เห็นฉากนี้แล้วลู่ ฉางชิงหน้ามืดมุมปากกระตุกด้วยความโกรธ และออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
“เรียกทุกคนออกมา”
เวลาผ่านไปราว1เค่อ สองฝ่ายจ้องหน้ากันคละคลุ้งด้วยกลิ่นดินปืน
หวังเสิ่นรู้สึกถึงอันตรายอย่างรุนแรงจากฝ่ายตรงข้าม จากรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายแล้ว แน่นอน 4คนมีกลิ่นอายของอสูรบริสุทธิ์มาก
แค่คิดด้วยเท้าเขาก็สามารถบอกได้เลยว่านั่นคือ 4าาปีศาจ
ส่วนบุคคลที่เหลือนั้นคาดว่าคืุ์ตบะการบ่มเพาะค่อนข้างต่ำ แต่น่าพิศวงอยู่ไม่น้อยที่จะมีคนฐานการบ่มเพาะต่ำมาอยู่ที่นี่
ส่วนคนชุดดำนั้น ใช่ มันคืุ์ที่มีอารมณ์ไม่ธรรมดาและหน้าตาหล่อเหลาเกินไป
ผู้พิทักษ์ของเทียนเจียวทุกคนปรากฎตัวออกมาเพื่อเตรียมปกป้องรุ่นเยาว์ในที่สุด ตบะสูงสุดของพวกเขาคือขั้นาา
จะให้ต่อกรกับ4าา ก็กล่าวได้ว่าเป็เื่ไร้สาระสิ้นดี
ขณะนั้นเพื่อยุติความเงียบนี้ มู่ ชิงจือก้าวออกไปด้านหน้าแล้วกล่าว
“กล้าถามท่านผู้าุโเป็ใคร”
ด้วยความมั่นใจเธอเตรียมพร้อมทุกอย่างมาเรียบร้อยแล้ว ทั้งยันต์หลบหนี และผู้พิทักษ์ระดับาา เกรงว่าจะไม่มีใครหยุดเธอให้หนีไปได้
“กุนซือข้าของถาม คนพวกนี้มีระดับเท่าไร ข้าสามารถเขาชนะได้หรือไม่”
ลู่ ฉางชิงซุบซิบกับกุนซือของเขาสักเล็กน้อย ไม่ใช่กว่าเขากลัว แต่หากเขาสู้ได้ เกมก็อาจจะเปลี่ยนเล็กน้อย
“กลับไปที่ท่านเ้านิกาย หากเทียบกับท่านแล้วก็ถือว่าเป็มดปลวก ส่วนพวกชายชราก็ถือว่าเป็มดตัวใหญ่เล็กน้อย พวกเขาเทียบได้กับระดับฝึกฉี”
นักพรตเสวี่ย ชิงไท่กล่าวอย่างเปรียบเทียบ นั่นคือกรณีที่เปรียบเทียบกับลู่ ฉางเชิง แต่ในความเป็จริงเนื่องจากเขาอ่อนแอกว่า เลยไม่สามารถมองเห็นการบ่มเพาะของเทียนเจียวพวกนี้
ลู่ ฉางเชิงได้ยินดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นทันที
‘ตบะต่ำต้อยกล้ามาวิ่งเล่นหน้าบ้านข้าหรือ จะขโมยทรัพยากรของข้า เป็ไปไม่ได้!’
“ชิงเฟิง ก่อตัวค่ายกลกักขังล้อมรอบทุกคนเดี๋ยวนี้ แม้แต่ิญญาก็ต้องกักขังไว้ที่นี่”
ชิงเฟิงได้ยินดังนั้นจึงยกแก้วตรัสรู้ของเขาขึ้นมา ไม่สิ นี่อาจเรียกได้ว่าของเลียนแบบ ไม้ตรัสรู้ที่ฉางชิงแกะขึ้นมา
ขณะนี้ค่ายกลโบราณปรากฎขึ้นราวตัดขาดจากมิติภายนอกล้อมรอบทั้งสองฝ่าย
ฝั่งเทียนเจียวมุมปากกระตุก
‘หยาบคาย กลุ่มคนตรงหน้าหยาบคายเกินไป’
เนื่องจากพวกเขาเป็คนสำคัญอยู่บ้างภายนอก ไม่เคยรับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน ก็รู้สึกโกรธเป็ธรรมดา
“ผู้าุโต้องต่อสู้จร…”
ลู่ ฉางชิงไม่ปล่อยโอกาสให้ใครกล่าวอะไรทั้งนั้น ที่สำคัญที่แห่งนี้คือที่มั่นสุดท้ายของเขา
เมื่อจนตรอกแล้วทุกคนล้วนไร้ความปราณีอย่างแท้จริง
“ฉุบ!”
หวังเสิ่นไม่ทันกล่าวจบลู่ ฉางชิงปลดปล่อยกระบี่ตัดหัวหวังเสิ่นทิ้งในทันใด
เืกระฉูดนองทั่วพื้นดิน ทุกคนมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของเขาด้วยซ้ำ ฝั่งเทียนเจียวหน้าซีดเผือด ผู้พิทักษ์ปลดปล่อยออร่าโจมตีทันที
“สี่ผู้พิทักษ์ฆ่าคนแก่พวกนั้นเสีย ข้าจะสอนการฆ่าให้กับพวกเ้า”
หลังจากลู่ ฉางชิงกล่าวจบ เทียนเจียวฝั่งตรงข้ามน่าซีดเผือด เต็มไปด้วยความโกรธ
เทียนเจียวปลดปล่อยอาวุธหลากหลายออกมาและพร้อมต่อสู้อย่างสิ้นหวัง
“ใช้พวกข้าเป็เครื่องมือสอนงั้นหรือ โอหัง!”
“ตาย!”
เทียนเจียวทุกคนกระโจนเข้าโจมตีลู่ฉางชิงทันที
ในขณะนี้ฉางชิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ถือกระบี่ไม้ไว้ที่มือขวา หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ จนเหลือเพียงคนสุดท้าย
เืกระเซ็นหยดอยู่ทั่วไป ปลายกระบี่ย้อมไปด้วยสีแดงฉานด้วยของเหลวเหนียวไหลริน
ภาพตรงหน้าทำให้คนสิ้นหวังจริงๆและคนเดียวที่เหลือรอดในกลุ่มก็คือหญิงสาวที่ใบหน้าเปื้อนไปด้วยเืของสหายหลายคน
ใช่มันคือ มู่ ชิงจือ นางทรุดเข่าลงบนพื้นน้ำตานองหน้า สิ้นหวัง กับความแข็งแกร่งเช่นนี้ ไม่สามารถต่อต้าน
ขณะนี้ทางด้านผู้พิทักษ์ก็ตกตายกันไปหมด แม้แต่ผู้พิทักษ์ระดับาา
1าา จะสู้4าาได้อย่างไร ยิ่งระดับสูงเท่าไร ความห่างชั้นนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
“อนิจจา ชีวิตเกิดยาก แต่เวลาตายช่างง่ายดาย”
ลู่ ฉางชิงมองมู่ ชิงจือด้วยสายตาเ็า เขาก้าวเข้าไปหาช้าๆ พร้อมที่จะตวัดกระบี่แบบง่ายๆคล้ายไล่แมลงวัน
“ได้โปรดละเว้น ผู้น้อยคือนักบุญจากนิกายดาบ์อันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ปกครองชิงโจว ข้าจะให้ทุกอย่างที่ท่าน้า”
มู่ ชิงจือกล่าวด้วยน้ำตาอาบหน้า ภาพศพและเืไหลนองราวอยู่ในปรภพ สามารถคาดเดาได้เลยว่าทุกคนที่เข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ล้มลงหมดทุกคนแล้ว
“นิกายดาบ์หรือ ขออภัยข้าไม่รู้จัก ให้พวกเขาหล่อทองรูปลักษณ์ข้า กราบไหว้แทนบรรพบุรุษของพวกเขาได้หรือไม่?”
ลู่ ฉางชิงกล่าว เขากำลังจะประกาศตัวให้ทั่วโลกได้รู้จักชื่อของเขา และเขาเคยได้อ่านมาบ้างในนิยายว่า บุญสามารถใช้ในการฝึกตนได้ เลยอยากให้หลายคนบูชาเขา
‘ด้วยกำลังที่เบ็ดเสร็จจะมัวทำเื่ไร้สาระเช่นด้วยชีวิต ผดุงคุณธรรมไปเพื่ออะไร?’
‘ไร้สาระสิ้นดี นี่คือโลกฝึกตน พลังคือคำตอบ!’
“ผู้น้อยจะลองดู ผู้าุโโปรดละเว้น”
มู่ ชิงจือกล่าวอย่างสิ้นหวัง นางรู้ดีว่านิกายของนางไม่สามารถทำได้ หากนางกลับไปบอกให้เปลี่ยนบรรพบุรุษนั่นไม่ใช่ปัญหาสมองหรือ แต่อย่างน้อย นางสามารถมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อคิดหาทางรอดอื่นให้ตัวเอง
“ดี วันนี้ข้าจะเดินทางลงจากูเา เมื่อถึงวันที่ข้าไปยืนอยู่หน้าสำนักเ้าแล้วไม่เรียบร้อย ก็อย่ากล่าวว่าข้าโเี้”
ลู่ฉางชิงพูดจบเขาก็ดำเนินการสอนคนในนิกายกับการฆ่าต่อ
“หลงอ้าวเผาร่างทุกคนที่ตายไม่ให้เหลือซากใดๆทิ้งไว้ หดตัวของค่ายกลกักขังให้แคบที่สุด”
กล่าวจบเขารอให้ศพหายไปเหลือแต่กองขี้เถ้า และเขาก็ปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่ออกมากวาดทั่วทั้งค่ายกลเมื่อค่ายกลมีขนาดเล็กลงแล้ว เจตจำนงกระบี่ยังคงถูกเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้ค่ายกละเิ เจตจำนงกระบี่พร่างพรูออกมา
“บูม!”
ไม่เหลือแม้แต่ซากศพ ิญญาแหลกสลายไม่สามารถตายได้อีก บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเจตจำนงกระบี่ หากเขาสามารถใช้พลังในการปลดปล่อยทักษะะเิได้ เขาจะะเิพื้นที่หน้าทางเข้าทิ้งด้วยซ้ำ
เยื่องจากอ่านนิยายมามากมาย เขาจึงคาดเดามากมาย บางครั้งอาจมีตัวเอกมาเกิดใหม่ในร่าง ิญญาาไปจุติใหม่ จะสร้างตัวเอกมาแก้แค้นเขาในไม่ช้า
ใช่ เขาคิดและคาดเดาไปเอง
“นี่แหละคือการฆ่าที่แท้จริง จำเอาไว้หากใครบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ของเรา ฆ่ามันให้ได้แบบนี้”
“โอ้ อย่าลืมลบร่องรอยของความผันผวนในอากาศเพื่อความแเี”
เงียบ
เงียบจนได้ยินเสียงเข็มตก
มู่ ชิงจือสิ้นหวังมากถึงมากที่สุด
‘ข้าไม่คิดว่าจะเจอคนที่แข็งแกร่งและระวังตัวมากขนาดนี้ นี่มันบ้าอะไรกัน’
ลู่ ฉางชิงหันกลับไปสบตากับทุกคนจากนั้นเขาขอให้เหมย ชิงชิวเก็บิญญาของมู่ ชิงจือไว้ เกรงว่านางอาจทรยศในภายหลัง
“ผู้น้อยกล้าถามผู้าุโท่านมีนามเต๋าว่าอะไร”
มู่ ชิงจือกล่าวถามอีกครั้ง เนื่องจากทุกคนตกตายกันไปหมด ความเย่อหยิ่งที่เคยมีกลายเป็ขี้เถ้า รอดชีวิตคือวิถีของผู้ชนะ
“เ้าแห่งหุบเขาะร่วงหล่น นิกายเหนือเต๋าอันศักดิ์สิทธิ์ ลู่ เทียนตี้”
สูดดดด
ฟ่ออออ
‘จักรพรรดิ์ลู่ ครอบงำแค่ไหน’
‘มีใครพูดได้ขนาดนี้บ้าง ให้พื้นที่ข้าบ้างได้ไหม’
‘ท่านคิดว่าพวกเราไม่ใช่มนุษย์จริงๆใช่ไหม’
‘ท่านอย่ารุนแรง รังแกผู้เยาว์ โอเค?’
ทุกคนบ่นอย่างบ้าคลั่งในใจ ใช่แล้ว ไม่ใช่ทุกคนอยากรับใช้ลู่ ฉางชิง แต่หากทุกคนไม่กล้าขัดใจเขา คนเดียวหนีได้แต่บ้านของพวกเขาหนีไม่ได้ บางคนก็ไม่มีกำลังพอ
พวกเขาชื่นชมที่ลู่ ฉางชิงที่แข็งแกร่งและสามารถทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ได้ สำหรับโลกฝึกตนแล้วการฆ่าเป็เื่ปกติ
เมื่อแข็งแกร่งคุณมีสิทธิที่จะผายลมได้ทุกที่
“เดินทางออกพร้อมกับข้าเถอะแล้วแยกย้ายกันหลังจากออกจากหุบเขา”
ฉางชิงหันกลับไปหาพวกคนที่เหลือ แต่กล่าวอย่างจริงจัง
“อย่าให้ใครมาเหยียบหน้าบ้านเราอีก ฆ่ามันั้แ่เนิ่นๆ และดูแลตัวเองด้วย”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็เงียบสนิทและคาราวะให้กับลู่ ฉางชิง จนเขาหายไปสุดสายตา
“ช่างโเี้อะไรเช่นนี้ ข้าเกรงว่าชิงโจวจะลุกเป็ไฟหรือหนักกว่านั้นคงจะมีการเปลี่ยนผู้ปกครอง”
ขณะเดียวกันทางด้านลู่ฉางชิง เขาเดินนำทุกคนตรงไปเรื่อยๆ ผู้ที่เดินตามหลังก็อดไม่ได้ที่จะตะลึง ลู่ฉางชิงเดินชนค่ายกลราวหลีกทางให้เขาไปเรื่อยๆตลอดทาง
เขาสามารถเก็บสมบัติธรรมชาติได้มากมายแล้วฝากไว้ที่ชิงเฉิน ราวเดินในสวน
ใช่แล้ว เวลาผ่านไปนานแต่ด้วยความเร็วของผู้ฝึกตน บางครั้งก็เดิน บางครั้งลู่ฉางชิงก็นั่งบนหัวของั
หนึ่งวันเต็ม ในการเดินทางในที่สุดพวกเขาก็มาปรากฎที่ตีนหุบเขา
“นิกายดาบ์อันศักดิ์สิทธิ์ ข้าจะจำเอาไว้ ไปเถอะ อย่าให้ข้าผิดหวัง”
ลู่ฉางชิงกล่าวกับ มู่ ชิงจือด้วยเสียงที่เรียบง่ายแต่กลับเต็มไปด้วยอำนาจอันล้นเหลือ กล่าวจบ บุรุษทั้งสี่ก็แยกตัวเดินทางเรื่อยๆ
มู่ ชิงจือตอนนี้เธอเกือบจะแน่ใจแล้ว ว่า หายนะ ที่บรรพบุรุษกล่าวคือสิ่งใด
“อาจจะเป็เขา ผู้จุดไฟทั่วทั้งทวีป ผู้คนจะตกตายนับไม่ถ้วน ข้าจะเลือกลี้ภัยฝ่ายใดคงต้องคิดให้รอบคอบเสียแล้ว”
หลังจากส่ายหัว นางก็รีบมุ่งหน้าไปยังนิกาย