนี้เอง ที่จางฉวนได้ตัดสินใจถ่ายทอดวิชาลับของตระกูลหลี่ขั้นต้น (ขั้น 3 ) ประกอบด้วย ‘ฝ่ามือฆ่ามังกร’ และ ‘ฝ่าเท้าท่องลม’ เนื่องจากตนเห็นว่าหยางไคซึ่งพยายามเลียนแบบโดยผิวเผิน นั้น ย่อมจะเป็นการสร้างอันตรายต่อตัวเองเช่นที่ผ่านมา ซึ่งหยางไคผู้ครอบครองฐานกายและฐานใจอันสมบูรณ์แบบย่อมสามารถเรียนรู้วรยุทธ์ซึ่งจางฉวนถ่ายทอดให้อย่างรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ ..พอเวลาผ่านไปแค่เพียงเดือนเดียว หนุ่มน้อยผู้นี้ก็สามารถบรรลุวิชาลับทั้งสองได้อย่างไร้ที่ติ
แต่แท้ที่จริงแล้ว กระบวนท่าพิเศษเหล่านี้มีทั้งหมดสิ้น 5 ขั้น 5 กระบวนท่า ไว้สำหรับผู้อาวุโสและประมุขพรรคเท่านั้น จางฉวนจึงไม่อาจเรียนรู้ 2 ท่าที่เหลือมาด้วย
ฝ่ายนางจูรั่วซีผู้เป็นยาย เห็นหยางไคและจางฉวนล้วนสนิทสนมกันไม่ต่างกับพ่อลูกก็เอ็นดูนัก ครั้นทราบว่าอีกฝ่ายจวนจะพาบุตรสาวกลับไปยังหมู่มู่หยูแล้วก็ให้ร้อนใจนัก ครั้นพอได้จังหวะดี ๆ ซึ่งอยู่กันพร้อมหน้าทั้ง 4 คน จึงกล่าวกับหลานชายของตนเองขึ้นว่า
“ยายแก่ชราแล้วดุจไม้ใกล้ฝังยังไม่ทราบจะอยู่ดูเจ้าได้อีกสักกี่วันกันเชียว แล้วเจ้าเองก็เป็นถึงบัณฑิตจี่ว์เหรินแม้จะยังมิได้บรรจุตำแหน่งแต่ก็มีความมั่นคงนัก ยายจึงอยากให้ได้เป็นฝั่งเป็นฝาซึ่งยุ่นเอ๋อเองก็ช่างเพียบพร้อมงดงามนัก ยายจะได้อุ้มหลานน้อยก่อนตาย”
จางฉวนได้ฟังเช่นนั้นก็ตกใจ ครั้นมองดูลูกสาวก็เห็นยิ้มแย้มอย่างพอใจนัก จึงทราบว่าพวกนางทั้งสองซึ่งสนิทกันดี ย่อมจะมีการซักซ้อมกันมาแล้ว ..ซึ่งภายในใจก็ยังคิดว่า หากตนได้หยางไคมาเป็นบุตรชายอีกคนก็คงไม่เลว
แต่หยางไคนั้นหัวใจแทบเต้นไม่เป็นจังหวะ จึงพยายามตั้งสติแล้วอ่านเจตนาของท่านว่าซึ่งได้กล่าวขึ้นท่ามกลางผู้คนเช่นนี้ โดยเฉพาะมีจางฉวนนายบ้านย่อมมีเจตนาให้ตนจำเป็นต้องตกปากรับคำแต่เพียงเท่านั้นเอง
..ในศีรษะจึงคิดคำนวณอยู่
นางจูรั่วซีเห็นหลานชายเงียบไป จึงกล่าวว่า
“เจ้าไม่ต้องคิดมากดอก”
หยางไคผู้ซึ่งนิยมใช้ความคิด โดยมิค่อยได้ใช้ความรู้สึกระหว่างหนุ่มสาวอย่างที่มันสมควรจะเป็น ครั้นได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจบางอย่างขึ้นได้แล้ว จึงตอบอย่างมั่นใจว่า
“หลานรู้สึกกับยุ่นเอ๋อได้เพียงน้องสาวเท่านั้นขอรับ”
จางยุ่นเอ๋อได้ฟังคำเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ก็เสียใจนักจึงวิ่งร้องไห้ออกไปจากเรือน ฝ่ายจางฉวนก็นึกเกรงนางจะไปก่อเรื่องก่อราวอีก จึงลุกขึ้นลูบศีรษะของหยางไคแล้วทะยานร่างเพื่อติดตามไป
เมื่ออยู่กันเพียงสองยายหลานแล้ว หยางไคเห็นนางจูรั่วซีนั้นเอาแต่เคร่งเครียดอยู่ จึงกล่าวย้ำไปอีกทีว่า
“หลานจะไม่แต่งงานกับยุ่นเอ๋อ ท่านยายโปรดเข้าใจเสี่ยวไคด้วย!”
ฝ่ายนางจูรั่วซีได้ยินเช่นนั้นก็พาลโกรธขึ้นมา แล้วกล่าววาจาว่า
“เรื่องเพียงเท่านี้เองเหตุใดจึงทำให้ไม่ได้เล่า หากแม้นเจ้ากระทำให้ไม่ได้แล้วไซร้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดจากันอีกยายจะกลับบ้านไปพร้อมจางฉวนและยุ่นเอ๋อ”
หยางไคได้ยินท่านยายของตนกล่าวเช่นนั้นก็น้อยใจนัก จึงหลั่งน้ำตาแล้วตอบว่า
“เพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวที่เสี่ยวไคทำให้ท่านยายไม่ได้จริง ๆ ซึ่งหลานต้องการจะเลี้ยงดูให้ยายได้สบาย ท่านยายอย่าได้ทิ้งหลานไปเลยขอรับ”
นางจูรั่วซีแม้ได้ยินอยู่แต่ก็มิได้ตอบคำ
ครั้นรุ่งเช้าหยางไคไปทำงาน นางจูรั่วซีจึงแจ้งแก่จางฉวนนายบ้านว่าจะขอเดินทางกลับไปด้วย จางฉวนนั้นไม่ทราบจะปฏิเสธเช่นไร จึงต้องพาทั้งสามชีวิตเดินทางกลับไปด้วยรถม้า
ครั้นพอถึงตอนเย็นหยางไคกลับเรือนแล้ว เห็นเพียงจดหมายของท่านยายฝากสาวใช้เอาไว้ก็เสียใจนัก แต่จะติดตามกลับไปก็เกรงว่าหากขาดงานอีกครั้งก็คงหมดอนาคตอย่างแน่นอนแล้ว จึงได้แต่ข่มกลั้นความทุกข์เอาไว้ แล้วคิดขึ้นว่า
‘หากเรารีบเก็บเงินให้ได้เพียงพอ แล้วไปบรรจุเป็นเจ้าเมืองหานตานได้ ท่านยายคงจะดีใจแล้วให้อภัยเอง’
จึงปรึกษากับเติ้งไห่ผู้เป็นหัวหน้างาน เพื่อประสงค์จะรับงานกวดวิชาบัณฑิตผู้จะเข้าสอบ
ฝ่ายเติ้งไห่ผู้กว้างขวาง จึงได้แนะนำหยางไคแก่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่กรมคลังซึ่งมีบุตรชายใกล้จะสอบเซียงชื่อในอีก 2 ปี ข้างหน้านี้ หยางไคก็รับงานสอนหลังเวลาเลิกงาน จึงทำให้มีรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งยังเป็นการเรียนรู้และทบทวนความรู้ของตนในอีกทาง
..
..ณ หมู่บ้านมู่หยู
ฝ่ายนางจูรั่วซีครั้นกลับมาถึงบ้านแล้วก็รอคอยข่าวคราวของหลานชายทุกวันอยู่นานนับเดือน แต่ก็ยังไม่เห็นหลานชายของตนจะติดตามมาก็เกิดน้อยใจนัก และแม้จะนางมีจางยุ่นเอ๋อคอยดูแลให้คลายเหงาบ้างแต่ความทุกข์ใจก็ยังไม่จาง จนร่างกายเกิดทรุดลงด้วยสูงวัยแล้ว พอล้มป่วยได้เพียงเพียง 3 วันก็สิ้นใจไปอย่างสงบ
จางฉวนนายบ้านจึงเร่งส่งข่าวไปยังหยางไคถึงเมืองเป่ยจิง จากนั้นจัดเครื่องเซ่นใส่โลงไว้แต่ยังเก็บศพเอาไว้ในช่วงไว้ทุกข์ แล้วยังมิได้เอาไปฝัง เพื่อรอให้หลานชายของนางกลับมาเสียก่อน
..
ฝ่ายหยางไคได้ข่าวในขณะกำลังสอนหนังสืออยู่ ก็ตกใจจนร้องไห้แล้วไม่รู้จะต้องทำอะไรต่อไปเช่นกัน จึงเขียนหนังสือแจ้งให้เติ้งไห่ทราบเรื่อง จากนั้นจึงควบเจ้าขาวออกจากเมืองเป่ยจิงในทันที
กุบ ๆ ๆ
ครั้นเห็นประตูเมืองจะปิดแล้วจึงร้องตะโกนให้เจ้าหน้าที่รอคอยตนก่อน
และโชคดีเป็นอันมากเพราะนายประตูผู้นั้นคือก็คือเจ้าหน้าที่คนเดียวกันกับที่หยางไคได้เคยช่วยเหลือด้วยการสอนให้ทำ 'น้ำมันปีมั้ว' เพื่อใช้หยอดประตูบานพับตั้งแต่คราวนั้นเอง จึงได้อนุญาตให้หนุ่มน้อยควบม้าออกนอกประตูเมือง แม้จะล่วงเลยเวลาห้ามเข้าออกเมืองมาสักระยะแล้ว
กุบ ๆ ๆ
…กุบ ๆ ๆ ๆ
…. กุบ ๆ ๆ ๆ ๆ
หยางไคเดินทางวันละ 8 ชั่วยาม (16 ชั่วโมง) โดยหยุดพักในยามอู่ถึงยามเว่ย (午 11.00 – 未 15.00 น.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาอากาศร้อน โดยอาศัยร่มไม้พักคนและม้าแล้วชดเชยจึงกำลังของทั้งสองชีวิตด้วยผลไม้จากสวนวิญญาณ
การเดินทางจึงมีความรวดเร็วนัก จนทั้งสองได้มาถึงเขาไท่ซาน 泰山 อันเป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีอสูรน้ำที่คอยจับนักเดินทางและคนเรือมากิน ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ …