" อู่ อวี้ นั่นมันซือตู๋ หมิงหลาง " ชิงเหมิงตกตะลึงเมื่อเห็นร่างของชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันปรากฏตัวขึ้น นางรู้สึกหวาดกลัวจนร่างสั่นเทา แม้แต่คนรอบข้างเองก็มีปฏิกิริยาเช่นเดียวกัน จึงทำให้นางต้องหลบไปยืนอยู่ด้านหลังของอู่ อวี้โดยที่ไม่รู้ตัว
อู่ อวี้จึงล่วงรู้ได้ว่าเขาปรากฏตัวออกมาแล้ว และ อีกฝ่ายก็ล่วงรู้ดูดีว่าอู่ อวี้ อยู่บริเวณใกล้เคียงเช่นกัน
บนเทือกเขาคราม ซือตู๋ หมิงหลาง ถือว่าเป็นผู้ที่โด่งดังที่สุดในขณะนี้ เพราะในปีที่ผ่านมามันประสบความสำเร็จ โดยการเข้าสู่ขั้นหลอมรวมลมปราณ และ ได้กลายไปเป็นเป็นศิษย์ของหลานฮั้วหยุน ทำให้แม้แต่ศิษย์หลักที่แข็งแกร่งมากกว่าซือตู๋ หมิงหลาง ยังรู้สึกริษยาและบางคนยังชื่นชมยินดีกับความสำเร็จของมัน
การปรากฏตัวของมัน ทำให้ภายในหุบเขาอัญมณีเกิดความรู้สึกบางอย่างที่น่าอึดอัด ผู้คนมากมายที่รายล้อมตัวมันต่างรู้สึกริษยา และในขณะเดียวกันก็รู้สึกเคารพนับถือในตัวของมัน ผู้คนวัยหนุ่มสาวต่างก็ต้องการที่จะพากันเข้าไปประจบประแจง
" บางทีสักวันหนึ่ง ซือตู๋ หมิงหลาง จะต้องประสบความสำเร็จ เข้าสู่ขั้นสร้างแกนลมปราณ เมื่อถึงเวลานั้นตำแหน่งของผู้พิทักษ์สูงสุด หรือแม้กระทั่งผู้นำนิกายก็ไม่เกินเอื้อมที่มันจะครอบครอง"
" ด้วยพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของเขา เรื่องเหล่านี้คงไม่ไกลเกินเอื้อม "
ในสายตาของฝูงชนวัยสาว ซึ่งคอยเฝ้าดูซือตู๋ หมิงหลางอยู่นั้น พวกเขาต่างรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ไร้ที่ติหาใดเปรียบ ช่างเต็มไปด้วยความสง่างาม และ สุขุมอย่างยิ่ง ซือตู๋ หมิงหลาง ละสายตาจากฝูงชน จากนั้นมันก็หันไปกล่าวบางอย่างกับศิษย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ และ แทบจะทันทีศิษย์ผู้นั้นก็รีบหยิบผลหัววานรออกมา จากนั้นก็ส่งมันให้กับซือตู๋ หมิงหลาง
แม้สายตาของอู่ อวี้ จะเหลือบเห็นเพียงแค่ลางๆ แต่เขาก็สามารถรู้ได้ทันทีว่ามันคือผลหัววานร ผลหัววานรลูกนี้มีรอยกัดของสัตว์ใหญ่ชนิดหนึ่งทิ้งเอาไว้ เมื่อเห็นรอยกัดนั้น มันทำให้กายาเพชรอมตะในกายของเขาได้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาทันที
หลังจากซือตู๋ หมิงหลางได้รับผลหัววานรมา มุมปากบุรุษหนุ่มก็ตวัดขึ้นทันที ดวงตาสีฟ้าของมันกวาดสายตามองฝูงชนพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า " อู่ อวี้ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนี้ เจ้าปรารถนาจะได้ผลหัววานรใช่หรือไม่? หากเจ้าปรารถนามันแล้วล่ะก็ จงมาปรากฏตัวให้เห็นตรงหน้าข้า "
เหล่าฝูงชนก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มหายใจติดขัด เพราะลุ้นระทึกกับเหตุการณ์ที่จะเกิด พวกมันหันรีหันขวางกวาดตามองหาร่างของอู่ อวี้ ในความคิดของพวกมัน ในไม่ช้าสถานที่แห่งนี้จะเกิดสงครามขึ้น เพราะท่าทีของซือตู๋ หมิงหลางแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน พวกมันจึงเร่งหาทำเลเหมาะๆ เพื่อรอรับชมเรื่องสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้นให้ชัดเจนที่สุด
" อู่ อวี้เจ้าออกไปไม่ได้นะ เจตนาของมันคือสร้างความอับอายให้กับเจ้า " ชิงเหมิงรีบคว้าอู่ อวี้เพื่อรั้งตัวเขาไว้ แต่ทว่าอู่ อวี้ได้ก้าวขาออกไปเร็วกว่า ที่นางจะคว้ารั้งตัวของเขาเอาไว้ได้ทัน เมื่อเห็นดังนั้นชิงเหมิงกัดริมฝีปาก ปลุกความกล้าหาญในตัวของนางขึ้นมา แล้วรีบก้าวตามอู่ อวี้ไปในทันที ในสายตามุมมองของฝูงชน พวกเขาทั้งสองค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาซือตู๋ หมิงหลาง ทีละก้าวๆ จากนั้นก็หยุดลงในระยะ 5 จ้าง
" 1 ปีแล้วสินะ ในที่สุดข้าก็ได้เห็นหน้าเจ้าสักที " ดวงตาของซือตู๋ หมิงหลางส่องประกายแสงเจิดจ้า อู่ อวี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เนื่องจากสายตาของซือตู๋ หมิงหลางครานี้ กลับไร้ซึ่งความเกลียดชัง ไม่เหมือนกับ 1 ปีที่ผ่านมา สายตาของมันยามนี้แผ่รังสีสังหารออกมาแค่จางๆ เท่านั้น ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าซือตู๋ หมิงหลางได้เติบโตขึ้น มันเรียนรู้วิธีที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกของมัน
แม้ผู้คนมักจะชอบเปรียบเทียบอู่ อวี้ กับ ซือตู๋ หมิงหลาง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในสายตาของบุรุษหนุ่มผู้นี้อู่ อวี้เป็นเพียงแค่สุนัขตัวหนึ่งของมันเท่านั้น
" มีคนบอกว่าเจ้าปรารถนาผลหัววานรใช่หรือไม่? " ซือตู๋ หมิงหลางยกมือที่ดูราวกับทวยเทพสรรค์สร้างของมันขึ้น เพื่อให้อู่ อวี้ได้เห็นสิ่งที่เขาปรารถนา ริมฝีปากของมันแสดงรอยยิ้มจางๆ ออกมา ท่าทางการและแสดงออกของซือตู๋ หมิงหลางในตอนนี้ ไม่เหมือนกับเด็กหนุ่มผู้วัยเพียง 14 ปี แม้แต่น้อย
" ถูกแล้ว "
" ถ้าเช่นนั้น ข้าจะส่งมันให้กับเจ้า " อู่ อวี้ ไม่คาดคิดว่าซือตู๋ หมิงหลางจะกล่าวเช่นนี้ออกมา เขาไม่ล่วงรู้เจตนาที่แท้จริงของซือตู๋ หมิงหลาง แล้วทันใดนั้นเองซือตู๋ หมิงหลางบีบเฟ้นผลหัววานรจนแหลกเละคามือ จนไม่หลงเหลือรูปร่างเค้าเดิมของผลหัววานรให้เห็นอีกต่อไป จากนั้นมันก็ขว้างลงเศษซากของผลหัววานรลงไปบนพื้นและใช้เท้าขยี้ซ้ำอีกที ทำให้ผลหัววานรในตอนนี้คลุกเคล้าเข้ากับโคลนตม และดูมีสภาพเหมือนกองอาจมของสัตว์
" งั้นเจ้าก็เดินมานำมันไป ไม่ต้องเกรงใจข้า" ซือตู๋ หมิงหลาง ก้าวถอยออกไปสองก้าว พร้อมกับยิ้มขึ้นจางๆ มันกำลังรอดูว่าอู่ อวี้จะมีท่าทางตอบสนองเช่นไร กับการกระทำของมัน
"ไอ้หยา!! "
พฤติกรรมดังกล่าวของซือตู๋ หมิงหลาง ที่แสดงออกมานั้น ถึงกับทำให้ฝูงชนรอบด้านต้องอุทานออกมาเลยทีเดียว เพราะพฤติกรรมของซือตู๋ หมิงหลางมันช่างเลวทรามต่ำช้าเป็นอย่างมาก ซึ่งมันไม่เพียงทำลายสิ่งที่อู่ อวี้ปรารถนา แต่มันยังกลั่นแกล้งอู่ อวี้เพื่อทำให้ได้รับความอับอาย ถือเป็นการสบประมาทเหยียดหยามอย่างแท้จริง ในเวลานี้หากอู่ อวี้ไม่กล่าวสิ่งใด หรือ ทำสิ่งใดบางอย่างออกมา เขาจะกลายเป็นผู้ถูกสยบลงอย่างราบคาบ
ไร้ประโยชน์ที่จะต่อสู้กันในเวลานี้
เพราะยังไงแล้วช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ของทั้งคู่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด
และในขณะนี้ เหล่าฝูงชนต่างอยากรู้กันว่าอู่ อวี้จะทำเช่นไรในสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วอู่ อวี้คงไม่อาจชนะซือตู๋ หมิงหลางได้ ฉะนั้นเขาจึงถูกเหยียดหยามสบประมาทเยี่ยงนี้
" เรากลับกันเถอะ! " ชิงเหมิงพยายามดึงมือของอู่ อวี้กลับ ในหัวใจของเธอเปี่ยมล้นไปด้วยโทสะ แต่ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ดีที่จะมาต่อสู้กัน เพราะยังไงผลการต่อสู้ในวันนี้ ก็ได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าใครจะพ่ายแพ้
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอู่ อวี้ ค่อยๆ ดึงนิ้วเรียวยาวของนางออกทีละนิ้ว ๆ จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับซือตู๋ หมิงหลาง ซึ่งอยู่ห่างกันแค่เพียงสองก้าวเท่านั้น ในเวลานี้ฝูงชนที่อยู่โดยรอบสัมผัสได้ถึง พลังลึกลับบางอย่างได้แผ่ออกมาจากร่างของคนทั้งสอง ซึ่งพลังที่แผ่ออกมานี้ มันทำให้เหล่าผู้คนรู้สึกว่าราวกับ ณ เวลานี้ได้มีหนามแหลมคมกำลังทิ่มแทงพวกเขาอยู่
"อา! " เสียงตะโกนของเหล่าฝูงชนดังขึ้น
อู่ อวี้ยังคงมีท่าทีเช่นเดิม แต่ทว่าเขากลับก้มเก็บเศษชิ้นส่วนของผลหัววานร ที่ตกกระจัดกระจายอยู่บนพื้นดิน เขาเก็บชิ้นส่วนของผลหัววานรใส่เข้าไปในห่อผ้าขาว ซึ่งถูกวางอยู่ในอ้อมแขนของเขาอย่างเงียบๆ ทุกการเคลื่อนไหวอย่างของเขายังคงดูเยือกเย็นไร้ซึ่งความแยแส ต่อสายตาของฝูงชน และ ไม่หวั่นเกรงแม้ตอนนี้เขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับซือตู๋ หมิงหลาง ในระยะเผาขน หลังจากเขาเก็บชิ้นส่วนขนหัววานรจนเสร็จสิ้น อู่ อวี้ยิ้มจาง ๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า " ขอบใจเจ้ามากศิษย์น้อง เจ้าช่างเป็นคนใจกว้างเสียนี่กระไร เพราะสิ่งนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งจะนำเจ้าไปสู่ความพ่ายแพ้ในภายหลัง เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าอย่าได้ร่ำไห้เสียใจไป ที่ตัวเจ้าหยิบยื่นชัยชนะมาให้แก่ข้าในวันนี้ "
หลังจากนั้นอู่ อวี้ ฉีกยิ้มด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ฉับพลันความนุ่มนวลสุขุมที่ซือตู๋ หมิงหลางเคยมีก่อนหน้า ก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวทันที เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นอู่ อวี้ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นี่ต่อไป ถึงแม้ว่าสายตาของเขายังคงจับจ้องไปยังซือตู๋ หมิงหลาง หลังจากนั้นเขาก็หันหลังกลับอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยๆ ก้าวเดินกลับไปหาชิงเหมิง เมื่อเดินมาถึงเขาก็ได้มุ่งหน้าจากไปในทันที โดยไม่หันหลังย้อนกลับมามอง
จิตใจของชิงเหมิงสั่นสะท้านเต็มด้วยความหวาดกลัว สายตาของนางยังคงย้อนหันกลับไปมอง นั่นเพราะนางเกรงว่าซือตู๋ หมิงหลางอาจติดตามไล่ล่าพวกนาง แต่ทุกครั้งที่นางย้อนกลับไปมองซือตู๋ หมิงหลาง ก็เห็นมันยังคงยืนอยู่ที่เดิม และ ภายในดวงตาคู่สีฟ้าของมันมีประกายอัสนีแลบผ่าเป็นระยะๆ หลังจากนั้นไม่นานชิงเหมิง ก็ได้ยินฟ้าร้องคำรามดังกึกก้องขึ้นมา ซึ่งมันเป็นเสียงร้องคำรามที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว คั่งแค้นสุดจะบรรยาย เส้นขนบนร่างกายของนางลุกชูชันด้วยความสะพรึงกลัว
เมื่อเห็นฉากนี้แล้ว มันทำให้หัวใจของเหล่าผู้คนถึงกับสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัวเลยทีเดียว หลังจากอู่ อวี้เดินจากไป ทันใดนั้นกลิ่นอายแห่งความโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง ก็แผ่ออกมาจากร่างของซือตู๋ หมิงหลาง ปฏิกิริยาตอบสนองของมันในยามนี้ ทำให้เหล่าศิษย์ผู้กำลังเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมากนั้น ต้องงวยงงไปตาม ๆ กัน
" เห็นได้ชัดว่าซือตู๋ หมิงหลาง ปรารถนาจะฉีกหน้ามัน แต่มันกลับยินดีที่จะก้มศีรษะรับการดูหมิ่นอย่างเต็มใจ นี่หมายความว่ากระไร..."
" มันหาญกล้าเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับศัตรู แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ความกล้าเช่นนี้ไม่ใช่ผู้ใดก็มีได้ หากกล่าวถึงความกล้าบ้าบิ่นของมัน ที่สังหารศิษย์ของยอดเขาหมิงเทียนไปถึง 5 คน เรื่องแค่นี้ยังถือว่าเล็กน้อยยิ่งนัก"
“เจ้าอู่ อวี้ผู้นั้นหน้าของมันต้องหนาสักเพียงไหนกัน ถึงยังกล้าเข้ามาเก็บมันเยี่ยงขอทาน พฤติกรรมเยี่ยงนี้ของมันหาใช่แตกต่างสุนัข? ไร้ศักดิ์ศรีสิ้นดี”
ถึงแม้ว่าท่าทางของอู่ อวี้ยังคงสงบเยือกเย็น แต่ในสายตาของเหล่าศิษย์ที่จับจ้องดูภาพนี้อยู่นั้น พวกมันต่างคิดกันว่าเขานั้นกำลังยอมรับต่อความอัปยศ ที่ซือตู๋ หมิงหลางมอบให้
ท่าทีของซือตู๋ หมิงหลางในเวลานี้ มันกำลังมองดูอู่ อวี้ละทิ้งศักดิ์ศรีของตนเอง แม้ในเวลาอู่ อวี้กำลังโดนสายตาจากฝูงชนเหยียดหยาม แต่สำหรับซือตู๋ หมิงหลางแล้ว มันกลับไม่รู้สึกยินดีสมกับเป็นผู้ได้รับชัยชนะแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้ามจิตใจของมันเต็มไปด้วยความรู้สึกด้านลบเข้ามาปกคลุม ทำให้หัวใจเต็มไปด้วยปั่นป่วน มันรู้สึกว่าผู้สูงส่งเยี่ยงมัน ไม่ควรลดตัวไปเกลือกกลั้วกับทาสอันต่ำต้อยอย่างอู่ อวี้ เมื่อใดก็ตามที่ลมหายใจของอู่ อวี้สูญสิ้น เมื่อนั้นซือตู๋ หมิงหลางถึงจะสามารถมุ่งหน้าไปเส้นทางแห่งเซียนได้อย่างไม่ว่อกแว่ก
เพราะยังไงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระดับพลัง หรือ แม้แต่พรสวรรค์ ยังไงพวกเขาทั้งคู่ก็แตกต่างกันราวสวรรค์กับปฐพีกันอยู่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้มันคือความห่างชั้นที่ไม่อาจจะไล่ตามทันได้
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดทุกครั้งที่ซือตู๋ หมิงหลาง ได้พบเห็น หรือเผชิญหน้ากับอู่ อวี้ ภายในจิตใจของมันเต็มไปด้วยเพลิงโทสะอันบ้าคลั่ง แม้กระทั่งเวลานี้ซือตู๋ หมิงหลางก็พบว่าจิตใจของมันนั้นยังไม่มั่นคงพอ ความรู้สึกเกลียดชังในตัวอู่ อวี้ยังคงท่วมท้น มันไม่อาจละวาง ยิ่งเมื่อเห็นอู่ อวี้ ที่เป็นเพียงแค่มดปลวกจากไป ลึกๆ มันยังแอบรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ที่ยอมปล่อยให้อู่ อวี้เดินจากไปอย่างลอยนวล โดยที่มันยังไม่ได้สังหาร อู่ อวี้
ในตอนนี้โอกาสที่จะจัดการกับมันจึงเหลือเพียงแค่ที่ เซียนไท่ เท่านั้นแล้ว
" ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ กำหนดลมหายใจ อาจารย์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ศัตรูที่แท้จริงในอนาคตของข้า คือวีรบุรุษผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพรสวรรค์ซึ่งอยู่ในดินแดนแห่งเทพตงเสิ้ง การที่ข้าลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับทาสชั้นต้อยต่ำอย่างมัน ถือเป็นการเหนี่ยวรั้งการเติบโตในเส้นทางแห่งเซียนของข้า ให้ช้าลง! "
ในยามนี้ซือตู๋ หมิงหลางตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ พยายามสะกดข่มจิตใจของตนเองให้สงบลง
เมื่อจิตใจของเขาสงบลง อู่ อวี้ก็จากไปแล้ว หุบเขาอัญมณีก็เริ่มฟื้นคืนความคึกคักกลับมาอีกครั้ง ผู้คนต่างกรูเข้ามาห้อมล้อมรอบตัวมัน บางคนเริ่มพรั่งพรูคำป้อยอต่างๆ นานา บางคนมาด้วยเจตนาแอบแฝง มันต้องการที่จะสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับซือตู๋ หมิงหลาง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวมันในภายภาคหน้า กระทั่งบางคนยังได้หยิบยื่นทรัพย์สมบัติส่วนตัวให้ซือตู๋ หมิงหลาง เพียงต้องการดึงความสนใจ
ในยามนี้อู่ อวี้ ได้กลับมาถึงที่พักของเขาแล้ว
" สิ่งที่กระทำ มันไร้ซึ่งศักดิ์ศรีมากเพียงใด เจ้ารู้หรือไม่ ข้า..." ใบหน้าของชิงเหมิงแดงก่ำด้วยโทสะ สำหรับนางแล้วนางขอยอมตายดีกว่าละทิ้งศักดิ์ศรีเยี่ยงนี้ นางจึงไม่เข้าใจเหตุผลในการกระทำของอู่ อวี้ ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงต้องก้มลงไปเก็บเศษผลหัววานรนั้นขึ้นมา
"ชิงเหมิง ในโลกไม่มีผู้ใดเกิดมาพรั่งพร้อมสมบูรณ์ ตัวข้านั้นเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก หากข้าไม่อาจแบกรับความอัปยศอดสูแต่นี้ได้ เช่นนั้นแล้วข้าจะสามารถก้าวเดินบนเส้นทางแห่งเซียนที่ทอดยาวได้นานเท่าไร หากข้ายังคงหยิ่งทะนงเกรงว่าข้าคงเดินในเส้นทางเซียนได้ไม่ไกลนัก " อู่ อวี้ อธิบายเรื่องราวในวันนี้เพียงสั้นๆ ซึ่งสำหรับเขาแล้วหาได้สนใจไม่ อีกทั้งในวันนี้อู่ อวี้ยังได้ล่วงรู้จุดอ่อนบางอย่างของซือตู๋ หมิงหลาง ว่ามันไม่ต่างอะไรจากเด็กที่ไร้เดียงสา แค่โดนยั่วยุแค่เพียงเล็กน้อย มันก็ไม่อาจสะกดข่มอารมณ์ของตนเองไว้ได้ และ ยังคงถูกเพลิงโทสะครอบงำจิตใจได้อย่างง่ายดาย เท่ากับว่าวันนั้นไม่แตกต่างจากผู้เยาว์ทั่วๆ ไป
"การประลองที่เซียนไท่ ข้าไม่อยากให้เจ้าพ่ายแพ้! " ชิงเหมิงแสดงท่าทางตื่นเต้นออกมาเล็กน้อย พร้อมกับตะโกนความคิดภายในจิตใจของนางออกมาด้วยการแผดตะโกน ในยามนี้สาวน้อยผู้นี้ได้ยอมรับอู่ อวี้อย่างแท้จริงแล้ว ท่าทางตื่นเต้นเล็กน้อยของนาง ทำให้ปรากฏเป็นความน่ารักซึ่งยากจะอธิบายได้
"อืม"
อู่ อวี้ไม่ได้กล่าวอะไรมากมาย ว่าทำไมตัวเขาจำต้องล่าถอยออกมา จากนั้นเขาก็ส่งชิงเหมิงจากไป
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็ปรากฏเป็นสายลมกระโชกอย่างรุนแรงวูบขึ้น อู่ อวี้แทบจะอดทนรอกลับไปยังสถานที่ฝึกซ้อมไม่ไหว หลังจากตรวจสอบทุกอย่างรอบคอบ เขาก็รีบปิดห้องซ้อมฝึกตนอย่างสมบูรณ์ อู่ อวี้หยิบห่อผ้าสีขาวออกมาค่อย ๆ วางมันลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง เมื่อสะบัดมือเพียงหนึ่งครั้งห่อผ้าก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นเศษชิ้นส่วนของผลหัววานรที่ผสมปนเปอยู่กับเศษดิน ประจักษ์แก่สายตาของเขา
"ตัวข้าผู้ต้องการบรรลุสู่ 'เซียนวานรจำแลง' ได้ขาดทั้งคำแนะนำ และ โอกาส แต่เดิมข้าคิดว่าการไปยังเทือกเขาครามนั้นไร้ซึ่งความหวังใดๆ ไม่คาดคิดกลับกลายเป็นว่าซือตู๋ หมิงหลาง ได้ส่งโอกาสในการทะลวงขั้น ให้แก่มือของข้าถึงสองครั้งสองครา"
ยามที่เดินออกมาจากหุบเขาอัญมณีนั้น อู่ อวี้ไม่ได้รู้สึกอับอายแม้แต่น้อย กลับกันเขากลับรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวัง ซือตู๋ หมิงหลางในสายตาของเขาหลังจากเหตุการณ์ครานี้ ยังคงเป็นผู้เยาว์ที่ไม่สนใจความผิดชอบชั่วดี และ กฎระเบียบโดยสิ้นเชิง
อู่ อวี้เลือกหยิบเศษชิ้นส่วนของผลหัววานรขึ้นมา วางไว้บนฝ่ามือ จากนั้นผิวของฝ่ามือก็เริ่มเป็นแสงสีทองออกมาจาง ๆ ไม่นานนักรูขุมขนบนมือของอู่ อวี้ก็เริ่มขยายออก ภายใต้การควบคุมของอู่ อวี้มือข้างนั้นสีค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ทันใดนั้นเองเพลิงสีทองอ่อนก็ลุกพรึ่บขึ้นบนมือข้างนั้น ซึ่งเพลิงนี้ก็เริ่มเผาไหม้เศษชิ้นส่วนของผลหัววานรที่อยู่บนมือของเขา
"ชี่ ชี่"
ท่ามกลางแสงวูบวาบของเพลิงสีทอง เศษชิ้นเนื้อของผลหัววานรเริ่มถูกเผาไหม้จนบริสุทธิ์อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดเป็นไอเมฆหมอกหนาแน่นร่องรอยปกคลุมไปทั่วทั้งห้องฝึกฝนนี้ พร้อมกับกลิ่นหอมหวนที่ระเบิดพวยพุ่งออกมาจากมือข้างนั้น อย่างไรก็ตาม อู่ อวี้ ได้ดึงดูดเมฆหมอกและกลิ่นหอมหวนทั้งหมดเข้าไปในฝ่ามืออีกครั้ง เมื่อเขาเปิดมือออกก็ปรากฏเป็นหยดโลหิตเล็กๆ หยดหนึ่ง หากไม่ตรวจสอบให้ดี การที่จะมองหาหยดโลหิตนี้ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
หยดโลหิตนี้เคลื่อนไหวอย่างลี้ลับบนฝ่ามืออู่ อวี้ ราวกับว่ามันมีชีวิต บางครามันก็เปลี่ยนเป็นรูปร่างของวานรที่แสนดุร้ายตนหนึ่ง
"เจ้านี้น่าจะเป็นลิงที่กลายเป็นวานรปีศาจ และควรจะมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ข้าไม่รู้ว่าทำไมมันถึงได้ทิ้งรอยฟันไว้บนผลหัววานรลูกนี้ นอกจากนี้ยังมีหยดโลหิตติดอยู่ด้วย ช่างบังเอิญเสียจริง ที่ข้าได้พบมัน! "
อู่ อวี้รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง โอกาสในสถานการณ์เช่นนี้ถือว่าเกิดขึ้นได้น้อยมาก อีกทั้งเขายังได้รับมันมาด้วยตัวเอง ถือได้ว่านี่คือโชควาสนายิ่งใหญ่ที่ตกมาถึงเขา!
"แน่นอนว่าถ้าข้าใช้หยดเลือดนี้ฝึกตน มันจะช่วยให้ข้าบรรลุสู่เซียนวานรจำแลง! "
"เมื่อถึงเวลานั้นข้าล่ะอยากรู้จริง ๆ ว่า ถ้าซือตู๋ หมิงหลางรู้ว่า มันเป็นผู้ช่วยให้ข้าทะลวงผ่านเข้าสู่ขั้นเซียนวานรจำแลง สีหน้าของมันจะแสดงออกเช่นไร? "
มันคือความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียว ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลอย่างยาวนานของอู่ อวี้ จนแม้กระทั่งยอมที่จะก้าวเข้าสู่หุบเหวแห่งความตาย
เหล่าศิษย์ทั้งหมดในเทือกเขาคราม แสดงสีหน้าออกให้เห็นว่า พวกมันแทบจะรอรับชมการต่อสู้ที่เซียนไท่แทบจะไม่ไหว
มีข่าวลือหนาหูว่า อู่ อวี้และซือตู๋ หมิงหลางถูกจับคู่วางการประลองเอาไว้ในคู่สุดท้าย
............................................................................................................