เมื่อกลับเข้ามาในบ้านพัก จินหยางรีบค้นตัวศพทั้งสี่บนพื้นพบเจอเพียงถุงเงินสองถุง เขารีบเปลี่ยนเสื้อผ้าสวมชุดสีเทานำถุงเงินถุงหนึ่งซุกเอาไว้ที่หน้าอกส่วนที่เหลือรวมไปถึงขวดยาและคัมภีร์วางเอาไว้ในห่อผ้ามัดเอาไว้ที่เอวหลังจากนั้นถึงแอบออกไปด้านหลังของบ้านพัก ทันใดนั้นเขาก็พบเจอหม้อเก่า ๆ ใบหนึ่งจึงก้มลงไปกำลังจะใช้มือขวาปาดไปที่ก้นหม้อ
“คุณชายกำลังทำสิ่งใดขอรับ?”
“ข้ากำลังปลอมตัว”
“ท่านไม่จำเป็ต้องทำสิ่งนั้นข้าสามารถช่วยท่านได้”
จินหยางขมวดคิ้ว ในจังหวะนั้นเองเขาก็รู้สึกเ็ปที่ด้านหลังและลำคอรวมไปถึงร้อนผ่าวไปที่แก้มด้านซ้ายไม่นานหลังของเขาก็งองุ้มคอยืดออกเล็กน้อยมีปานแดงปรากฏบนแก้มด้านซ้ายชั่วน้ำเดือดจินหยางก็ปรากฏตัวอยู่บริเวณด้านหน้าโรงเตี๊ยมหลังหนึ่ง
“เชิญด้านในขอรับคุณชาย”
“ข้า้าห้องพักหนึ่งคืนและเสื้อผ้าหนา ๆ สำหรับฤดูหนาวสามชุด”
เสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งพยักหน้าตอบรับ ผายมือขวานำจินหยางขึ้นไปบริเวณชั้นสอง
“คุณชายรอสักครู่ขอรับ ข้าจะนำเสื้อผ้ามาให้ท่าน”
จินหยางล้วงไปที่อกเสื้อนำถุงเงินออกไปโยนหนึ่งเหรียญเงินให้แก่เสี่ยวเอ้อ ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็รีบลงไปจากชั้นสอง
“เทียนคงเ้าสามารถเปลี่ยนเสียงของข้าได้”
“แน่นอนขอรับ ข้าสามารถเปลี่ยนแปลงร่างกายของท่านได้ทุกส่วนรวมไปถึงเสียงของท่าน ตอนนี้ต่อให้ท่านกลับไปที่สำนักคุ้มภัยฟูเวยก็หาได้มีผู้ใดจดจำท่านได้ขอรับ”
จินหยางแสยะยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ เกือบสองเค่อเสี่ยวเอ้อก็เคาะประตูหน้าห้อง จินหยางรับเสื้อผ้ามาสามชุดจ่ายเงินเพิ่มอีกสี่เหรียญเงิน รุ่งเช้าระหว่างที่จินหยางทานอาหาร ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างพูดคุยถึงเื่การตายของเหิงจางคนจากราตรีทมิฬ แต่ไม่มีข่าวของสำนักัม่วงบุกมายังสำนักคุ้มภัยฟูเวยทำให้ราชสำนักเร่งส่งคนมาตรวจสอบ ไม่นานจินหยางก็ออกจากเมืองกลับไปยังที่ตั้งตระกูลจิน ครั้งนี้ต่างออกไปเขาสามารถไปถึงที่ตั้งตระกูลจินในเวลาไม่ถึงสามวัน น่าแปลกใจที่ศพของต้วนฟานได้หายไปจากบริเวณ จินหยางหาได้สนใจรีบไปเคารพหลุมศพผู้เป็ปู่ หลังจากนั้นเขาขึ้นไปยังถ้ำบนเขาที่ซ่อนตัวในอดีต ด้านในยังคงเป็เช่นเดิมไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
“คุณชายมีบางอย่างถูกแอบซ่อนเอาไว้ใต้พื้นดินที่ท่านยืนอยู่”
จินหยางขมวดคิ้วจ้องมองไปยังพื้น
“เ้าแน่ใจนะเทียนคง?”
“ขอรับ”
จินหยางรีบชักกระบี่ออกจากฝักขุดลงไปบริเวณพื้นที่ยืนอยู่ ไม่นานก็พบเจอหีบเหล็กขนาดเล็กฝังอยู่ด้านใน เมื่อขุดหีบเหล็กขึ้นมาได้ เขารีบเปิดออกด้วยความสงสัยพบจดหมายหนึ่งฉบับ แผนที่ จี้หยกสีเขียวครึ่งอันอยู่ด้านใน ทันทีที่จินหยางเปิดอ่านข้อความในจดหมายน้ำตาก็ไหลอาบสองแก้ม มันคือจดหมายที่จินหยงทิ้งเอาไว้ก่อนที่ตระกูลจินจะถูกกวาดล้าง ข้อความในจดหมายแจ้งว่าแผนที่ในหีบเหล็กคือแผนที่ที่จินหยงนำคัมภีร์ยุทธ์และตำราพิชิตาเกี่ยวกับการทหารรวมไปถึงสมบัติต่าง ๆ เก็บซ่อนเอาไว้ ส่วนจี้หยกสีเขียวครึ่งอันคือจี้หยกสำหรับหมั้นหมายกับตระกูลหลิวแห่งเจียงซี เมื่อใดอายุครบยี่สิบห้าปีให้เดินทางไปยังเจียงซีเพื่อแต่งงาน ย่างเข้ายามไฮ่จินหยางได้กลืนเม็ดยาเพิ่มพลังปราณทั้งหมดอีกครั้งโดยให้เทียนคงช่วยเหลือในการดูดซับ ทำให้พลังปราณเพิ่มขึ้นมาเกือบแปดสิบปี ผ่านไปเกือบสิบวันหวังซุนก็เดินทางมายังตระกูลจินอีกครั้งพร้อมกับเม็ดยาเพิ่มพลังปราณ อาวุธต่าง ๆ รวมไปถึงคัมภีร์อีกหลายสิบเล่มตามที่จินหยางได้ขอไว้
ตอนนี้หวังซุนออกจากสำนักคุ้มภัยฟูเวยไปเป็คนเลี้ยงม้าให้แก่โรงเตี๊ยมหลังหนึ่ง โดยอ้างถึงการละอายใจที่จินหยางหายตัวไป วันเวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปเกือบสามปี จินหยางอายุได้ครบสิบปี ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่เขาฝึกฝนทักษะต่าง ๆ จากคัมภีร์จนช่ำชองสามารถใช้อาวุธได้หลากหลายรูปแบบ พลังปราณที่มีอยู่ในร่างมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบปี เขาแทบจะเป็หนึ่งในยอดฝีมือรุ่นเยาว์ในแผ่นดินภาคกลาง เม็ดยาเพิ่มพลังปราณระดับต่ำที่หวังซุนนำมาให้แต่ละเดือนไม่สามารถเพิ่มพลังปราณให้แก่เขาได้อีกต่อไป อีกทั้งตอนนี้สำนักคุ้มภัยฟูเวยถูกทำลายลงในข้อหาฏต่อราชสำนัก ผู้คนในสำนักถูกสังหารไปเกือบครึ่ง รวมไปถึงคนที่จินหยางรู้จักส่วนที่เหลือถูกจับกุมไปยังเมืองหลวง จินหยางตัดสินใจกลับเข้าเมืองส่านซีอีกครั้งเพื่อเข้าสำนักกระบี่หลงอู่ แต่ก่อนที่จะกลับไปที่เมืองส่านซีเขาคิดที่จะมุ่งหน้าไปยังที่ซ่อนสมบัติในแผนที่เสียก่อน
จินหยางเดินทางลัดเลาะไปตามสันเขาอันเป็รอยต่อระหว่างส่านซีและมองโกเลีย เมื่อเดินทางมายังจุดที่แจ้งในแผนที่พบเขาสูงสุดลูกหูลูกตาขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้า ตามแผนที่ต้องขึ้นไปบนเขาจะพบถ้ำบนผาอันเป็ที่ซ่อนสมบัติของตระกูลจิน โชคดีที่เขามีกำลังภายในที่มากพอสมควรจึงสามารถปีนเขาสูงได้โดยง่าย เกือบสองชั่วยามเขาก็พบกับทางเข้าตามที่แผนที่แจ้ง แต่เมื่อเข้าไปสำรวจด้านในก็พบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสมบัติมากมายถูกทำลายลงตามกาลเวลาอาวุธจำนวนมากพุพังเสียหายรวมไปถึงคัมภีร์ต่าง ๆ ที่เก็บซ่อนเอาไว้ถึงแม้จะเก็บเอาไว้ในหีบเหล็กก็ตาม ด้วยความสงสัยจินหยางหยิบคัมภีร์ออกมาเล่มหนึ่ง
“เทียนคง เ้าสามารถวิเคราะห์เนื้อหาในนี้ได้หรือไม่?”
“ต้องขออภัยขอรับคุณชาย อักษรในคัมภีร์ล้วนเลือนลางจางหายไปเกือบหมด ข้าไม่สามารถวิเคราะห์เนื้อหาด้านในได้ขอรับ”
จินหยางวางคัมภีร์เอาไว้ที่เดิมหลังจากนั้นก็เดินสำรวจด้านในต่อพบหีบเหล็กที่บรรจุทองคำ ไข่มุข เครื่องประดับอีกหลายสิบใบและกระบี่อีกเล่มหนึ่งที่วางอยู่ด้านข้าง ตรงด้ามจับมีพู่สีแดงมัดเอาไว้พร้อมกับป้ายสลักอักษรจิน จินหยางรีบคว้ากระบี่ขึ้นมาตรวจสอบ ทันทีที่ชักกระบี่ออกจากฝักพบอักษรจินสลักเอาไว้ที่ใบกระบี่ด้วยเช่นกัน จินหยางเริ่มร่ายรำกวัดแกว่งกระบี่ในมือพบว่ามันมีน้ำหนักที่เหมาะมือยิ่งนัก เขาทดลองฟันกระบี่ไปที่แท่นหินพบว่าแท่นหินขาดเป็สองท่อนประดุจเต้าหู้ เขารีบออกจากที่ซ่อนสมบัติโดยนำออกไปเพียงทองแท่งห้าก้อนและกระบี่อีกหนึ่งเล่ม
ผ่านไปสามวันจินหยางได้ปรากฏตัวที่ด้านหน้าของเมืองส่ายซี น่าแปลกใจที่ด้านหน้าของเมืองมีการตรวจตราที่เข้มงวดยิ่งกว่าเดิม ผู้คนต่างยืนต่อแถวเพื่อตรวจค้นบางอย่าง ไม่นานก็ถึงเวลาที่จินหยางต้องถูกตรวจค้น
“เกิดสิ่งใดขึ้นขอรับพี่ชาย เหตุใดถึงมีการตรวจค้นเช่นนี้”
“เป็ธรรมดาใน่เวลานี้ของทุกปี สำนักกระบี่หลงอู่จะเปิดรับศิษย์ใหม่ ผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลกันมาที่นี่ เ้าเองก็คิดมาทดสอบเข้าสำนักเช่นกันรึ?”
“ขอรับ ปีนี้ข้าอายุครบสิบปีแล้ว จึงเดินทางมาที่นี่เพื่อเข้าสมัครเป็ศิษย์ของสำนักกระบี่หลงอู่”
“เตรียมใจเอาไว้หน่อยก็ดีนะไอ้หนู เพราะปีนี้สำนักกระบี่หลงอู่รับศิษย์เพียงแค่สิบคนเท่านั้น”
“เหตุใดถึงรับน้อยเช่นนี้ขอรับ?”
“เื่นั้นข้าไม่ทราบ เอาเถอะเ้ารีบเข้าไปได้แล้วอีกสองวันจะมีการคัดเลือกหวังว่าเ้าจะผ่านเป็ศิษย์ได้นะไอ้หนู”
จินหยางยกยิ้มก้มคารวะ
“ขอบคุณพี่ชาย เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
หลังจากที่จินหยางผ่านเข้าไปในเมืองเขาก็มุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมเฉียนเทียนเพื่อพบเจอกับหวังซุน เมื่อมาถึงด้านหน้าของโรงเตี๊ยมเขาพบเจอเสี่ยวเอ้อสองคนยืนต้อนรับลูกค้าอยู่ด้านหน้า
“พี่ชายข้า้าพบท่านลุงหวังซุนขอรับ”
เสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งหันไปจ้องมองจินหยางั้แ่หัวจรดเท้า
“เ้าเป็หลานชายของตาเฒ่าซุนอย่างนั้นรึ?”
จินหยางรีบก้มคารวะ
“เป็ข้าเองขอรับ”
“โอ้ เ้าคงมาสมัครเป็ศิษย์สำนักกระบี่หลงอู่สินะ ข้าได้ยินตาเฒ่าซุนพูดถึงเ้าบ่อย ๆ เอาสิ เ้าเดินไปทางด้านหลังโรงเตี๊ยมตาเฒ่าซุนอยู่ดูแลคอกม้าอยู่ที่นั่น”
“ขอบคุณพี่ชายมากขอรับ”
จินหยางยกยิ้มเดินอ้อมไปด้านหลังของโรงเตี๊ยม ในจังหวะนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงดังโวยวายมาจากทางด้านหน้า เป็ชายฉกรรจ์สองคนและเด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งกำลังด่าทอหวังซุนเสียงดังลั่น ในจังหวะนั้นเองชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งถีบหวังซุนกระเด็นไปชนกับคอกม้า โครม! จินหยางถีบเท้าพุ่งทะยานเข้าหาหวังซุนเพื่อประคองตัวลุกขึ้น หวังซุนหันไปมองผู้มาใหม่เขาถึงกับยกยิ้มดีใจไม่น้อย
“นายน้อยมาถึงแล้ว”
“ขอรับท่านลุงหวังซุนข้ามาถึงแล้ว”
หวังซุนหรี่ตามองกระบี่ในมือของจินหยางถึงกับตื่นใ ในจังหวะนั้นเองทั้งสองก็ได้ยินเสียงด่าทอดังแว่วเข้ามา
“ตัวบัดซบมาอีกคนแล้ว ดีพวกเ้าทุบตีพวกมันทั้งสองซะ ข้าจะเข้าไปทานอาหาร อย่าให้พวกมันตายเสียละข้าไม่อยากมีปัญหากับทางการ”
สิ้นเสียงกล่าวเด็กหนุ่มผู้นั้นก็เดินหายเข้าไปในโรงเตี๊ยม ชายฉกรรจ์ทั้งสองก้าวเดินเข้ามาสายตาจับจ้องมาที่จินหยางและหวังซุน จินหยางใช้มือขวาคว้าจับไปที่ด้ามกระบี่หวังซุนรีบใช้มือซ้ายคว้าจับพร้อมกับส่ายศีรษะไปมา
“ข้าจัดการเองขอรับ ตอนนี้นายน้อยมาแล้วข้าไม่จำเป็ต้องทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไป”
หวังซุนรีบลุกขึ้นใช้ทักษะย่างก้าวพยัคฆ์พุ่งเข้ามาชายฉกรรจ์ทั้งสอง เขากางมือทั้งสองออกคว้าจับไปที่ใบหน้าพร้อมกับออกแรงกดลงพื้น เปรี้ยง! ชายฉกรรจ์ทั้งสองนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นเป็จังหวะเดียวกับที่เสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งได้ยินเสียงดังรีบวิ่งเข้ามาด้านหลัง
“ตาเฒ่าซุนเ้าทำสิ่งใดกัน?”
หวังซุนดึงป้ายไม้ที่ห้อยอยู่ข้างเอวขวาโยนลงพื้น
“หลานชายของข้ามาแล้ว ข้าไม่จำเป็ต้องทำงานที่นี่อีกต่อไป”
หวังซุนหันไปมองจินหยาง
“ไปเถอะขอรับนายน้อย ข้าเตรียมที่พักเอาไว้ให้ท่านแล้ว”
หวังซุนพาจินหยางเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมสร้างความแปลกใจให้แก่เสี่ยวเอ้อผู้นั้นไม่น้อย